ว่าด้วยความทุกข์ยากบนโลกใบนี้ (On the Suffering of the World)
(แปลบางส่วนจากความเรียงของ อาเธอร์ โชเปนฮาวเออร์ นักปรัชญาเยอรมันผู้มองโลกในแง่ร้าย , On the Suffering of the World)
      ถ้าคุณต้องการเข็มทิศที่ปลอดภัยเพื่อชี้นำทางให้ตลอดชีวิตของคุณ แลขจัดปัดเป่าความสงสัยทั้งปวงเพื่อมองชีวิตอย่างที่มันเป็น....คุณทำอะไรได้ไม่ดีไปกว่าการทำตัวทำใจให้เคยชินว่าโลกนี้คือ "สถานลงทัณฑ์" คือเป็นอาณานิคมทางอาญาชนิดหนึ่ง ไม่ใช่แค่ปรัชญาของฉันที่สอนแบบนี้ , ศาสนาพราหมณ์ พุทธศาสนา นักปรัชญากรีก เช่น เอมพลีโดคลีส ไพทากอรัส รวมทั้ง ซิเซโร ก็สอนแบบนี้ว่าเรามาอยู่ในโลกนี้กันเพื่อชดใช้ให้กับความผิดของเราที่ก่อเอาไว้ในสภาวะการดำรงอยู่เมื่อปางก่อนๆ ................................       จากมุมมองเช่นนี้ สรรพนามที่มนุษย์ควรจะใช้เรียกขานกันและกันคือ "เพื่อนร่วมทุกข์" ,ใช่ มันอาจฟังดูแปลกๆ แต่การยึดมั่นในข้อเท็จจริงนี้ จะนำพาเราไปสู่แสงสว่างที่ถูกต้อง และเตือนใจเราเสมอไว้ว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเราก็คือ ความอดทนอดกลั้น ความพยายาม ความนอบน้อม ความรักแก่เพื่อนบ้าน ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ทุกๆคนต้องการ และเป็นสิ่งที่มนุษย์เป็นหนี้แก่กันและกันกับเพื่อนร่วมทุกข์คนอื่นๆ   ถ้าหากว่าความทุกข์ของสรรพสิ่งทั้งปวงไม่ใช่เป้าหมายโดยตรงและฉับพลันของการมีชีวิตอยู่แล้วล่ะก็ แสดงว่าการดำรงอยู่ของเรานั้นพลาดจากเป้าหมายของชีวิตโดยสิ้นเชิง มันช่างบ้าบอคอแตกที่เราต้องมานั่งเฝ้ามองความทุกข์อันใหญ่หลวงที่ดาษดื่นอยู่ทั่วไปทุกมุมโลกใบนี้ ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากความต้องการพื้้นฐาน(และไม่พื้นฐาน) ของเราและความจำเป็นอันแยกไม่ออกจากการมีชีวิต ในฐานะที่ความทุกข์ทั้งหลายเหล่านี้ไม่ได้มีประโยชน์หรือนำไปสู่จุดหมายอื่นๆอะไรเลย และเป็นเพียงผลลัพธ์จากเรื่องของโชคและโอกาสเท่านั้น ความโชคร้ายของแต่ละปัจเจกนั้นเมื่อมันมาสู่ผู้เคราะห์ร้ายก็ดูเหมือนว่าเป็นบางสิ่งผิดไปจากปกติ มันไม่น่าเกิดขึ้นเลย แต่ฉันอยากจะบอกว่าโดยทั่วไปแล้วความโชคร้ายนี่แหละคือกฏและชะตาของชีวิตเลยทีเดียว
.
