เด็กไทย..เรียน ๆ ไป..จะรอด หรือจะร่วง
ฉันเกิดและโตในจังหวัดเชียงใหม่ ในครอบครัวที่มีฐานะพอจะส่งลูกหลานเรียนในโรงเรียนเอกชนที่ดีที่สุดในจังหวัดได้ ฉันเริ่มต้นการเรียนระดับอนุบาลในโรงเรียนที่ดังที่สุดในจังหวัด จากนั้นเรียนมัธยมต้น มัธยมปลายในโรงเรียนที่ดังที่สุดอีกเช่นกัน แล้วก็เรียนในคณะ และมหาวิทยาลัยที่คนทั้งประเทศแย่งกันเรียน จนทุกวันนี้จากเด็กนักเรียนกลายมาเป็นคุณครูที่สอนในมหาวิทยาลัย และฉันก็มั่นใจเสียด้วยสิว่าฉันเป็นครูที่เก่งและดี ที่ฉันเก่งและดีได้ไม่ใช่เพราะฉันได้เรียนในโรงเรียนดี ๆ หรือดัง ๆ หรอกนะ นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ฉันเป็นคนที่สมบูรณ์ มีทั้งคุณธรรม จริยธรรม และความรู้พอที่จะสามารถถ่ายทอดให้กับคนรุ่นหลังได้ เป็นเพราะระบบการศึกษาที่ดีต่างหาก
ในยุคสมัยของฉัน ฉันจำได้ว่าตอนเรียนอนุบาลฉันไม่ได้เรียนวิชาการอะไรมาก ครูสอนเรื่องระเบียบวินัยเป็นหลัก สอนการอยู่ร่วมกับเพื่อน ๆ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ชีวิตเป็นการเรียนรู้ผ่านการเล่น เล่นแล้วร่างกายแข็งแรง สุขภาพจิตดี สดชื่นแจ่มใส ถ้าการเล่นนั้นทำให้ต้องคิดวิเคราะห์ก็ได้พัฒนาสมอง รู้จักการแก้ปัญหา ถ้าเล่นร่วมกับเพื่อน ๆ ก็ได้ฝึกระเบียบวินัย ฝึกกฎกติกาของกลุ่ม ฝึกทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ส่วนการบ้านก็ไม่มีอะไรมากมายนอกจากคัด ก-ฮ และวาดรูประบายสี ซึ่งแตกต่างจากเด็กสมัยนี้อย่างสิ้นเชิง เด็กสมัยนี้เรียนหนักตั้งแต่อนุบาล มีการบ้านเยอะและยาก พ่อแม่หลายคนไม่สามารถสอนการบ้านให้ลูกได้ ต้องพาลูกไปเรียนพิเศษทุกเย็น สรุปแล้ว เด็กอนุบาลสมัยนี้ต้องเรียนหนังสือวันละ 6-10 ชั่วโมง ไม่มีเวลาหลังเลิกเรียนเพื่อเล่นสนุกกับเพื่อน ๆ เหมือนเด็กสมัยก่อน ก่อนนอนก็ไม่ได้ดูการ์ตูนแบบเด็กสมัยก่อน เพราะต้องอ่านหนังสือ ไม่อย่างนั้นจะทำข้อสอบไม่ได้ ได้คะแนนน้อย เด็กสมัยนี้จึงเติบโตมาแบบตัวคนเดียว ไม่มีเพื่อน และมีความเครียดตั้งแต่เด็ก 
พอขึ้นชั้นประถม วิชาที่เรียนคือภาษาไทย เรียนการประสมคำ อ่านคำง่าย ๆ ผ่านเรื่องราวคล้ายนิทาน ตัวละครเด่น ๆ สมัยนั้น คือ มานี ปิติ ชูใจ เจ้าแก่ สะกดง่าย ๆ อ่านง่าย ๆ เข้าใจง่าย ๆ เริ่มจากพื้นฐานง่าย ๆ ทำให้เด็กอ่านหนังสือเก่งเพราะพื้นฐานดี นอกจากนั้นเรียนคณิตศาสตร์ เมื่อก่อนเรียกว่าวิชาเลข เรียนวิทยาศาสตร์ง่าย ๆ แต่วิชาที่สำคัญ คือ วิชาจริยศาสตร์ วิชาศาสนา วิชาสร้างเสริมลักษณะนิสัย (สลน.) และวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต (สปช.) ฉันจำได้ว่าฉันได้สวดมนต์นั่งสมาธิทุกเช้า ได้เรียนวิธีการซักผ้า การช่วยเหลือพ่อแม่ทำงานบ้าน การปลูกต้นไม้ การใช้ชีวิตต่าง ๆ รวมทั้งได้ร้องเพลงที่มีเนื้อหาว่า..