เส้นทางสู่ Teach For Thailand (2)
1
มีโอกาสได้ทำความรู้จักเพื่อนของเพื่อนที่ทำงานเป็นครูให้กับ Teach For Thailand
ยอมรับตามความเป็นจริงว่า ไม่เคยได้ยินและรู้จักองค์กรนี้มาก่อน ในประเทศนี้มีองค์กรแบบนี้ด้วยหรอ เป็นองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับการช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้กับเด็กในโรงเรียนขยายโอกาสในประเทศไทย

จากที่เพื่อนเล่าให้ฟังคืองานน่าสนใจมาก รู้สึกอยากทำงานแนวนี้บ้างจัง แต่ก็คิดมาตลอดว่า เราคงไม่เก่งพอที่จะเป็นได้เหมือนเขาหรอก

จนวันหนึ่งเห็นสเตตัสเปิดรับสมัครครูในโครงการขององค์กรนี้รอบสุดท้ายของปี มีเซ้นส์บางอย่างเข้ามาทำให้ฉันรู้สึกว่า ต้องสมัคร ! ก็เลยลองกรอกใบสมัครดูเล่น ๆ แล้วก็ทักไปบอกเพื่อนคนนั้นว่าเราสมัครละนะ
เพื่อนตอบกลับมาด้วยความดีใจว่า
'ดีเลย มาทำงานร่วมอุดมการณ์กัน เย้ๆ'

2
หลังจากกรอกใบสมัครเสร็จเจ้าหน้าที่จะส่งเมล์มาให้ทำแบบทดสอบก่อน เสร็จแล้วก็จะโทรมาสัมภาษณ์ พูดคุยและทำความรู้จักกัน บอกตามตรงว่า เริ่มรู้จักตัวเองแล้วว่าเป็นคนไม่ชอบสอบ ก็เลยจะทำข้อสอบแบบชุ่ย ๆ มาก คือจะตอบแบบสั้น ๆ ขี้เกียจเขียนอธิบายร่ายยาวเป็นหางว่าว จึงกลายเป็นเหตุผลที่ฉันไม่ผ่านเข้ารอบการทำแบบทดสอบครั้งนี้ แต่ !!! อีเมล์เด้งขึ้นมาอีกฉบับว่า ทางองค์กรให้โอกาสทำแบบทดสอบอีกครั้ง แล้วพี่เจ้าหน้าที่ก็โทรมาแจ้งว่า อยากให้เขียนอธิบายร่ายยาว เหมือนที่น้องพูดอธิบายให้พี่ฟัง ก็เลยลองกรอกอีกครั้ง นั่นแหละก็ผ่านรอบนั้นมาได้แบบฉลุย สิ่งที่ปลื้มปริ่มที่สุดตอนนั้นคือ พี่ ๆ ในองค์กรดูเป็นกันเอง ดูอบอุ่นและให้โอกาสเต็มที่มาก ซึ่งเราได้เขียนขอบคุณพี่ ๆ เพิ่มเติมลงไปในแบบทดสอบครั้งนั้นด้วย

3
หลังจากผ่านรอบนั้นแล้ว พี่เลี้ยงโทรมาแจ้งพร้อมส่งเมล์มาให้ทำแบบทดสอบแนว Critical Thinking อีกขั้น ซึ่งเราก็ยังลังเลเหมือนเดิมว่าจะสอบต่อหรือพอแค่นี้ เพราะช่วงนั้นมีปัญหารุมเร้ามากมายที่เกิดกับตัวเอง ทำให้ยากต่อการตัดสินใจ เลยปล่อยช่วงมาไว้ท้าย ๆ ใกล้จะถึงวันหมดเขต พี่เลี้ยงโทรมาย้ำเตือนกันลืมอีกครั้งว่า อย่าลืมทำข้อสอบนะ เป็นความใส่ใจที่ใครได้สัมผัสก็ยอมแพ้อ่ะ จึงตัดสินใจทำข้อสอบในเช้าวันต่อมา ด้วยกับอาการงุนงง หนักใจและเครียดเรื่องต่าง ๆ มากมาย เพราะคิดว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะผ่านมาถึงรอบนี้เหมือนเราได้