   ฉันไม่เคยได้ยินอะไรน่าหัวเราะเยาะไปกว่าระบบปรัชญาส่วนใหญ่ที่แถลงออกมาว่า "ความชั่วร้าย (evil) นั้นเป็นคุณสมบัติเชิงลบหรือเชิงปฏิเสธ" ความชั่วร้ายนี่แหละเป็นคุณสมบัติเชิงบวกต่างหากกล่าวคือเป็นธาตุแท้ของโลกและการดำรงอยู่เลยทีเดียว นักปรัชญาชื่อไลบ์นิซ (Leibniz) นั้นจงใจจะปกป้องความน่าหัวเราะเยาะนี้อย่างสุดความสามารถเลยทีเดียวด้วยวิธีอันจะแจ้งแต่ก็เล่นลิ้น โดยกล่าวว่า โลกที่เราดำรงอยู่นี้มันเป็น "โลกที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว"  
.
   สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้ได้อธิบายข้อเท็จจริงที่ว่าโดยทั่วไปแล้วเราจะพบว่าความพึงพอใจนั้นไม่ได้น่าพิศวาสขนาดที่เราคาดคิดเอาไว้ ในขณะเดียวกัน ความทุกข์นั้นกลับทุกข์กว่าที่เราคิดไว้เมื่อเราประสบมันเข้าให้
.
   เขาว่ากันว่า "ความพึงพอใจบนโลกใบนี้มีมากกว่าความทุกข์แน่ หรืออย่างน้อยก็สมดุลกัน มีพอๆกัน" หากท่านผู้อ่านอยากทราบว่าที่กล่าวมานี้เป็นจริงหรือไม่ ให้ท่านจงลองคิดเปรียบเทียบง่ายๆว่ามีสัตว์ 2 ตัว ตัวหนึ่งถูกอีกตัวหนึ่งกิน จงคิดถึงสัตว์ที่เขมือบสัตว์อีกตัว ความสุขของสัตว์ผู้เขมือบนั้นได้รับมาเทียบไม่ได้เลยกับความทุกข์อันใหญ่หลวงของสัตว์ที่ถูกเขมือบ
.
   การปลอบประโลมใจที่ดีที่สุดแก่ความโชคร้ายหรือความทุกข์ชนิดใดๆก็ดีที่เกิดกับเรา คือการคิดถึงผู้ซึ่งลำบากกว่าเรา ด้อยกว่าเรา ไอ้วิธีแบบนี้ใครๆก็ใช้กันได้ทั้งนั้น ประเด็นก็คือ "มันเป็นเรื่องบ้าบออะไรกันของชะตากรรมแห่งมนุษยชาติทั้งหลายที่ต้องมาใช้วิธีแบบนี้ปลอบใจตัวเองเพื่อให้สู้ชีวิตต่อไปได้"
.
   พวกเราเหมือนแกะในทุ่งกว้าง เรามัววิ่งเล่นกันเสียเพลินภายใต้การจับตาดูของคนแล่เนื้อสัตว์ ผู้ซึ่งจะเลือกแกะอันเป็นเหยื่อมาฆ่าเริ่มจากตัวแรก ตามมาด้วยตัวถัดไปๆ ดังนั้นมันเหมือนกับเราในวันดีดี เราไม่เคยสำนึกถึงชะตากรรมอันโหดร้ายที่ฝังอยู่ในตัวเราอยู่ก่อนแล้ว นั่นคือ ความเจ็บป่วย ความยากเข็ญ สูญเสียการมองเห็นและการใช้เหตุผล ความแก่ ความตาย
.
   การถูกลงทัณฑ์ทรมานแห่งการดำรงชีวิตอยู่ไม่เคยเป็นเรื่องเล็กน้อย เวลาที่เดินไปอย่างต่อเนื่องจะคอยซ้ำเติมเรา เร่งเร้าเรา ไม่ให้เราได้หายใจหายคอกันเลยทีเดียว แต่จะไล่ล่าตามหลังเรามาตลอดเสมอไป เหมือนเจ้านายคุมคนงานที่มีแส้อยู่ในกำมือ และถ้าเมื่อใดที่เวลานั้นหยุดไล่บี้เรา มันก็จะส่งมอบเราต่อไปให้แก่ความเบื่อหน่ายอันแสนเศร้า
.
