ความรู้สึกเศร้าแบบผู้ใหญ่ที่อธิบายไม่ถูก
1

ได้ดู MV เพลง Beautiful People ของ Ed Sheeran ft. Khalid รึยังคะ?

เรื่องราวใน MV คือคู่รักธรรมดาๆ คู่หนึ่งถูกรางวัลให้ได้มีชีวิตสุขสบายสมบูรณ์พร้อมอย่างที่ทุกคนปรารถนา มีพนักงานเชิญพวกเขาออกจากการต่อแถวยาวเหยียดที่สนามบินไปขึ้นเครื่องบินส่วนตัว มีรถลีมูซีนคอยรับส่งคฤหาสน์ตากอากาศสุดหรู ชีวิตพวกเขารายล้อมไปด้วยคนเด่นคนดัง หนุ่มหล่อสาวสวย ที่บ้านเป็นเจ้าภาพจัดปาร์ตี้ทั้งกลางวันกลางคืน ผู้คนกินดื่มเต้นรำในสวน ริมสระน้ำ ในห้องโถง ในห้องนอน และพอนึกอยากไปเที่ยวทะเล ก็คือไปล่องเรือยอร์ชกับสาวๆ ที่เหมือนหลุดมาจาก Victoria’s Secret พวกเธอก็จะเดินนวยนาด อวดเอวคอดกิ่วผิวสีแทน นอนอาบแดดในชุดบิกินี หรือได้ไปดูแฟชันโชว์นั่งแถวหน้าสุด เปิดแชมเปญ จุดพลุไฟ มีชีวิตที่เหมือนเป็น The Great Gatsby เวอร์ชันวัยรุ่นยุค 2019

ใน MV เพลงนี้ รวบรวมสถานการณ์ที่ทำให้คนธรรมดากระอักกระอ่วนใจเอาไว้หลายแบบ เพราะว่าก็ไม่ได้เป็นคนสนุกสนานกับปาร์ตี้ฮิปๆ คูลๆ ไม่ได้ชินกับความหรูหราของบริการและบรรยากาศแบบเซเล็บคนดัง ไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาหรือการแต่งตัวที่หลุดออกมาจากนิตยสาร ...ไม่มีอะไรเหมือนเลย คู่รักคู่นี้ก็เป็นแค่คนธรรมดาเท่านั้น

เพลงเพราะและ MV ก็ดี
It’s not who we are นั่นคือเนื้อหาหลักของเพลงนี้

เราไม่ได้ติดใจว่า คนชอบชีวิตเรียบง่ายจะดีกว่าคนฮิปๆ คูลๆ ติสท์ๆ เพราะเราเชื่อว่าคนที่ฮิป-คูล-ติสท์ พวกเขาก็มองว่านั่นแหล่ะคือความธรรมดาของพวกเขา รสนิยมคนเรามีแตกต่างหลากหลาย ไม่ได้มีแบบไหนดีกว่าแบบไหน แค่คนราชอบไม่เหมือนกัน


แต่ประเด็นที่ติดใจเราในเพลงนี้คือ ความกระอักกระอ่วนใจของคุณสามีใน MV โดยเฉพาะฉากที่ยืนรอเข้าห้องน้ำบนเรือ มันเป็นซีนที่ดูแล้วกระทบความรู้สึกเรารุนแรงมาก เศร้าจังเลย

เนื้อหาในเพลงก็ถูกเล่าไปเรื่อยๆ และเรื่องราวก็จบลง 

แต่เจ้าฉากหน้าห้องน้ำตรงนั้นที่คุณสามียืนไหล่ห่อพยายามปิดบังหน้าท้องของตัวเอง ขณะที่สาวๆ หุ่นดีหุ่นเฟิร์มในชุดบิกินีเดินผ่านไปคนแล้วคนเล่า ความเศร้าที่อธิบายไม่ถูกตรงนั้นยังคงอยู่ ความเศร้าแบบนี้มันคืออะไร?


