มนุษย์เว้าแหว่ง : แผลในใจ
ความรักไม่จีรังยั่งยืน
สิ่งที่ฉันรับรู้ได้ในใจมีเพียงสิ่งนั้น


การนอกใจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า 
แน่นอนล่ะ ว่าในแต่ละวันคนเรามีความคิดเกิดขึ้นเป็นหมื่นๆความคิด มันก็ต้องมีบ้างที่คิดว่าความรักมันหมดไปหรือยัง

จะมีกี่คนที่ความรักเหล่านั้นอบอวลอยู่ในใจทุกวินาที

แม่ร้องไห้...

เกิดมาไม่เคยพบไม่เคยเห็น ผู้หญิงคนนี้อดทนเกินกว่าที่ฉันคิดอยู่มากนัก แม้หลายๆครั้งจะระเบิดอารมณ์ออกมาด้วยเสียงอันดัง หรือหน้าตาอันคร่ำเครียด

แต่ไม่เคยเห็นแม่สะอึกสะอื้นถึงเพียงนี้ และในฐานะลูกสาวคนโตฉันได้แต่ยิ้มสู้ แล้วกอดแม่ไว้อย่างนั้น

“ร้องทำไมอ่ามี๊?” ฉันถามแม่พยายามไม่ให้เสียงตัวเองสั่ง
“มันเหนื่อย มันเหนื่อยไปหมดเลย" แม่ตอบกลับมาด้วยเสียงที่สั่นกว่า พยายามกลั้นก้อนสะอื้นลงคอ ฉันรู้ดี 

ฉันไม่ได้อยากให้แม่อดทนถึงเพียงนั้น แต่ก็ไม่รู้จะทำเช่นไร ฉันพยายามไม่เศร้า เพื่อบรรยากาศรอบกายระหว่างเราสองคนจะได้ดีขึ้น

“ถ้ามีไม่ดีอย่าไปมีดีกว่านะ ผัวน่ะ” แม่พูดเช่นนั้น ประสบการณ์อันเลวร้ายของแม่ และอาจจะรวมไปถึงแม่ของแม่ทำให้บทเรียนความรักนั้นไม่น่าจดจำซะเหลือเกิน

แต่หากถามว่าฉันเกลียดพ่อตัวเองมั้ยน่ะหรือ? 

ก็เปล่า...

พ่อเป็นคนดี ดีกับลูกๆมาเสมอ ให้เงิน ดูแล ให้ความรักแก่ครอบครัว...

แต่พ่ออาจจะไม่ใช่ผู้ชายที่ดีเท่าไหร่ในฐานะคนรัก...

บ้านอีกหลังหนึ่งที่พ่อต้องไปทุกเสาร์อาทิตย์ เรื่องนี้เป็นที่รับรู้ และยอมรับกันแม้ไม่ต้องลงนามในสัญญา บ้านของคนเหล่านั้น คนที่ฉันตราหน้าไว้ว่าเป็นบาปกรรมในชีวิต เพราะทำให้หัวใจแม่แหลกสลาย

เขาผิด...พ่อฉันก็ผิด...

หรืออาจจะเป็นประเพณีผัวเดียวเมียเดียวที่ผิด

แต่ในเมื่อเราเลือกที่จะอยู่ในหลักศาสนา และอยู่ในสังคมนี้แล้ว และอีกทั้งเกิดเป็นมนุษย์...

เราก็ต้องยอมรับกฎข้อนี้ไม่ใช่หรือไร? 

คุณผู้ชายตรงหน้าหยัดตัวขึ้น เขาเอาเสื้อเชิ้ตขาวที่วางกองไว้กับพื้นปลายเตียงนอนขึ้นมาใส่ มัดกล้ามแขนที่เห็นนั้นน่าหลงใหลใช่เล่น หนวดเคราของชายผู้นั้นก็เช่นกัน

ฉันหยัดตัวขึ้น คราบของเหลวนั้นยังคงเปื้อนเหนอะหนะอยู่ตามที่นอน มองเขาที่กำลังจะลุกออกไปแล้วเอ่ยถาม

