เปลี่ยนจากอารมณ์ความรู้สึกทางลบเป็นอารมณ์ความรู้สึกทางบวก
ผมลองนั่งคิดพิจารณาดู คนเราต่างก็มักจจะใช้อารมณ์ในการดำเนินชีวิตเสมอ เรามักจะไม่ค่อยคิดถึงหลักของความเป็นจริง เรามักจะใช้อารมณ์นำหน้าความจริง เช่น เรามีอารมณ์โกรธ เราก็มักจะระเบิดความโกรธออกมาที่เรียกว่า “บัลดาลโทสะ” คนในยุคนี้ผมเห็นว่า เรามักจะใช้อารมณ์กันมาก อารมณ์ที่แสดงออกมาก็มักจะเป็นอารมณ์ที่ไม่ดี อะไรนิด อะไรหน่อย ก็สามารถต่อยกัน ตีกัน และฆ่ากันได้ง่ายๆ ตามข่าวที่เราเห็นบางครั้งฆ่ากันเพราะเงินไม่กี่บาท มันอาจจะมีปัจจัยหลายๆอย่างที่ทำให้คนไทยหรือเราๆท่านๆมักจะมีอารมณ์ที่ไม่ดี อาจจะมาจากความเครียด ความวิตกกังวลต่างๆ จนส่งผลต่ออารณ์ในทางลบ เราอยากจะแสดงมันออกมาในทางลบ แต่หากแสดงออกมาแล้วก็เกิดการสำนึกผิดและคิดว่าฉันไม่น่าทำเลย

ผมจึงคิดว่าเราควรรู้จักควบคุมอารมณ์ให้ดีและจะดีมากหากเรารู้จักใช้อารมณ์ให้เป็นประโยชน์ จากพลังลบ ให้มันกลายเป็นพลังบวก ทำให้มันกลายเป็นแรงบัลดาลใจ แทนที่จะเป็นแรงบัลดาลโทสะ

อารมณ์นั้นมีสองด้านคือด้านบวกและด้านลบ ในหนังสือเรื่อง positivity นักจิตวิทยา Barbara Fredrickson แนะนำว่าเราควรมีทางอารมณ์ในเชิงบวกที่หลากหลาย ซึ่งแต่ละอารมณ์ก็จะช่วยให้เรามีประสบการณ์ หรือมีแง่มุมที่เป็นประโยชน์มากขึ้น มาดูอารมณ์ในเชิงบวกสิบประการต่อไปนี้อย่างคร่าว ๆ กันว่ามันจะทำอะไรให้เราได้บ้าง

ความรู้สึกดีใจ (joy)

เมื่อเรารู้สึกประหลาดใจหรือพึงพอใจกับสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่ได้คาดคิด เราก็จะเกิดความรู้สึกดีใจ คิดถึงช่วงเวลาที่คุณกำลังเพลิดเพลินกับมื้ออาหารดี ๆ ที่ร้านอาหารแห่งใหม่ หรือเมื่อคุณวางแผนจะไปเที่ยวกับเพื่อน ความรู้สึกดีใจนี้เป็นสัญญาณว่าสถานการณ์นั้นปลอดภัย และสนับสนุนให้เราเข้าไปมีส่วนร่วมกับประสบการณ์นั้น

ความรู้สึกรู้คุณ (gratitude)

เราจะเกิดความรู้สึกขอบคุณขึ้นเมื่อเราตระหนักถึงความพยายามของคนที่ทำประโยชน์ให้กับเรา เรารู้สึกขอบคุณสำหรับของขวัญที่ได้รับ ความใจดีที่มีคนหยิบยื่นให้และเสียสละให้เรา และความรู้สึกรู้คุณนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้เราในแง่ที่ว่าเราต้องส่งต่อสิ่งดี ๆ ด้วยการแสดงความเอาใจใส่แก่ผู้อื่นด้วย

ความรู้สึกภาคภูมิใจ (pride)

เมื่อเราทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมายหรือเป็นผู้มีส่วนร่วมที่สำคัญ เราจะรู้สึกภาคภูมิใจในความสามารถของเรา ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนขั้นที่คุณทำงานอย่างหนักเพื่อให้ได้มา หรือการทำตามแผนการออกกำลังกายได้เป็นเวลาหกสัปดาห์ การตระหนักรู้ถึงความสามารถของเราเองจะทำให้เรามีแรงบันดาลใจที่จำเป็นต่อการตั้งเป้าหมายและการบรรลุถึงเป้าหมายในอนาคต

ความรู้สึกสงบ (serenity)