2

ได้อ่านนิยายญี่ปุ่นเรื่อง “เมื่อพ่อลักพาตัวฉัน” จบไป
เรื่องราวของเด็กหญิงแก่แดดและคุณพ่อไม่ยอมโต คุณพ่อแยกทางกับคุณแม่แล้ว ทั้งคู่จึงไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่พ่ออยากเจอลูกสาว จึงจัดการมาลักพาตัวลูกไปตอนปิดเทอมฤดูร้อน

เรื่องถูกเล่าจากฝั่งเด็กหญิงแก่แดด ดังนั้น เราจะไม่ได้รู้จริงๆ หรอกว่าคุณพ่อคิดหรือรู้สึกอย่างไร แต่เรารู้สึกเจ็บจี้ดในใจหลายจังหวะ อ่านแล้วก็รู้สึกว่าคนเขียนร้ายกาจดีนะ ในความสดใหม่ของเรื่องราวและกิจกรรมสารพัดอย่างที่ทำ แปลกดีที่เราเข้าใจคนพ่อได้ เราเศร้าได้โดยที่คนเขียนไม่ได้บรรยายอะไรไว้เลย

ผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่ แต่งงานมีลูกโตจนอยู่ชั้นประถมปลาย แต่ไม่มีงาน ไม่มีเงินเป็นกิจจะลักษณะ มาลักพาตัวลูกสาวไปแต่ก็ไม่รู้จะคุยอะไรกับลูกสาวตัวเองเพราะก็ไม่สนิทกัน จะเข้าร้านอาหารก็ไม่มีเงินจ่าย และสารพัดวีรกรรมที่ถ้าแม่ได้รู้ว่าพาลูกไปตระเวนทำอะไรมาบ้าง... รับรองว่าไม่มีทางได้เจอหน้าลูกอีกเป็นครั้งที่ 2 จริงๆ แน่

เป็นผู้ใหญ่ มันก็มีสิ่งที่ปล่อยผ่านไปง่ายๆ เหมือนสมัยเป็นวัยรุ่นไม่ได้อีกแล้ว กลุ้มใจจะกินเหล้าเมาข้ามวันข้ามคืน ตื่นอีกทีตอนสี่โมงเย็นก็ทำไม่ได้ ถึงทำไปก็จะยิ่งรู้สึกผิดรู้สึกแย่หนักกว่าเดิมอีก ถ้าเป็นผู้ใหญ่ คบกันแล้วก็ต้องแต่งงาน จะเลิกกันก็ต้องหย่า ทั้งที่ถ้าเป็นวัยรุ่นก็แค่เลิกกันและแยกทางกันเท่านั้นเอง

และเพราะอ่านนิยายเรื่องนี้จบ เจ้าความรู้สึกเศร้าแบบอธิบายไม่ถูกก็เกิดขึ้นมาอีก แต่คราวนี้รู้สึกชัดเจนกว่าเดิมว่า มันเป็นความเศร้าแบบเงียบงัน เป็นความเศร้าแบบผู้ใหญ่ เป็นความเศร้าที่อยู่ลึก อึดอัด และที่นั่นมืดเหลือเกิน



เราคงปล่อยผ่านความรู้สึกนี้ไปแล้ว หากไม่ใช่ว่ายังเกิดความรู้สึกอธิบายไม่ถูกแบบนี้ซ้ำอีกหนในวันถัดมาเลยทันที

ยูทูปแนะนำ MV เพลง Stand Out Fit In ของ One OK Rock ให้ เนื้อหาใน MV เป็นเรื่องราวของเด็กเอเชียที่ไปเติบโตในอเมริกา เขาดุว่าแม่ตัวเองที่ทำข้าวกล่องกลางวันเป็นข้าวสวยกับผัดเต้าหู้ ไม่เหมือนแซนวิชแบบเพื่อนนักเรียนคนอื่น คือความเป็นคนนอกที่พยายามจะทำตัวให้เข้ากับวัยรุ่นอเมริกัน แต่ดูไม่ค่อยสำเร็จเท่าไร

เนื้อหาที่ MV ตัวนี้สื่อไม่ได้แตกต่างจากเพลง Beautiful People มากนัก และมันก็ทำให้เราเศร้าแบบเดิมอีกครั้ง ก่อนจะพบคำตอบในท้ายที่สุด ระหว่างนั่งดูการบรรยายของ ดร.เบรเน่ บราวน์ ใน Netflix ว่าเจ้าความรู้สึกเศร้าแบบนี้ คือสิ่งที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Shame นั่นเอง



