เมื่อเราไม่สามารถลืมคนที่รักได้ เราจะก้าวข้ามความเจ็บปวดในใจไปได้อย่างไร
          มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่กล่าวกับผมว่า "อยากลืมคนรักเก่าให้ได้ซักที ชีวิตจะได้ก้าวต่อไปได้ ไม่ต้องมานั่งเจ็บปวดแบบนี้"
สิ่งที่ผมมักทำเสมอไม่ว่าคนที่พูดนั้นจะเป็นผู้รับบริการของผม หรือเป็นคนรอบข้างที่มานั่งคุยเรื่องชีวิตกับผม ทำไมต้องเป็นการลืม 
เมื่อการลืมมีนัยยะที่ซ่อนอยู่
การทำความเข้าใจว่า
ทำไมเราถึงอยากลืม
จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ 
ในแง่ของของวิธีการรับมือกับความทุกข์ ความเจ็บปวดในจิตใจ หรือกลไกป้องกันตนเอง (Defense Mechanism) การลืมเปรียบเสมือนการทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งหายไป หรือในทางจิตวิทยาเรียกกันว่า "Denial" นั่นสะท้อนถึงภาวะความอยากปฏิเสธ , การไม่ยอมรับ ที่เรามีต่อสิ่ง ๆ นั้น
การที่เราอยากจะลืมใครซักคนเพียงเพราะไม่อยากเจ็บปวด ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะสิ่งนี้หรือการใช้ Denial เป็นกลวิธีขั้นพื้นฐานสำหรับการจัดการกับความทุกข์ของมนุษย์อยู่แล้ว

อีกแง่มุมหนึ่งที่ผมอยากจะนำเสนอให้ท่านผู้อ่านรับทราบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมได้ค้นพบจากประสบการณ์ทำงานปรึกษาของผมเอง
อย่างที่เรียนให้ทราบในข้างต้นว่า การลืม หรือ Denial นั้นคือภาพสะท้อนของภาวะปฏิเสธ , การไม่ยอมรับ นั่นหมายถึงว่า ภาวะปฏิเสธหรือการไม่ยอมรับนี้ ย่อมมีที่มาของมันเช่นกัน
ครั้งหนึ่งผมได้สนทนากับผู้หญิงคนหนึ่ง โดยเธอเริ่มจากการตั้งคำถามกับผู้ว่า
ญ : ทำยังไงเราถึงจะลืมคนรักเก่าของเราได้
ผม : พอบอกได้หรือเปล่าว่า ทำไมถึงอยากลืมเขาให้ได้
ญ : ก็เลิกกันไปนานแล้ว เขานอกใจ เรารู้สึกเจ็บ เราเลยอยากลืมเขา
ผม : นั่นหมายถึงว่า เราเข้าใจและเชื่อว่าเมื่อเราลืมเขาได้ เราก็จะไม่เจ็บปวดใช่หรือเปล่า ?
ญ : ใช่ ถ้าไม่นึกถึง ไม่คิดถึงเลยก็คงไม่เจ็บแบบนี้
ผม : ที่บอกเมื่อกี้นี้คือจะรู้สึกเจ็บเมื่อนึกถึงและคิดถึงเขาใช่หรือเปล่า
ญ : ใช่ มันเป็นแบบนั้นแหละ

ผม : เราขอถามเพิ่มเติมอีกได้ไหมว่า ตอนที่นึกถึงหรือคิดถึงเขา ภาพที่เกิดขึ้นในใจเราเป็นอย่างไร และภาพส่วนไหนที่สร้างความเจ็บปวดให้กับเรา
ญ : มันก็นึกถึงวันดี ๆ ที่เราเคยมีร่วมกัน ทุกอย่างมันดีมาก ๆ เลย. แต่ก็ต้องมาจบเพราะมือที่สาม ทุกวันนี้ยังไม่อยากเชื่อเลยว่า มันจะจบแบบนี้. ตลอดเวลาที่คบกันมาเขาไม่เคยบกพร่องเลย แต่พอรู้ตัวอีกทีเขาก็นอกใจเราไปนอนกับผู้หญิงคนอื่น