เด็กเอ๋ยเด็กดีต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน....ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันค่อย ๆ ซึมซับเข้าไปในจิตใจของเด็ก ทำให้เด็กเป็นคนดี มีน้ำใจ ไม่เอาเปรียบกัน ต่างจากเด็กสมัยนี้เรียนวิชาสังคม ดาราศาสตร์ เรียนเส้นรุ้งเส้นแวง ไม่มีวิชาศาสนา ไม่มีวิชาจริยศาสตร์ ไม่มีวิชาที่สอนให้เด็กดูแลตัวเอง ไม่มีวิชาที่สร้างประสบการณ์ชีวิตให้แก่เด็ก เด็กสมัยนี้ก็เลยสวดมนต์ไม่เป็น ไปวัดไม่เป็น ไม่รู้หน้าที่ของเด็กดี ทำงานบ้านไม่เป็น ช่วยเหลือตัวเองไม่เป็น 
พอถึงชั้นมัธยม การเรียนเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ แต่พวกเราก็ไม่หวั่น เราตั้งใจเรียน เราอ่านหนังสือทบทวนความรู้ทุกวัน เราทำแบบฝึกหัดทุกวัน เพราะเรากลัวสอบตก! ด้วยความที่ฉันกับเพื่อน ๆ ตั้งใจเรียน พวกเราจึงสอบผ่านกันทุกคน ส่วนคนที่สอบไม่ผ่านก็ต้องเรียนซ้ำชั้นไปตามระเบียบ ไม่ได้เลื่อนชั้นเหมือนเพื่อน ๆ ส่วนเด็กสมัยนี้ สิ่งล่อตา ล่อใจเยอะ รายการโทรทัศน์สำหรับวัยรุ่นก็น่าดู อินเตอร์เน็ตก็พาสู่โลกกว้างไร้ขีดจำกัด มีแชทสารพัดรูปแบบที่ทำให้คุยกับคนได้ทั้งโลกได้โดยไม่รู้สึกว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน กว่าจะรู้ตัวก็ใช้เวลากับสิ่งเหล่านั้นนานหลายชั่วโมง เหลือบตาดูนาฬิกาก็ดึกเสียแล้ว การบ้านก็ไม่ได้ทำ เอาไว้ขอลอกเพื่อนที่เรียนเก่ง ๆ พรุ่งนี้เช้า หนังสือก็ไม่ได้อ่าน ความรู้ก็ไม่ได้ทบทวน แบบฝึกหัดก็ไม่ได้ทำ พอถึงเทศกาลของการสอบ ก็เร่งอ่านหนังสือ ใช้เวลาแค่..วิชาละ 1 คืน แล้วคิดหรือว่าจะสอบผ่าน ก็สอบตกกันไปตามระเบียบ แต่เด็กก็ไม่สนใจ เพราะตกแล้วครูก็ให้สอบซ่อม ซ่อมแล้วก็ให้ผ่านเลื่อนชั้นไป แต่ถ้าซ่อมแล้วตกก็ทำรายงานเพิ่ม สรุปแล้วยังไงก็ผ่านขึ้นชั้นอยู่ดี เพียงแต่ต้องทำอะไรมากกว่าเพื่อนเท่านั้นเอง แต่มันก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเด็ก ๆ เพราะเขาคิดเพียงว่าชีวิตมันง่าย ๆ สบาย ๆ เล่นสนุกไป เรียนไป ยังไงก็ผ่าน! จุดจบของคุณภาพเด็กไทยเริ่มต้นขึ้นแล้ว!