เราจะรู้สึกสงบสุขหรือพึงใจ เมื่อเราอยู่ในสถานการณ์ที่เรารู้สึกว่าถูกต้องและง่ายดาย คิดถึงช่วงเวลาเช้าวันอาทิตย์ที่สบาย ๆ กับครอบครัว หรือเวลาที่กำลังเพลิดเพลินกับการเดินเล่นในสวนอย่างเงียบ ๆ และผ่อนคลาย Frederickson กล่าวว่าความรู้สึกสงบจะส่งเสริมให้เราดื่มด่ำกับช่วงเวลาปัจจุบัน และประเมินลำดับความสำคัญของเราเองโดยทำความเข้าใจเกี่ยวกับตนเองให้มากขึ้น

ความรู้สึกสนใจ (interest)

เราจะรู้สึกสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับโลกเมื่อเรากำลังประสบกับบางสิ่งที่เป็นเรื่องใหม่ และรู้สึกปลอดภัยที่จะค้นหามัน ไม่ว่าจะเป็นการอ่านบทความในเรื่องที่คุณสนใจ หรือการค้นพบเพื่อนบ้านคนใหม่ในเมือง ความรู้สึกสนใจจะเชิญชวนให้เราเข้าไปค้นหาและเรียนรู้เพื่อให้เกิดความรู้

ความรู้สึกขบขัน (amusement)

ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ขันแบบผู้ดีจนถึงมุกตลกตบหัวด้วยถาด อารมณ์ขันเป็นความรู้สึกที่ผูกติดกับการหัวเราะเสมอ นักจิตวิทยากล่าวอ้างอิงว่า “ความไม่เข้ากันในสังคมที่ไม่รุนแรง” เป็นแหล่งอารมณ์ขันของเรา เมื่อเรามองสถานการณ์จากแง่มุมต่างกัน (ลองคิดถึงมุกตลกร้ายที่คุณชื่นชอบสิ) ไม่ว่าอะไรก็ตามที่คุณหัวเราะได้ หากคุณเล่าให้คนอื่นฟังต่อ คุณก็จะสร้างความสัมพันธ์กับคนเหล่านั้นได้มากขึ้น

ความหวัง (hope)

ความหวังเป็นอารมณ์เชิงบวกที่เรารู้สึกเมื่อเราเห็นอนาคตที่สดใส และช่วยให้เราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ ถึงแม้ว่าอาจจะมีความหวาดกลัวหรือความเศร้าปะปนอยู่ด้วย แต่ความหวังจะผลักดันให้เราก้าวต่อไปข้างหน้าเพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าเดิม โดยยังคงเข้มแข็งและมองโลกในแง่ดี

แรงบันดาลใจ (inspiration)

เมื่อเราเห็นคนอื่นทำได้ดีที่สุด เราจะเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำให้สุดความสามารถของเราบ้าง ไม่ว่าเราจะได้เห็นความมีคุณธรรมสูงส่ง หรือการแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญอย่างสูงที่สุด แรงบันดาลใจจะช่วยให้เราเชื่อมโยงความสุดยอดของผู้อื่นกับความสามารถที่เราอาจจะบรรลุถึงจุดสูงสุดในตัวเราเองได้

ความรู้สึกเกรงขาม (awe)

มีบางสิ่งที่ลึกซึ้งและดึงดูดเรา ทำให้เรารู้สึกเชื่อมโยงกับอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าเราได้ ความดีที่ยิ่งใหญ่ หรือความงาม เช่น การมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยแสงดาวจากที่ห่างไกลสามารถหยุดความคิดของเรา ทำให้เราเต็มไปด้วยความรู้สึกสงสัยและเกิดความเคารพได้ ความรู้สึกดังกล่าวจะเปลี่ยนมุมมองของเราต่อโลกใบนี้ได้

ความรัก (love)

นี่เป็นความรู้สึกทางบวกที่เกิดได้บ่อยที่สุด Frederickson ให้นิยามความรักว่าเป็นประสบการณ์ที่ได้แบ่งปันความรู้สึกเชิงบวกใด ๆ ก็ตามที่ได้กล่าวมากับคนที่คุณเอาใจใส่ ช่วงเวลาดังกล่าวจะทำให้เรารู้จักกันดีมากขึ้น และให้ความสนใจในความเป็นไปของเขา ช่วงเวลาเหล่านี้จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่เอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดความใกล้ชิดและเชื่อใจกัน

เราสามารถเลือกที่จะใช้อารมณ์ในแบบที่ดี แบบเชิงบวกนี้ได้ แทนที่เราจะแสดงออกทางอารณ์ในทางลบ ลองฝึกฝนที่จะแสดงออกด้วยอารมณ์ในทางบวกนี้ดูสิครับ

ข้อมูลจาก https://www.honestdocs.co/the-nuances-of-happiness-emotions-beyond-happiness

SHARE

Comments