4
อีเมล์แจ้งเตือนมาว่าฉันสอบ Critical Thinking ผ่านแล้ว ตอนนั้นทั้งตื่นเต้นและเครียดยิ่งกว่าเดิม เพราะคิดว่าทำข้อสอบไปสภาพนั้น คงไม่ผ่านแน่ ๆ ตอนนั้นไม่มีสมาธิทำข้อสอบเลย แต่ก็รอดมาอีกขั้นจนได้ อยากจะกรี๊ดมากกก วิ่งไปบอกพ่อว่าลูกสอบผ่าน ขอกอดเติมกำลังใจหน่อย เครียดมาก แล้วพ่อก็จัดหอมแก้มชุดใหญ่มาให้ตามเคย บอกพ่อไปว่า 'ไม่เอาแล้วได้ไหม เครียดอ่ะ หนังสือก็ยังไม่อ่าน ยังไม่พร้อมจากบ้านไปไหน' พ่อตอบว่า 'ทำไมล่ะ สอบผ่านแล้วก็สู้ต่อสิ ถ้าไม่อยากสู้ต่อ ก็ไม่ต้องขึ้นไปสอบ'
จะสู้ก็จะสู้นั่นแหละ แต่ยังอยากอยู่บ้านให้สบายใจก่อน

วินาทีนั้นผ่านไป ความเครียดเริ่มสะสมขึ้นเรื่อย ๆ เพิ่งจะเริ่มหาหนังสือมาอ่าน หาข้อมูลมาเตรียมสอบสอน เพราะได้ข่าวว่า ในวันสอบคัดเลือกทุกอย่างจะเข้มข้นมากกว่านี้หลายเท่า
พ่อเห็นว่าลูกสาวกำลังง่วนอยู่ตรงหน้าคอมในสภาพที่คิ้วผูกโบว์ พ่อถามอะไรมา ก็จะยกมือให้สัญลักษณ์ว่า หยุด! พอ! อยากอยู่คนเดียว! อาการหนักเป็นบ้าเลยตอนนั้น ฮ่าาา

ถ้ากังวลเรื่องสอบสอน พ่อจะเล่าเรื่องราวประสบการณ์ในอดีตของตัวเองให้ฟัง ซึ่งเรื่องนี้พ่อเล่ามาเป็นสิบ ๆ รอบละ เล่าจนลูกจำได้หมดละอ่ะ
พ่อเล่าว่า สมัยที่พ่อเป็นนักศึกษาฝึกสอนในโรงเรียนประเทศปากีสถาน มีผู้อำนวยการมานั่งเรียนในคาบที่พ่อสอนอยู่ตรงกลางห้อง เรียกได้ว่าเป็นกลวิธีหนึ่งที่จะทำให้พ่อเสียสมาธิในการสอนเลยก็ว่าได้ เวลาพ่อตั้งคำถามให้เด็ก ๆ ตอบ ผอ.ก็จะเป็นคนตอบ เป็นแบบนี้อยู่สองสามครั้ง จนพ่อต้องใช้วิธีสั่งให้เขาเงียบ ต้องนึกอยู่เสมอว่า อยู่ในห้องเรียน พ่อมีอำนาจสูงสุดเสมอ ถ้าเขามานั่งเรียนกับเรา แสดงว่าเขาอยู่ในฐานะนักเรียน ต้องเชื่อฟังคนสอน หลังจากนั้นพอ ผอ.รู้ว่าวิธีนี้ทำลายสมาธิพ่อไม่ได้ เขาจึงลุกออกจากห้องไปทันที

อีกเคสนึงที่พ่อจะเล่าติดกันหลังจากนั้นก็คือ
ช่วงที่พ่อกำลังอ่านปาฐกถาในมัสยิด ผอ.คนเดิมเข้ามานั่งในมัสยิด แล้วนั่งจ้องหน้าพ่อไม่กะพริบ ทำให้พ่อเกือบเสียสมาธิไปครู่หนึ่ง แต่พ่อทำเป็นไม่สนใจและหันไปทางอื่น พ่อบอกว่า ใครที่เรารู้สึกกลัวหรือเขาเป็นสาเหตุที่จะทำให้เราต้องเสียสมาธิ ก็อย่าไปสนใจเขาเด็ดขาด

สองเคสที่เล่ามาข้างต้นทำให้ผอ.รักและเอ็นดูจนพ่อได้ธิปเยอะมาก ประมาณว่าคุณผ่านการทดสอบแล้ว
/ ตัดภาพมาที่ลูกสาวตอนนั้นคือ หูอื้อมาก พ่อเล่าอีกละ ลูกไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น เพราะคิดว่านั่นมันเรื่องของพ่อ มันผ่านไปแล้ว แต่เรื่องลูกกำลังจะเกิดขึ้น