พอขึ้นชั้น ม.6 ตอนนี้พวกเราต้องเลือกสาขาวิชาที่ชอบเพื่อศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไป เพื่อนบางคนชอบงานช่าง งานสายอาชีพ ก็เลือกเรียนต่อ ปวช. ปวส. ส่วนที่เหลือเลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ในสมัยของฉันคนที่เรียนเก่งมักจะเลือกเรียนต่อแพทย์ พยาบาล เภสัชกร ทันตแพทย์ วิศวกร และครู และในการสอบเราก็สอบเอนทรานซ์ครั้งเดียว วัดผลกันไปเลยในครั้งเดียว คนที่เก่งจริงก็จะสอบติดได้เข้าเรียนในคณะที่เลือก ส่วนคนที่สอบไม่ติดก็ต้องรอสอบปีต่อไป หรือต้องไปเรียนอย่างอื่นแทน ต่างจากสมัยนี้ คนที่เรียนเก่งเปลี่ยนความคิด เลือกเรียนในสาขาอื่นที่หลากหลาย คนเรียนปานกลางสามารถมีทางเลือกในการสอบเรียนในคณะที่ตัวเองอยากเรียนได้มากขึ้น แพทย์ พยาบาล เภสัชกร ทันตแพทย์ วิศวกร จึงไม่ใช่สาขาอาชีพที่ยากมากอีกต่อไป เพราะการสอบใช้วิธีสอบเก็บคะแนน สอบได้หลายครั้ง จนกว่าจะได้คะแนนที่พอใจ และถึงเกณฑ์ที่แต่ละคณะตั้งไว้ ไม่ได้วัดผลกันที่การสอบเพียงครั้งเดียวเหมือนแต่ก่อน ส่วนการเลือกเรียนครูก็เปลี่ยนไป อาชีพครูที่ใคร ๆ ก็ใฝ่ฝันอยากจะเป็นเพราะเป็นอาชีพที่มีเกียรติ คนเคารพนับถือ แต่เป็นอาชีพที่คนเรียนเก่งเท่านั้นที่จะสอบติด เพราะคนที่เรียนครูจะต้องนำความรู้ไปสอน ผู้อื่นต่อไปในอนาคต ซึ่งคนเหล่านั้นก็คือเยาวชนที่จะมาพัฒนาชาติ กลับกลายเป็นว่าปัจจุบันค่านิยมของความต้องการเป็นครูน้อยลง อาจเป็นเพราะกระแสสังคมที่บอกว่าเป็นครูลำบาก เงินเดือนน้อย จึงมีน้อยคนที่จะเรียนครู ยกเว้นคนที่สอบอะไรไม่ติดถึงจะเลือกเรียนครู ซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจว่าค่านิยมแบบนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ในเมื่อครูไม่เก่ง แล้วนักเรียนจะเก่งได้อย่างไร
พอมาถึงระดับมหาวิทยาลัย สมัยของฉัน วันไหนเรียนอะไร เรียนกี่โมง ไม่เคยขาดเรียน นอกจากไม่สบายจนไปเรียนไม่ไหว เรียนเสร็จนัดเพื่อน ๆ ทบทวนความรู้ เพื่อนที่เรียนเก่งก็จะทำหน้าที่ติวให้เพื่อนคนอื่น ๆ รายงานก็พอมีบ้างแต่ไม่มาก คะแนนส่วนใหญ่ได้จากการสอบ การสอบก็สอบแค่ 2 ครั้งต่อภาคการศึกษา คือ สอบกลางภาคและสอบปลายภาค ถ้าสอบกลางภาคทำคะแนนไว้เยอะก็สบายใจ ถ้าได้คะแนนน้อยก็ต้องเร่งอ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำเพื่อจะได้คะแนนในช่วงสอบปลายภาคเยอะ ๆ เพราะเราไม่อยากสอบตก เพราะการสอบตกหมายถึงชีวิตการศึกษาของพวกเราที่ต้องเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 1 ปี เราเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “เด็กเปอร์” แล้วคนกลุ่มนี้ก็จะต้องไปลงทะเบียนเรียนซ้ำกับรุ่นน้อง และจบการศึกษาช้ากว่าเพื่อน ๆ ซึ่งเพื่อนของฉันบางคนใช้เวลาในมหาวิทยาลัยได้คุ้มค่ามาก เพราะสอบตกหลายวิชา ต้องเปอร์ไปหลายปี บางคนเรียน 8 ปีเต็ม ส่วนเด็กสมัยนี้ ฉันมีความรู้สึกว่าเขาเรียนสบายขึ้น เพราะมีคะแนนช่วยหลายส่วน ทำให้ความกังวลว่าจะสอบตกลดลง การได้มาซึ่งคะแนนของแต่ละวิชา ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ รายงาน และการสอบ ในส่วนของรายงาน แต่ละวิชาจะมีการระบุให้นักศึกษาทำรายงาน บางรายวิชามีรายงานหรือชิ้นงาน 1 ชิ้น บางรายวิชาก็มีหลายชิ้น แต่ละชิ้นก็จะมีคะแนนที่พอนำคะแนนรายงานหรือชิ้นงานมารวมกันแล้วก็จะได้คะแนนประมาณ 15-40% ของคะแนนทั้งหมด เหลือคะแนนการสอบกลางภาคและปลายภาคอีกเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ เนื่องจากปัจจุบันเกณฑ์ในการประกันคุณภาพการศึกษาระบุเกณฑ์ส่วนหนึ่งของการรับรองสถาบันไว้ว่าจะต้องมีนักศึกษาตกค้างในแต่ละปีไม่เกินร้อยละเท่าไหร่ ดังนั้นเพื่อให้นักศึกษาสอบผ่านมากที่สุด และตกค้างน้อยที่สุด จึงมีการแบ่งสอบเป็น 3-4 ครั้งต่อรายวิชา ให้นักศึกษาค่อย ๆ สอบเก็บคะแนนไป สอบทีละนิด นักศึกษาจะได้ไม่ลืมเนื้อหา ซึ่งคาดหวังว่าจะทำให้นักศึกษามีคะแนนดีตามมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถึงแม้จะมีคะแนนรายงานช่วย มีการแบ่งสอบหลายครั้ง แต่ก็จะมีนักศึกษาบางกลุ่มที่ยังสอบไม่ผ่านตามเกณฑ์ หากเป็นเมื่อก่อนคนที่รู้สึกทุกข์ระทมก็คือตัวของนักศึกษาเอง แต่ ณ ปัจจุบัน สถานศึกษาก็วิตกกังวลไปด้วย เพราะนั่นหมายถึงเปอร์เซ็นต์ของการมีนักศึกษาตกค้างในแต่ละปีเพิ่มขึ้น แล้วจะทำอย่างไร? วิธีการไม่ยากค่ะ ก็สอบซ่อมสิคะ โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่าไม่ว่าคุณจะสอบได้คะแนนเต็ม แต่คุณก็จะได้คะแนนไม่เกินครึ่งหนึ่งเท่านั้น เมื่อการสอบซ่อมผ่านไป ก็ยังมีคนที่ยังสอบตกอยู่ดี แล้วจะทำอย่างไรหละทีนี้ บรรดาครูทั้งหลายยังไม่หมดความพยายามค่ะ เพราะเราเชื่อในหลักการที่ว่า