“ไม่อาบน้ำก่อนหรือคะ เดี๋ยวตัวเหม็นแย่” ฉันไม่ได้รั้งให้เขาอยู่ด้วยการกอด หรือกรีดร้องน้ำตาไหล เพราะรู้ดีว่าเขามีภาระที่จะต้องไปจัดการ

“หิวหรือเปล่าครับ?” เขาถามฉันแบบนั้น เขายังคงสุภาพเสมอ เขาชอบการพูดจาสุภาพ ภาษาดอกไม้ใส่กันทำให้เขารู้สึกว่าสิ่งนั้นมันลื่นหู และโลกใบนี้ช่างน่าอยู่

“อยากสูบบุหรี่มากกว่า” ฉันยิ้มตอบเขาไป ความสัมพันธ์ไม่หวือหวานี้แต่ฉันรู้สึกว่ามันช่างโรแมนติก ที่ฉันบอกว่าไม่อยากกอดเขา แต่รอยยิ้มเอ็นดูที่เขายิ้มกลับมาให้ฉันทำเอาฉันอดใจไม่ไหว

“อย่าสูบเยอะเลยมันไม่ดี” เขาพูดกับฉันแบบนั้น มือใหญ่ลูบเข้าที่หัวฉัน ราวกับพ่อกำลังสอนลูก
“อะไรที่ว่าไม่ดีคะ บุหรี่ หรือเรื่องระหว่างเรา?” 
“อา...นั่นสินะ” เขาฉลาด ฉลาดเหลือเกิน เราสองคนต่างหลงใหลในกันและกันเพราะเรามีความตระหนักรู้ เรารู้กันตลอดว่าที่ทำอยู่นี้มันผิด และเราไม่อยากจะทำร้ายใคร ไม่อยากให้ใครต้องเจ็บช้ำเพราะเราสองคน

ไม่เลยสักคน

เรารู้ดึว่าเราเพียงแค่ไม่สามารถห้ามกิเลสตัณหา และพันธะสัญญาทางใจที่มันเหนียวแน่นนี้ได้เท่านั้นเอง


its 2am and i still miss you
ฉันเปิดเพลย์ลิสต์เพลง Lo-fi Hip hop ที่ใช้ฟังประจำตอนค่ำคืนเวลาคิดถึงเขา ฉันรู้สึกว่าบทเพลงผ่อนคลายแกมเศร้านี้คล้ายกับเพื่อนสนิทที่เข้าใจความรู้สึกของฉันได้เป็นอย่างดี

‘ความรักเป็นเรื่องยาก’

ฉันคิดแบบนั้นมาตลอด จนกระทั่งมาเจอกับเขา ความคิดฉันเริ่มเปลี่ยน ตอนนี้ฉันเพียงแต่รู้สึกว่า

‘ความรักเป็นเรื่องห้ามกันได้ยากมากกว่า’ 

แต่ก็ไม่แน่ใจว่าสุดท้ายสิ่งที่เรียกว่า ความรัก มันคือ ความรัก หรือ ความใคร่กันแน่
หรือความไม่แน่ใจระหว่าง ความรักที่ฉันมีต่อเขา หรือ ความรักที่ฉันมีต่อตัวเอง

‘เมื่อวานแม่ร้องไห้...หนักมากเลยค่ะ”
เขาสวมกอดฉันจากด้านหลัง ขณะที่ฉันยืนสูบมาร์โบโล่กรีนเข้าปอด มองท้องฟ้ายามเที่ยง กับตึกรามบ้านช่องที่ไกลสุดลูกหูลูกตานี้ 

“อ้าว ร้องทำไมหรอ?”เขาเอ่ยถาม มือฉันทาบทับบนมือเขาไว้ กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นไปอีก

“ทะเลากับพ่อ พ่อจ่ายเงินทำบุญสร้างพระกับผู้หญิงคนนั้น ในขณะที่แม่ชวนใส่บาตรตอนเช้ากลับไปเคยยอมไปกับแม่เลยสักครั้ง” ฉันได้ยินเขาสูดลมหายใจเข้าปอด หัวใจเขาเต้นดังขึ้น มันไม่ได้เต้นเร็วกว่าเดิม มันแค่เต้นดังขึ้น เป็นเสียง ตุบ...ตุบ...ตุบ

“แล้วหนูทำบุญไปหรือยัง?”