   แต่ความโชคร้ายนั้นเองก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เหมือนกัน ลองคิดถึงร่างกายมนุษย์ที่จะต้องระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆถ้าหากความกดอากาศรอบๆเราถูกกำจัดออกไป ดังนั้นถ้าชีวิตของเราไม่มีความต้องการอะไรกันเลย ไม่มีช่วงชีวิตที่ตกระกำลำบาก ไม่มีเคราะห์ภัยทั้งปวง ทุกๆสิ่งสำเร็จสมปรารถนาทุกประการ พวกเขาก็จะพองตัวขึ้น โอ้อวดอย่างเย่อหยิ่งจองหอง และแม้ว่ามันจะไม่ได้ทำให้ตัวของเขาระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆก็ตามที แต่มันจะทำให้เขาลืมตัวแสดงความโง่เขลาออกมาอย่างควบคุมไม่ได้เนื่องมาด้วยความทะนงตัว หรือไม่งั้นก็อาจจะเป็นบ้าไปเลย ฉันอยากบอกต่อไปอีกว่าความเจ็บปวดและปัญหาต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อเราเสมอต่อทุกคนในทุกเวลา หากมีในปริมาณที่เหมาะสม เรือที่ไร้การถ่วงท้องเรือด้วยของหนักๆก็ย่อมจะไม่เสถียรและไม่อาจแล่นไปได้อย่างตรงๆ
.
   มันเป็นสิ่งที่แน่นอนว่า การงาน ความวิตกกังวล แรงงานและปัญหาต่างๆ นั้นเป็นสิ่งที่อยู่กับคนเราแทบจะตลอดชีวิต แต่หากถ้าความปรารถนาทั้งปวงของเรานั้นถูกเติมเต็มและสมหวังทันทีที่มันเกิดขึ้นโดยที่ไม่ต้องพยายามอะไรกันเลย แล้วชีวิตพวกเราจะดำเนินชีวิตกันไปได้ยังไง? เราจะใช้เวลาที่มีเหลือเฟือจากการที่เราแทบไม่ต้องทำอะไรเลยไปกับอะไร? ถ้าโลกใบนี้คือสวรรค์แห่งความหรูหราและความสบายใจ แผ่นดินที่เต็มไปด้วยน้ำนมและน้ำผึ้งหวาน ที่ซึ่งใครๆก็บรรลุความสำเร็จอะไรก็ตามกันได้อย่างกะปลอกกล้วยเข้าปาก สุดท้ายคนเราจะต้องตายลงไปในที่สุดเนื่องด้วยความเบื่อหน่ายแบบสุดขีด หรือไม่งั้นเขาก็อาจจะผูกคอตาย หรืออาจจะเกิดสงคราม การฆ่ากันอย่างใหญ่โต อาชญากรรมรูปแบบต่างๆ และแล้วในที่สุดมนุษยชาติก็จะได้รับความทุกข์เพิ่มขึ้นๆยิ่งกว่าโลกแห่งความจริงที่เราดำรงอยู่ตามธรรมชาติเสียอีก
.
   ในวัยเยาว์ของพวกเรา ในการที่เราเฝ้ารอการมาถึงของชีวิตเบื้องหน้าถัดๆไปอย่างเปี่ยมความหวัง พวกเรานั้นเหมือนกับเด็กที่นั่งอยู่ในโรงหนัง ก่อนที่ผ้าม่านกันฉากหนังจะถูกเปิดออก พวกเรานั่งอยู่กับที่กันอย่างเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณอันสูงส่งพร้อมกับรอให้หนังเริ่มฉายกันอย่างกระตือรือร้น ฉันอยากจะบอกเอาไว้ว่าพวกเธอโชคดีแล้วแหละที่ไม่รู้เอาเสียเลยว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่หนังเริ่มฉาย มันมีช่วงเวลาที่เด็กๆนั้นดูเหมือนกับว่าเป็นนักโทษที่ไร้เดียงสา ถูกสาปให้...ไม่ใช่ต้องตาย...แต่ถูกสาปให้มีชีวิตอยู่ และพวกเด็กๆก็ไม่รู้ไม่เข้าใจว่าคำพิพากษาของเขาดังกล่าวนั้นหมายความว่าอย่างไร อย่างไรก็ตามทุกๆคนก็อยากจะมีชีวิตอยู่ไปจนแก่เฒ่า พูดอีกอย่างนึงได้ว่า : วันนี้เป็นวันที่ไม่ดี แต่ว่าพรุ่งนี้ต้องแย่กว่า เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยจนวันที่ระยำที่สุดจะมาถึง
.