การสอบไม่ใช่การวัดระดับความรู้ของเด็กทั้งหมด เด็กแต่ละคนต้องใช้เวลาและกระบวนการในการพัฒนาที่แตกต่างกัน ดังนั้นเราก็ต้องจัดชั้นเรียนพิเศษให้เด็กกลุ่มนี้ เพื่อสอนเพิ่ม ให้ทำแบบฝึกหัดเพิ่ม ให้ทำรายงานเพิ่ม ให้ทำสารพัดวิธีการ แล้วประเมินผลว่ามีการพัฒนาขึ้นหรือไม่ ถ้ามีก็ให้ผ่านเกณฑ์ได้เรียนต่อ ถ้าทำทุกวิถีทางแล้วยังไม่พัฒนาก็คงต้องจำยอมปล่อยให้ตกชั้นไป 
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ มันทำให้ฉันพยายามหาคำตอบ ว่าทำไมเด็กไทย ณ ปัจจุบันถึงอ่อนด้อยในทุกทาง ทั้งด้านวิชาการ ด้านคุณธรรมจริยธรรม และด้านการใช้ชีวิต ทั้งการใช้ชีวิตส่วนตัวและการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น เราจะไปเริ่มต้นแก้ปัญหาตรงจุดไหนดี แต่มุมหนึ่งที่ฉันเห็น คิดเอาเอง สรุปเอาเอง สังเกตเอาเอง ฉันคิดว่าเด็กสมัยนี้มีความด้อยกว่าคนในสมัยก่อนหลายด้าน ฉันขอยกตัวอย่างเป็นเรื่องราวที่พบเจอมากับตัวเอง....วันหนึ่งมีเด็กในหมู่บ้านมาขอให้ฉันช่วยสอนการบ้านวิชาคณิตศาสตร์ เพราะพ่อแม่ของเขายังไม่เลิกงาน และยายไม่สามารถสอนการบ้านหลานได้ ฉันก็สอนด้วยวิธีของฉันจนเด็กเข้าใจ ผ่านไป 2 วัน เด็กคนนั้นเอาสมุดการบ้านมาให้ฉันพร้อมทั้งบ่นว่าฉันสอนการบ้านผิด ฉันจึงเปิดดู พบว่าครูใช้ปากกาสีแดงกากบาทอันเบ่อเริ่มในหลาย ๆ หน้า ฉันจึงถามเด็กว่าครูบอกมั๊ยว่าผิดยังไง เด็กตอบว่าคำตอบถูกแต่วิธีทำผิด ไม่ได้ทำแบบนี้ แต่ฉันก็ยังยืนยันว่าฉันทำถูกทุกขั้นตอน ฉันจึงเขียนจดหมายถึงคุณครู แจ้งคุณครูว่าขอความกรุณาคุณครูแสดงวิธีทำในข้อที่ผิดให้ด้วย เพื่อให้ผู้ปกครองทราบและเข้าใจว่าสอนเด็กไม่ถูกในส่วนไหนจะได้นำมาปรับปรุง ผ่านไปอีก 1 วันคุณครูตอบจดหมายของฉัน พร้อมทั้งแสดงวิธีทำในข้อที่คุณครูบอกว่าผิด ฉันเห็นแล้วรู้สึกสะท้อนใจ เพราะสิ่งที่ครูเฉลย คือวิธีทำในกุญแจคณิตศาสตร์ที่มีขายทั่ว ๆ ไป ทำไมฉันถึงทราบเหรอคะ เพราะฉันเคยสอนพิเศษที่บ้านมาก่อน ฉันจึงมีกุญแจคณิตศาสตร์ครบทุกชั้นปี ฉันรู้สึกว่าวิธีทำของคุณครูมันคุ้นตา จึงนำกุญแจคณิตศาสตร์ที่ฉันมีมาเทียบดู ปรากฏว่า เหมือนกันเป๊ะไม่มีผิดเพี้ยน ในความคิดของฉัน กุญแจคณิตศาสตร์มีไว้เพื่อดูเป็นแนวทาง แต่ในความเป็นจริงแล้ว วิชาคณิตศาสตร์มีวิธีการแก้ปัญหา แก้โจทย์ได้หลากหลายวิธี จะทำวิธีไหนก็ได้ที่เข้าใจและได้มาซึ่งคำตอบที่ถูกต้อง