พ่อก็เป็นส่ะอย่างเนี๊ยะ
เลี้ยงลูกผ่านการเล่าเรื่องตัวเองตลอด เคสต่าง ๆ ที่พ่อเคยพบเจอ แม้บางครั้งลูกอาจจะเบื่อที่จะฟังมันซ้ำ ๆ แต่ลูกเชื่อเสมอว่า
มันสามารถเอาไปใช้ได้จริง แล้วฉันก็ได้ใช้มันจริง ๆ ตามที่พ่อคาดหวังไว้เป๊ะ ๆ
รักพ่อก็ตรงนี้แหละ

5
วันบรีฟก่อนสอบ เป็นวันที่องค์กรจัดขึ้นเพื่อชี้แจงรายละเอียด ละลายพฤติกรรมและทำกิจกรรมร่วมกันเล็กน้อย จะบอกว่าผู้สมัครแต่ละคนคือประวัติการศึกษาน่ากลัวมาก ส่วนใหญ่มาจากมหา'ลัยดัง ๆ ทั้งนั้นเลย ตัดภาพมาที่มหา'ลัยฉัน ไม่มีเพื่อนคนไหนรู้จักสักคน แต่สิ่งที่ชอบที่สุดในวันนี้ นอกจากได้รู้จักเพื่อนใหม่แล้ว ลดความเกร็งไปเยอะแล้ว ก็คือความอบอุ่นนี่แหละ พี่ ๆ ในองค์กรน่ารักเหมือนที่คิดไว้จริง ๆ
สิ่งหนึ่งที่พี่เน้นที่สุดคือ ให้เป็นตัวของตัวเอง

ยังคงปลอบใจตัวเองอยู่เสมอว่า
ถ้าคุณสู้
คุณอาจจะชนะหรือแพ้ก็ได้
แต่ถ้าคุณไม่สู้ต่อ
คุณแพ้แน่นอน ~
#อยากรู้เหมือนกันว่าตัวเองจะแพ้หรือจะชนะ

6
วันสอบคัดเลือกสุดเข้มข้นได้มาถึงแล้ว สิ่งที่เครียดและตื่นเต้นกันมาหลายวันกำลังจะจบลงในวันนี้

โจทย์สอบสอนมีอยู่ว่า คุณต้องสอนให้ตรงตามวัตถุประสงค์สามข้อที่คุณตั้งไว้ให้ได้ภายในเจ็ดนาที ก่อนหน้านี้ไม่ได้กลัวเวลาเจ็ดนาทีนั่นเลย เพราะพรีเซ้นท์ห้านาที สิบห้าสไลด์ เราก็เคยผ่านมาแล้ว แต่สิ่งที่กังวลคือ กลัวว่าจะทำตามจุดประสงค์ที่ตัวเองวางไว้ไม่ครบ และจุดประสงค์นั้นจะใช้ได้หรือเปล่านี่สิ

ถึงคิวสอบสอนของฉันแล้ว
ฉันเดินเข้าไปสวัสดีกรรมการสองคนที่กำลังจะกลายเป็นนักเรียนจำลองของฉันในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า สิ่งที่นึกออกตอนนั้นคือ 'เราต้องเป็นตัวของตัวเองที่สุดนะตามที่พี่เลี้ยงเคยบอกและอย่าไปกลัวกรรมการตามที่พ่อเคยบอกไว้เช่นกัน'
แล้วก็นำสื่อการสอนที่เตรียมมาขึ้นแปะไว้บนกระดานก่อนที่จะเริ่มจับเวลาสอน
เมื่อเวลาได้เริ่มต้นขึ้น ฉันเริ่มสอนด้วยการทักทายและถามถึงชีวิตประจำวันของนักเรียน เพื่อจะโยงเข้าเนื้อหาวิชาการที่กำลังเรียนอยู่ในวันนี้ ในห้องเรียนจริง ๆ คงไม่มีเด็กที่ตั้งใจเรียนกันทุกคนหรอกเนอะ และสิ่งที่คิดเอาไว้ล่วงหน้าก็เกิดขึ้น ระหว่างสอนอยู่ มีนักเรียนคนหนึ่งชวนเพื่อนคุย งอแงอยากจะทำการบ้านวิชาอื่น แล้วก็มีการแกล้งเพื่อนบ้างเป็นบางครั้ง ซึ่งฉันจะต้องงัดกลยุทธิ์ต่าง ๆ มาใช้ให้ได้ภายในเวลาที่กำหนด พร้อมพยายามดึงความสนใจจากนักเรียนให้กลับมาเข้าบทเรียนอีกครั้ง ดีใจที่สามารถสอนได้ภายในเวลาและจุดประสงค์ที่กำหนด แถมสื่อการสอนที่เตรียมมาก็ว้าวมาก และนี่ก็คือส่วนหนึ่งจากฟีดแบ็คที่กรรมการให้มา มันดีมากจริง ๆ