“ทำแล้วค่ะ นี่จะไปกับแม่นะ”

เขาถอนหายใจอีกครั้ง เราต่างไม่พูดอะไรซึ่งกันและกันนานอยู่หลายนาที จนบุหรี่มวนนั้นหมด แล้วฉันก็แกะซองจุดบุหรี่อีกตัวขึ้นใหม่อีกครั้ง

“พอแล้วมั้ยคะ” เขาถามฉัน เมื่อฉันกดไฟแช็ค ฉันเรียกที่จะละเลยคำขอนั้น ยกมวนบุหรี่นั้นขึ้นจ่อปากเป็นครั้งที่สอง

“หนูสงสารแม่...หนูว่ามันแย่มากเลยกับการที่ผู้หญิงคนนึง...ฮ...ฮึก..จะต้องมาเจออะไรแบบนี้” อยู่ๆน้ำตาที่ไหนไหลออกมาก็ไม่รู้ ไหลออกมาเป็นสาย ฉันไม่ได้ฟูมฟาย แต่แค่หยุดน้ำตานี้ไม่ได้ อาจจะในอนาคต แต่ไม่ใช่ตอนนี้ 

“ผมเข้าใจ”

“เรา...พอแล้วดีไหมคะ?” 

ฉันถามเขาออกไปแบบนั้น พยายามป้ายน้ำออกจากตา จ้องหน้าเขาที่ฉันทั้งตกหลุม ทั้งหลงรัก เหมือนบุหรี่ที่รู้ว่ามันไม่ดีแต่ขาดมันไม่ได้

เขาคือความสบายใจ แต่ทำร้ายฉันไปในขณะเดียวกัน

“หมายความว่าอย่างไร?”
“หนูว่าเราพอแล้วเถอะ เจ็บครั้งเดียว มันก็จะได้จบเสียที”
“แต่เราไม่ได้ทำร้ายใคร”

เขาพูดถูก ความสัมพันธ์เราไม่ทำร้ายใคร หากใครไม่พูดมันออกไป ความลับเหล่านี้มันจะถูกเก็บไว้ที่เราสองคน มีเพียงโลกของเรา มีเพียงแค่เราเท่านั้นที่จะอยู่กับสิ่งๆนี้

หนูรักคุณ รักคุณเหลือเกิน คุณรู้ใช่มั้ยคะ?” น้ำตาของฉันมันยังไม่หยุดไหล ไม่รู้ว่ามันไหลเพราะความสงสารแม่ที่ยังอยู่ในหัวใจ หรือ ความรู้สึกปวดหนึบในหัวใจในความสัมพันธ์ของฉันกับเขากันแน่ ฉันไม่อาจะรู้เลย

“รู้...รู้ดีเลยแหละ”

“แต่คุณห้ามรักหนูนะ คุณต้องไม่รักหนู หนูไม่อยากทำบาปทำกรรมไปมากกว่านี้” ฉันหันหน้าไปหาเขา เกาะแขนเขาไว้ทั้งสองข้าง นิ้วโป้งใหญ่ของเขาเช็ดน้ำตาของฉันออก ขนตาของฉันร่วงติดมือเขา

น้ำตาก็เช่นเดียวกัน
“ทำไมคุณถึงห้ามรักหนูล่ะคะ?” เขาถามเสียงออดอ้อน ผู้ชายคนตรงหน้านี้จะทำฉันตายเสียให้ได้ ฉันซบลงบนอกของเขา ความอบอุ่น ความอ่อนโยนที่ฉันต้องการ ฉันต้องการมันมาตลอด

ผู้หญิงเข้มแข็งมาทั้งชีวิตอย่างฉัน อ่อนแอกับเขาได้เสมอ

หากจะยกเหตุผลมาตอบคำถามที่ทำให้ฉันเห็นแก่ตัวที่จะเลือกเก็บเขาไว้...ฉันมีเป็นพันๆเหตุผลเลยด้วยซ้ำ

“เพราะเราเป็นไปไม่ได้ไงคะ คุณก็รู้ หนูไม่อยากให้ใครเสียใจทั้งนั้น ให้หนูเสียใจคนเดียวพอ”