ซึ่งหลายครั้งเป็นวิธีที่ง่ายกว่าในกุญแจด้วยซ้ำไป เมื่อเป็นแบบนั้นดิฉันจึงตอบจดหมายคุณครูกลับไปอีก โดยแสดงวิธีทำโจทย์แต่ละข้ออย่างอะเอียด พร้อมอธิบายที่ไปที่มาของแต่ละขั้นตอนอย่างละเอียด เพื่อคุณครูจะได้พิจารณาว่าความรู้ต้องรู้จักวิเคราะห์ ต้องรู้จักวิธีการแก้ปัญหาที่หลากหลาย ไม่ได้มีเพียงวิธีการเดียว 
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ฉันตั้งคำถามว่า ครูเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ แล้วครูมีความเก่งมีความรู้ลึกซึ้งแค่ไหนที่จะถ่ายทอดความรู้ให้เด็กรุ่นต่อ ๆ ไป ถ้าครูก็เรียนตามตำรา คิดวิเคราะห์ไม่เป็น นักเรียนซึ่งเป็นผลผลิตก็คงเป็นเช่นเดียวกัน ฉันคิดไปเรื่อย ๆ และคิดว่าครูแบบสมัยก่อนหายไปไหน ครูของฉันเก่งมาก เก่งทุกคน เข้ามาสอนหนังสือในชั้นเรียนตัวเปล่า ไม่มีหนังสือหรือคู่มืออะไรติดมือมาเลย แต่พอครูถือชอล์ก ครูก็ตั้งโจทย์ และอธิบายบนกระดานได้หลากหลายวิธีจนนักเรียนเข้าใจ 
และยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ฉันพบ จนทำให้รู้สึกว่าเด็กไทยเป็นอะไรไป เด็กไทยสมัยนี้ได้รับการพัฒนามากกว่าเด็กในยุคก่อนด้วยซ้ำไป ทั้งด้านวิชาการ ทั้งการปฏิบัติ และการเสริมสร้างความสามารถพิเศษ แต่เด็กไทยกลับไม่สามารถคิดวิเคราะห์หรือดึงเอาความรู้ทั้งหมดที่ได้เรียนมามาต่อยอดในการเรียนระดับสูง ๆ ขึ้นไปได้ ทุกอย่างต้องเริ่มใหม่ตลอดเวลา เด็กไทยสมัยนี้เรียนเยอะ แต่อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือสะกดคำไม่ถูก คูณหารเลขโดยไม่ใช้เครื่องคิดเลขไม่เป็น ตัดสินใจแก้ปัญหาไม่ได้ อยู่กับตัวเอง ไม่มีสังคมที่แท้จริง ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอนาคตของเด็กไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร สำหรับตัวของฉันเอง ฉันหวังให้เด็กไทยเป็นผู้ที่มีความรู้ คู่กับการมีคุณธรรม หวังให้เด็กไทยเก่งไม่ด้อยกว่าชาติใด แต่ที่สำคัญที่สุดหวังให้เด็กไทยเป็นคนดี ไม่เอาเปรียบใคร และมีความสุข แล้วใครหละที่จะช่วยทำให้เกิดสิ่งนั้น ลำพังฉันคนเดียว ถึงแม้จะพยายามเป็นครูที่ดีที่สุดอย่างไร แต่ก็มีแค่ 2 มือ 1 พลัง แต่ละปีก็มีเด็กผ่านมือมาให้ฉันอบรมสั่งสอนไม่เท่าไหร่ แล้วเด็กที่เหลือจะทำอย่างไร ใครก็ได้ช่วยฉันคิดที!
SHARE

Comments