   ถ้าหากคุณลองจินตนาการ เอาให้ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ ถึงปริมาณความโศกเศร้า ความเจ็บปวดและความทุกข์ ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ คุณก็จะต้องยอมรับว่ามันจะดีกว่าแน่ๆถ้าโลกยังเป็นเหมือนดวงจันทร์ กล่าวคือยังไม่มีสิ่งมีชีวิตใดใดถือกำเนิดขึ้นมา
.
   ฉันจะกล่าวอีกครั้ง คือ "เราอาจบอกได้ว่าชีวิตทั้งชีวิตคือปรากฏการณ์ที่น่ารำคาญและรบกวนใจ ท่ามกลางการพักผ่อนอย่างแท้จริงในสุญญตาอันเป็นนิรันดร์" และไม่ว่าด้วยประการใดหรือกรณีใดก็ตาม ต่อให้ชีวิตของเราไปได้สวยอย่างอดทนอดกลั้นฟันฝ่า คุณจะพบว่ายิ่งคุณอยู่นานเท่าไร คุณจะยิ่งรู้สึกกระจ่างแก่ใจขึ้นมาว่า ในภาพรวมแล้ว ชีวิตคือความผิดหวัง ชีวิตมันโกงเรา ถ้าคนสองคนที่เคยเป็นเพื่อนกันในวัยเด็กแล้วได้มาพบกันอีกทีในตอนชรา หลังจากที่ต่างคนต่างมีชีวิตของตัวเองมาช้านานแทบทั้งชีวิต ความรู้สึกหลักๆของคนสองคนเมื่อมองตากันนั้นคือแววตาที่แสดงออกถึงความผิดหวังในชีวิตทั้งหมดที่ผ่านมา เพราะความคิดของเขาทั้งคู่จะนำพาไปสู่วันเก่าๆที่ชีวิตเคยดีและยุติธรรมต่อเขามากกว่านี้ ชีวิตก่อนหน้านี้ที่ดูเห็นรางๆว่าจะโปรยด้วยกลีบกุหลาบ ชีวิตที่สัญญาว่ามีอะไรจะมอบให้เขาอย่างมากมาย แต่แล้วก็แทบไม่ได้อะไรเลย ความรู้สึกผิดหวังที่กล่าวมานี้สำหรับคนทั้งสองมันเด่นชัดจนปิดบังอารมณ์อื่นๆไปเสียหมด ต่างคนต่างรู้กันแทบไม่ต้องพูดด้วยซ้ำ และความผิดหวังนี้จะเป็นพื้นฐานเบื้องหลังแห่งการสนทนาต่างๆของเขาทั้งสอง
.
   ไม่มีใครบนโลกนี้น่าอิจฉาไม่ว่าใครก็ตาม มีคนนับไม่ถ้วนที่โชคชะตาของเขานั้นสมควรแก่การเวทนาคร่ำครวญให้ ชีวิตคืองานที่จะต้องทำให้เสร็จ มันโอเคที่จะพูดว่า defunctus est (ความสำเร็จคือความตาย) นั่นหมายความว่าภารกิจของเขาได้จบลงแล้ว
.
   ถ้าคนเราให้กำเนิดลูกหลานออกมาบนพื้นฐานของเหตุผลบริสุทธิ์ล้วนๆ เผ่าพันธุ์มนุษย์จะคงอยู่ได้ละหรือ? ถ้าเขามีเหตุผลเขาจะต้องสงสารและเห็นอกเห็นใจคนรุ่นถัดๆไปที่กำเนิดขึ้นมาแล้วต้องคอยแบกรับภาระอันหนักอึ้งของการมีชีวิตอยู่อย่างเลือดเย็น
.