“เก่งมาจากไหน ถึงจะยอมเสียใจอยู่คนเดียว หื๊ม?” คุณของฉันช่างอ่อนโยนเสียเหลือเกิน แต่ฉันรู้ดีว่าความอ่อนโยนนี้มันกำลังฆ่าฉันอยู่ทุกวันทุกวี่ 

“คุณอย่าทำแบบนี้กับหนูเลย แม่เสียใจมาก ยายเองก็เหมือนกัน ผู้หญิงเหล่านั้น และความไม่พอใจในความรักกำลังทำพวกเราแตกสลาย หนูไม่อยากเป็นชนวนในความสัมพันธ์ของใคร” ฉันบอกเขามือฉันดับบุหรี่ลงแล้ว แล้วพูดกับเขาอย่างจริงจัง

“จะไม่มีใครรู้เรื่องระหว่างเรา” เขาเถียงเสียงอ่อน

“แต่มีเราที่รู้ไงคะ” ฉันตอบเขากลับไป ฉันเริ่มสะอื้นจนตัวโยน หัวใจเจ็บไปหมดเลย ทุกอย่างขมปร่าในความรู้สึก bitter and sweet อาจจะเป็นเหตุการณ์ที่ฉันเผชิญอยู่ตอนนี้

“หนูเบื่อผมแล้วหรอ?”

“หนูไม่เคยเบื่อ ไม่เคยเลย แต่หนูเหนื่อย เราควรหยุด” ฉันกลายเป็นเด็กงี่เง่าพูดจาไม่รู้เรื่อง ทั้งย้อนกลับไปได้ฉันไม่อยากจะเริ่มสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่ต้น จะโทษความเป็นคน หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่แรงปรารถนานั้นกลบความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของฉัน และเขาจนหมด

“หนูแน่ใจแล้วหรอ?” เขาถาม ความเป็นผู้ใหญ่นี้ทำให้ฉันอยากจะเป็นบ้า การมีเขาในชีวิตเหมือนเป็นของขวัญจากสวรรค์ ฉันเคยสู้กับโลกใบนี้มาคนเดียวโดยตลอด จนกระทั่งมาเจอเขา


เขาแทบจะเป็นทุกๆอย่าง ทั้งๆที่เราไม่ได้เจอกันบ่อยเลย


บางขณะที่ฉันคิดว่า เขาคือลมหายใจของฉันด้วยซ้ำ


“หนูจะพยายามอยู่ให้ได้โดยไม่มีคุณค่ะ” ฉันฮึบก้อนน้ำตาเอาไว้แล้วตอบกลับไป เขาลูบหัวฉันอย่างอ่อนโยน

“เราน่าจะเจอกันเร็วๆเนอะ” เขาบอก อ้อมกอดของเขายังอบอุ่นเสมอ เขากระชับกอดแน่นขึ้น ฉันรู้ดีว่ามันคงจะเป็นครั้งสุดท้าย

“ถ้าชาติหน้ามีจริงของให้หนูเป็นคู่กับคุณนะคะ คู่กันโดยไม่มีอุปสรรคอะไรเลย” ฉันหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนพูดประโยคนั้น เบาใจเมื่อคิดว่าเขาเริ่มเข้าใจฉันแล้ว

“เจ้าตัวดื้อ” เขาเรียกฉันแบบนี้ทุกครั้งที่ฉันขัดใจเขา ฉันดื้อด้าน ฉันรู้ดี และเขาก็ยอมฉันเสมอ ตามใจฉันมาโดยตลอด

“หนูอยากให้คุณมีความสุขนะคะ คิดซะว่าหนูไปเรียนต่อเมืองนอกแล้วกันนับจากนี้” ฉันยิ้มให้เขา น้ำตาหยุดไหแล้ว มือของฉันลูบไล้เข้าที่ใบหน้าเขา อยากจดจำทุกรายละเอียดราวกับสั่งเสีย