นอกจากสอบสอนแล้วก็ยังมีสอบอีกสามด่านที่ต้องผ่านไปให้ได้ แต่ฉันเลือกที่จะเล่าเรื่องนี้เพราะมันน่าประทับใจและมีความสุขที่สุดแล้ว

ต้องขอบคุณเพื่อน ๆ ที่คอยเอื้ออำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้ทั้งก่อนสอบและหลังสอบ และที่ขาดไม่ได้คือเพื่อนครูอีกคนที่คอยเป็นที่ปรึกษาด้านสื่อการสอนทุกอย่างให้กับฉัน ขอบคุณพวกแกมากจริง ๆ

7
บ่ายวันศุกร์บนรถเมล์สาย 142
ระหว่างนั่งรถเมล์กลับบ้าน มีสายจากพี่เลี้ยง Teach For Thailand โทรเข้ามา
'น้องเข้าไปดูเมล์หรือยังเอ่ย ?' คือคำถามแรกที่พี่ถามฉัน
แต่วันนี้ฉันยุ่งมาก จนไม่มีเวลาเปิดเมล์เลย จึงเป็นคำตอบที่ทำให้พี่เลี้ยงดีใจ
'ดีเลยยย พี่จะโทรมาเซอร์ไพรสน้อง ว่าน้องผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ Teach For Thailand แล้ว'
ยังไม่ทันได้พูดจบ ฉันถามพี่กลับไปด้วยความดีใจ 'ฮึ้ยยยย จริงหรอคะพี่ หนูดีใจมากเลย ขอบคุณมาก ๆ เลยนะคะ'
ความรู้สึกตอนนั้นคือ ตื้นตัน ดีใจและหายเหนื่อยอย่างบอกไม่ถูก แทบจะลืมตัวว่าตัวเองนั่งรถเมล์อยู่

นี่สินะคือสิ่งที่ฉันเฝ้าอดทนและตามหามาเนิ่นนาน นับว่าเป็นของขวัญที่ดีที่สุดในชีวิต
หลังจากนี้ฉันจะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบจริง ๆ สักที ถึงจะโตช้ากว่าคนอื่นหน่อย แต่ก็ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเองเลย ชีวิตใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ขอให้มีแต่ดีกับดี

ยอมรับว่ากว่าจะผ่านการคัดเลือกในครั้งนี้ได้ ไม่ใช่เพราะความเก่งอะไรทั้งสิ้น ทุกอย่างมันเต็มไปด้วยโอกาสอีกแล้วจริง ๆ
ขอบคุณ Teach For Thailand ที่คอยให้โอกาสหนูมาตลอด
ขอบคุณขุ่นพ่อและครอบครัวที่คอยซัพพอร์ทและไม่เคยขัดใจลูกสาวคนนี้ 
ขอบคุณอาจารย์ที่ปรึกษาที่ให้เกียรติมาเป็นเรฟเรนซ์ให้หนู
ขอบคุณทุก ๆ คนที่คอยส่งกำลังใจมาอย่างไม่เคยขาดสาย
ขอบคุณพระเจ้าซ้ำ ๆ ที่มอบสิ่งที่ดีและเหมาะสมที่สุดให้แก่บ่าว
ขอบคุณตัวเองอีกครั้งที่กล้าตัดสินใจคว้าโอกาสและลองอะไรใหม่ ๆ
วันนี้เธอชนะใจตัวเองได้แล้วนะ

: ยินดีต้อนรับตัวเองเข้าสู่วงการการศึกษาตามที่ตั้งใจเอาไว้
Congratulations !!! 🎉

#เราเชื่อว่าเด็กทุกคนจะได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน
#ระบบการศึกษาเปลี่ยนได้ .



SHARE
Written in this book
Growing up
Writer
LukyimzYR
Developer
ฉันออกเดินทาง เพื่อกลับมาเขียนบันทึก

Comments

Namgrong
2 months ago
เป็นเฟลโล่วรุ่นเดียวกันเลย แล้วเจอกันนะคะ ^^
Reply