   ฉันคิดว่าจะต้องถูกตำหนิว่าปรัชญาของฉันมันทำให้ท่านอึดอัดใจ-เพราะฉันพูดแต่ความจริง แต่ผู้คนทั้งหลายอยากจะได้รับการยืนยันว่าทุกๆสิ่งที่พระเจ้าสร้างนั้นดีอยู่แล้ว เชิญคุณไปหาบาทหลวงเถอะ! แล้วทิ้งฉันไว้ลำพังในความสงบ! อย่างน้อยก็อย่ามาร้องขอให้ฉันปรับแนวปรัชญาของฉันให้เข้ากับระบบอื่นๆที่คุณเคยเรียนมาเลย ซึ่งสิ่งพวกนั้นเอาไว้ให้พวกนักปรัชญาสารเลวจอมปลอมทำไปเถอะ เชิญคุณไปถามเอากับเขาได้เลยถึงหลักการที่คุณพอใจอยากได้ยินแล้วคุณก็จะได้รับมัน พวกศาสตราจารย์ปรัชญาในมหาวิทยาลัยนั้นมั่นใจในคำสอนแบบมองโลกในแง่ดี(สุนิยม) ฉันอยากจะบอกว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆที่จะล้มทฤษฎีของพวกเขา
.
    ถ้าคุณต้องการเข็มทิศที่ปลอดภัยเพื่อชี้นำทางให้ตลอดชีวิตของคุณ แลขจัดปัดเป่าความสงสัยทั้งปวงเพื่อมองชีวิตอย่างที่มันเป็น คุณทำอะไรได้ไม่ดีไปกว่าการทำตัวทำใจให้เคยชินว่าโลกนี้คือ "สถานลงทัณฑ์" คือเป็นอาณานิคมทางอาญาชนิดหนึ่ง ไม่ใช่แค่ปรัชญาของฉันที่สอนแบบนี้ , ศาสนาพราหมณ์ พุทธศาสนา นักปรัชญากรีก เช่น เอมพลีโดคลีส ไพทากอรัส รวมทั้ง ซิเซโร ก็สอนแบบนี้ว่าเรามาอยู่ในโลกนี้กันเพื่อชดใช้ให้กับความผิดต่างๆของเราที่ก่อเอาไว้ในสภาวะการดำรงอยู่เมื่อปางก่อนๆ 
.
   ถ้าคุณทำตัวทำใจให้เคยชินกับมุมมองอย่างที่ว่าไปแล้ว คุณจะสามารถปรับความหวังทั้งหลายของคุณได้อย่างเหมาะสม และจะทำให้คุณหยุดคิดหยุมหยิมถึงความทุกข์ ความกังวล ความเศร้า กับเหตุการณ์อันเลวร้ายทั้งปวงไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ว่าเป็นสิ่งที่แปลกประหลาด แล้วคุณจะพบว่าสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปตามที่มันควรจะเป็นอยู่แล้วในโลกใบนี้ซึ่งทุกๆคนชดใช้หนี้ความผิดแห่งการดำรงอยู่ตามแนวทางเฉพาะของตัวเขาเอง ถ้าเขามีจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่เหนือคนปกติหรือถ้าเขาเป็นอัจฉริยะ เขาจะรู้สึกราวกับว่าเขาเป็น "นักโทษผู้ทรงเกียรติแห่งรัฐ" ซึ่งถูกสาปให้ต้องทำงานอยู่ในเรือแจวแห่งชีวิตร่วมกับนักโทษทั่วไปคนอื่นๆ และสุดท้ายแล้วเขาจะอยู่อย่างแยกตัวและสงบ
.