“หนู…” เขาถอนหายใจ ฉันเห็นนัยน์ตาของเขาวูบไหว และเริ่มแดง 

“คุณไม่ร้องนะ คุณอย่าร้องไห้ให้คนอย่างหนูเลย หนูมันไม่ได้มีอะไรดีขนาดนั้น ไม่มีเลย คุณอย่าร้องไห้ หนูบอกแล้วไงหนูอยากเห็นคุณมีความสุข” 

ผมรักหนูนะ...” เขาไม่ได้สะอึกสะอื้น แต่คำบอกรัก พร้อมกับตาที่เปี่ยมไปด้วยน้ำแบบนั้นมันทำให้ใจฉันอ่อนยวบ ฉันปาดน้ำตาเขาออก จูบไปที่ปากเขาแผ่วเบา

“หนูรักคุณเช่นกัน...แต่เชื่อหนูเถอะ มีคนที่รักคุณมากๆอีกสองคนรอคุณอยู่ที่บ้าน นั่นคืออีกโลกของคุณนะคะ โลกที่คุณต้องกลับไป เชื่อหนูนะ ดูนี่สิ มองให้เห็น เค้าสองคนน่ารักมากเลย..ฮ..ฮึก เห็นมั้ย?” ฉันหยิบมือถือขึ้นมาเปิด facebook ของใครคนนั้นของเขา พร้อมเจ้าตัวเล็กอีกคนหนึ่ง


ฉันกำลังทำอะไรอยู่?

ฉันได้แต่ถามตัวเองหลายครั้งหลายครา...

“ผมมีพวกเขา แล้วหนูมีใคร?” ฉันยิ้ม ฉันยกตัวขึ้นหอมแก้มเขา แล้วกระซิบบอกเขาแทนคำตอบ
“คุณจะอยู่ตรงนี้ อยู่ตรงนี้เสมอนะคะ” ฉันเอามือของเขาแตะลงไปที่หัวใจของตัวเอง



…ลาก่อน...คนดีของฉัน.....



ฉันจำอ้อมกอดสุดท้ายของเราสองคนได้ จากช่วงเวลานั้นมาก็เกือบสองปีแล้ว


…นานแล้วสินะ...
วันนี้ลมพัดแรง ฉันหยิบบุหรี่ยี่ห้อเดิมขึ้นสูบ จุดนานพอสมควรกว่าจะติด อากาศที่นี่หนาวเย็นกว่าเมืองไทยนัก

ฉันเดินทอดอารมณ์เรื่อยๆ มาสักพัก เรื่องราวเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัว ก่อนโทรศัพท์จะดังขึ้นขัดจังหวะความคิด

“แม่...กินแล้วจ้ะ" ฉันตอบคำถามปลายสาย แม่เล่าให้ฟังถึงเรื่องราวที่บ้านนิดหน่อย ก่อนจะวางสายไปด้วยประโยคคลาสสิค

‘ดูแลตัวเองด้วยนะ’

ไหนๆก็หยิบมือถืออกมาแล้วฉันกดเปิดเพลย์ลิสต์ที่ฉันมักจะฟังมันเสมอๆ อีกครั้ง

its 2am and i still miss you…

ยามนิ้วไม่เป็นอย่างใจ ฉันกดเข้าไปในแอพพลิเคชั่นสีเขียวข้างๆกัน ก่อนจะกดรายชื่อของบุคคลหนึ่งที่คุ้นเคย ไม่สิ อาจจะเรียกว่าเคยที่จะคุ้นก็ได้มั้ง....

พิมพ์ข้อความลงไปครั้งหนึ่ง....
ก่อนจะตัดสินใจกดลบทิ้ง...

ฉันถอนหายใจหนักๆ นิ้วยังคงค้างอยู่ที่แป้นพิมพ์นั้น
ใจก็เช่นกัน

'หนูคิดถึงคุณจังค่ะ'

ฉันจ้องลงไปที่หน้าจอนั้นอีกครั้ง
แบคกราวน์หน้าจอนั้นเป็นรูปของเขา และคนที่รักเขาทั้งสองคน
ฉันขอให้เขามีความสุข และมีชีวิตที่ดี

#มนุษย์เว้าแหว่ง 
SHARE
Written in this book
Inspired by acting classes
One shot scene work that take me to many stories
Writer
Dalyn1989
Content writer
www.thailandindy.com

Comments