ผม : มีทั้งภาพทรงจำที่ดีและไม่ดีปะปนกันมานะ
ญ : ใช่. จริง ๆ มันรู้สึกแย่มาก ๆ กับทุกอย่างที่นึกถึง เสียดายเรื่องราวดี ๆ ในชีวิตเรา และก็รู้สึกเจ็บที่ถูกหักหลัง ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องทำยังไงดี แต่ก็คิดว่าถ้าลืมมันไปได้ ก็คงไม่ต้องมานั่งนึกถึงให้เจ็บใจเล่นแบบนี้
ผม : อื้ม. ฟังมาถึงตรงนี้แล้ว ขอย้อนกลับไปที่คำถามแรกเนอะ ผมอาจจะไม่ได้ตอบคำถามในแบบที่คุณต้องการ สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้เป็นความเข้าใจของผมที่มีต่อเรื่องของคุณ
"ผมเข้าใจว่าลึก ๆ ในใจของคุณยังคงรักและคิดถึงผู้ชายคนนี้อยู่ และยังคงต้องการที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกันกับเขาอยู่ แต่ความเป็นจริงที่พบมันทำให้คุณสะเทือนใจมาก"
ญ : ที่คุณพูดมันก็ถูก

ผม : ในความรู้สึกของผมนะ ผมไม่แน่ใจว่าโจทย์ของคุณ คือความรู้สึกเจ็บปวดที่ยังหาหนทางรับมืออย่างเหมาะสมไม่ได้ หรืออีกมุมมองหนึ่ง โจทย์ของคุณอาจจะเป็นประเด็นที่ว่า สิ่งที่คุณต้องการ ยังคงสวนทางกับข้อเท็จจริง ซึ่งคุณก็ยังไม่ได้เข้าใจถึงที่มาที่ไปของสิ่งนี้อย่างชัดเจน เมื่อความปรารถนาแปลรูปเป็นความคิดถึง ความเจ็บปวดที่ว่า "สิ่งที่เราต้องการสวนทางกับข้อเท็จจริงจึงแฝงมากับภาพทรงจำเมื่อได้เรานึกถึงเขาเพราะความคิดถึง"
ญ : ฟังดูซับซ้อน แต่ก็พอเข้าใจนะ
ผม : อื้ม ๆ ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้างครับ
ญ : ไม่รู้เหมือนกัน แต่รู้สึกว่าไม่อยากพยายามที่จะลืม เหมือนมันไม่ใช่ทางออกที่พาเราหลุดพ้นจากความเจ็บปวดได้จริง ๆ
ซึ่งผมก็ยังอยากจะตั้งคำถามกับท่านผู้อ่านทุกท่านว่า ท่านได้ค้นพบอะไรบ้างจากเรื่องที่ผมเล่ามา.

เหตุผลที่ผมนำเรื่องหยิบเรื่องนี้มาเล่า ไม่ใช่เพียงเพื่ออยากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพเท่านั้น ผมยังคิดว่าทุกท่านที่อ่าน สามารถได้รับอะไรบางอย่างกลับไปตามประสบการณ์ส่วนตัวของท่านเอง
ซึ่งผมก็อยากจะใช้เรื่องนี้เป็นตัวกลางการสื่อสารว่า "การลืม" หากพิจารณาดูอย่างละเอียดแล้ว มันเป็นมากกว่าความต้องการของเรา ความพยายามที่อยากจะลืมให้ได้เป็นภาพสะท้อนจากเรื่องราวในจิตใจเรา ในบริบทของงานปรึกษา ผมพบว่าเมื่อผู้คนได้เข้าใจถึงเรื่องราวในชีวิตของตนเอง ที่ชักชวนให้เขาเป็นคนที่อยากจะลืมบางสิ่งบางอย่างให้ได้ กลับเปลี่ยนใจ

จากเลือกที่ลืม เปลี่ยนใจเข้าหาสิ่งที่เป็นอย่างใจกว้าง
ใจกว้างต่อตนเอง ใจกว้างต่ออดีตของตน
และใจกว้างต่อผู้อื่นที่ม่ส่วนร่วมอยู่ในเรื่องนั้น ๆ
จนท้ายที่สุดความเข้าใจต่อเรื่องต่าง ๆ สร้างการยอมรับต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และเป็นหลักให้พวกเขาเลือกหนทางหรือสไตล์การก้าวต่อไปข้างหน้าด้วยตนเอง