   โดยทั่วไปแล้วอย่างไรก็ตาม การมองชีวิตแบบนี้จะทำให้เราสามารถพินิจใคร่ครวญถึงความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์ส่วนมาก ความบกพร่องทางสติปัญญาและจริยธรรม รวมทั้งความอดทนอดกลั้นของเขา ด้วยความไม่ประหลาดใจใดๆเลย โดยที่ฉันไม่ได้พูดออกมาจากความขุ่นเคืองใดๆ เราจะไม่หยุดที่จะใคร่ครวญสะท้อนว่าเรากำลังอยู่ที่ไหน และมนุษย์รอบๆตัวเรานั้นถือกำเนิดขึ้นมาบนความบาป (บาปกำเนิด) และอยู่เพื่อชดใช้บาปนั้นๆ นี่คือสิ่งที่คริสตศาสนาหมายถึงเมื่อพูดถึงธรรมชาติอันมีบาปติดตัวของมนุษย์
.  
   ไม่ว่ามนุษย์จะทำสิ่งที่โง่เง่าชั่วร้ายแค่ไหนก็ตาม ไม่ว่ามันจะเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ จุดอ่อนหรือจากกมลสันดานของเขา พวกเราจงมาฝึกความอดทนอดกลั้น ฝึกการมีขันติธรรมกันเถิด จำไว้เสมอว่าเมื่อผู้อื่นกระทำความผิด มันคือความโง่เขลาและความชั่วที่เรารู้เราเห็น เราเฝ้าสังเกตดูอยู่ มันเป็นเพียงจุดอ่อนของมนุษยชาติที่เราต่างก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น เราเป็นหนึ่งเดียวและต่างก็มีความผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้น แม้กระทั่งความผิดอันสาหัสสากรรณ์ที่สุดที่ในตอนนี้ได้ทำให้เราเพิ่มพูนความขุ่นเคืองแค้นมากขึ้นๆ อาจเพราะเรายังไม่เคยทำมันด้วยตัวเอง มันเป็นความผิดที่ไม่ได้อยู่บนผิวนอก แต่มีอยู่อย่างฝังลึกลงในธรรมชาติอันลึกล้ำของเรา และถ้าหากมีสิ่งกระตุ้นที่เหมาะสมมันก็จะแสดงตัวออกมาได้ เหมือนกับที่เราเห็นคนอื่นทำผิดอะไรได้ใหญ่โตอย่างนั้น คนๆหนึ่งอาจมีความผิดซึ่งไม่มีในคนอื่น คนอื่นไม่เคยทำ และมันมิอาจปฏิเสธได้ว่าผลรวมสุทธิของความชั่วร้ายของคนๆหนึ่งนั้นบางทีมันมากโขทีเดียว เนื่องด้วยปัจเจกบุคคลแต่ละคนก็มีสันดานต่างกันลิบลับอันมิอาจวัดได้
.
   ตามข้อเท็จจริงแล้วความเชื่อมั่นอันแรงกล้าว่าโลกใบนี้และมนุษย์นั้นเป็นบางสิ่งที่ไม่ควรจะมีเลยเสียแต่แรกจะดีกว่า เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความใจดี มีเมตตา ผ่อนผันต่อผู้อื่นๆ จากมุมมองเช่นนี้ สรรพนามที่มนุษย์ควรจะใช้เรียกขานกันและกันคือ "เพื่อนร่วมทุกข์" ,ใช่ มันอาจฟังดูแปลกๆ แต่การยึดมั่นในข้อเท็จจริงนี้ จะนำพาเราไปสู่แสงสว่างที่ถูกต้อง และเตือนใจเราเสมอไว้ว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเราก็คือ ความอดทนอดกลั้น ความพยายาม ความนอบน้อม ความรักแก่เพื่อนบ้าน ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ทุกๆคนต้องการ และเป็นสิ่งที่มนุษย์เป็นหนี้แก่กันและกันกับเพื่อนร่วมทุกข์คนอื่นๆ
SHARE
Writer
Elan_Vital
A Happy Pessimist
I write in order to console my soul.

Comments

Rio
5 months ago
หากเป็นคนที่ไม่ถนัดในการอ่านหนังสือภาษาต่างประเทศ แล้วไม่มีคนแปลให้ฟัง คงน่าเสียดาย
Reply
Elan_Vital
5 months ago
^_^

Natnareeminuss
5 months ago
ขอบมากคะ
Reply
Elan_Vital
5 months ago
ขอบคุณครับ