บางคนก้าวต่อไปโดยทิ้งความเจ็บปวดไว้ข้างหน้า
บางคนก้าวต่อไปพร้อมทั้งพาความเจ็บปวดไปด้วย
บางคนก้าวต่อไปโดยปล่อยวางสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเริ่มต้นใหม่

ไม่ว่าใครจะเลือกหรือมีสไตล์ในการก้าวต่อไปอย่างไร แต่เมื่อนั้นคือสไตล์ที่เป็นคุณ ผ่านความเข้าใจต่อชีวิตมาแล้ว และมันคือการตัดสินใจด้วยตัวคุณเอง มันย่อมดีต่อคุณเสมอ ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นตามมาคุณย่อมรับผิดชอบต่อสิ่งนั้นได้

จริง ๆ แล้วที่ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพราะผมเห็นผู้คนมากมายที่มีความทุกข์ ต้องมาเจอทุกข์ที่ซ้ำซ้อนเพราะตนเองไม่สามารถลืมอดีตที่เจ็บปวดได้

ชีวิตที่เป็นอยู่ก็เจ็บปวดเพียงพอแล้ว ตั้งความหวังกับตนเองว่าจะลืมเรื่องราวแล้วก้าวต่อไป แต่ก็ทำไม่ได้ นำมาซึ่งความผิดหวังต่อตนเอง เป็นทุกข์ใหม่ที่เกิดขึ้นมาทับซ้อนกับทุกข์เดิมที่คงอยู่ในใจแต่แรก
ผมมักจะพูดเสมอ ๆ กับเพื่อน พี่ น้อง และคนรู้จักที่ประสบปัญหาดังกล่าวว่า 
การลืมไม่สามารถลบความเจ็บปวดในจิตใจได้หรอก
เพราะเราเองก็ไม่สามารถลืมอะไรได้จริง ๆ
ที่สำคัญเราต่างมีภาพทรงจำที่ดีและไม่ดีร่วมกันอยู่ หนทางที่จะหลุดพ้นความเจ็บปวด จึงเป็นการทำความเข้าใจว่าอะไรที่ทำให้เราเจ็บปวด ยอมรับความจริงที่ว่าเราเจ็บปวดจากสิ่ง ๆ นี้ และไม่กล่าวโทษความทรงจำที่ดีว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเจ็บปวด
ท้ายที่สุดก็ยอมรับว่าเรานั้นเจ็บจริง ๆ และก็มีบาดแผลติดตัวติดใจเรามา
ความเข้าใจและการยอมรับจะเป็นยาที่คอยสมานแผลให้กับเรา
เมื่อแผลได้รับการเยียวยาอย่างดีแล้วเราก็จะไม่เจ็บอีกต่อไป
แม้เราจะมีแผลติดตัวหรือมีภาพความทรงจำอยู่ในใจเราก็ตาม
ท้ายที่สุดนี้ผมอยากกล่าวว่า 
สิ่งที่ผมเล่าหรือสื่อสารมาทั้งหมด เป็นเพียงประสบการณ์ส่วนตัวของผมเท่านั้น อย่าได้เชื่อว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นถูกต้องสำหรับคุณ ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตในแบบที่ผมพูดไว้

ผมอยากให้เรื่องราวที่ผมเล่าเป็นส่วนหนึ่งในประสบการณ์ของท่านผู้อ่านทุกท่าน และใช้ศักยภาพในตนเองที่มีอยู่ในตัวของทุกท่านอยู่แล้ว ดีไซต์การใช้ชีวิตในสไตล์ที่เป็นตัวของตัวท่านเอง

อ่านบทความใหม่ ๆ ก่อนใครได้ที่
FB : Trust.นักจิตวิทยาการปรึกษา
สอบถามเรื่องสุขภาพจิต ปรึกษาปัญหาชีวิต
Line ID : trust.counseling 
Tel : 064-972-1915
SHARE
Writer
Wanchalrem
นักจิตวิทยาการปรึกษา
อธิบายชีวิตผ่านมุมมองจิตวิทยาการปรึกษา : รับปรึกษาปัญหาชีวิตผ่านกระบวนการปรึกษาเชิงจิตวิทยา

Comments

niji
21 days ago
ขอบคุณมากนะคะ สำหรับบทความนี้ อ่านแล้วอยากร้องไห้
Reply