3

ดร.เบรเน่ บราวน์ เป็นนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญเรื่องความเปราะบางทางอารมณ์ (vulnerability) และความละอายใจ (shame) เธอศึกษาเรื่องนี้มายาวนานกว่า 20 ปี และนำงานวิจัยมาผลิตเป็นงานเขียนเกิดเป็นหนังสือขายดีติดอันดับ 1 ของนิวยอร์คไทมส์ 5 เล่ม

ประโยคในการบรรยายของ ดร.เบรเน่ บราวน์ ที่ติดหูเรามากคือ
“สิ่งที่ทำให้ผู้หญิงอับอายมากที่สุดคือ หุ่นและรูปร่างหน้าตา
สิ่งที่ทำให้ผู้ชายอับอายมากที่สุดคือ ความไม่เอาไหนของตัวเอง”

ความละอายใจจะพูดกล่อมเราอยู่ 2 ประโยคเสมอๆ คือ เราไม่เคยดีพอ และ เธอคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน

ความละอายแตกต่างจากความรู้สึกผิด เพราะความละอายเป็นการบอกว่า “ตัวเรา” มีตำหนิ เป็นความผิดพลาด เป็นความไม่มีค่า คือความไม่ดีพอ ในขณะที่ความรู้สึกผิด(Guilt) คือความรู้สึกว่าตัวเองทำเรื่องผิดพลาดบางอย่างลงไป เป็น “การกระทำ” ผิดพลาด เรื่องเดินไปผิดแผน ผลงานที่ได้ออกมาไม่เหมือนความตั้งใจจึงรู้สึกผิด

จากงานวิจัยของดร.เบรเน่ บราวน์พบว่า ความละอายใจมีความสัมพันธ์อย่างสูงมากกับอาการเสพย์ติด ซึมเศร้า การใช้ความรุนแรง ล่วงละเมิด กดขี่ข่มเหง การฆ่าตัวตาย ภาวะทานอาหารผิดปกติ ในขณะที่ความรู้สึกผิดไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมดังกล่าวเลย


ความละอายใจ ความอับอาย เกิดจากความรู้สึกเสียศักดิ์ศรี รู้สึกว่าตัวเองไม่ดี ไม่เก่ง ไม่สามารถเป็นได้ตามความคาดหวัง ซึ่งอาจเป็นความคาดหวังของเรา หรือความคาดหวังที่เราคิดว่าสังคมต้องการ เช่น ภาพลักษณ์ที่สังคมนับถือ ความปกติแบบที่คนส่วนมากให้คุณค่าหรือสิ่งที่ “ใครๆ ก็เป็นกัน ใครๆ ก็ทำกัน” และเมื่อเราเอาตัวเองเข้าไปจับกับค่านั้น ซึ่งเราไม่ใช่ เราจึงเกิดความละอายแก่ใจว่า “เราไม่ดี”

เช่น สำหรับผู้ชายที่แต่งงานมีลูก ความคาดหวังจากสังคมก็อาจจะเป็น มีหน้าที่การงานและการเงินที่มั่นคง มีความเป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้นำครอบครัว สามารถดูแลภรรยาและลูก รวมถึงพ่อแม่ของฝั่งตนเองและฝั่งภรรยาได้

และเมื่อทำไม่ได้ตามค่ามาตรฐานนี้ คุณผู้ชายก็จะรู้สึกละอายใจ เช่น ถ้าต้องหย่าร้าง ถูกให้ออกจากงาน เป็นหนี้เป็นสินที่ต้องยืมเงินฝ่ายครอบครัวภรรยามาใช้หนี้ หรือการเห็นเด็กที่เพิ่งเข้าทำงานใหม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งก่อนตัวเอง

ความละอายเมื่อแรกเริ่มจะทำให้เกิดความรู้สึกไม่อยากสบตาผู้คน ถ้าอาการไม่หนักมาก ก็จะแค่รู้สึกไม่ดี ไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ ก่อนจะแปรสภาพไปถึงขั้น “ไม่กล้า” สบตาผู้คน เก็บความน้อยเนื้อต่ำใจนี้เอาไว้ แต่ถ้าเป็นหนักก็อาจแสดงออกในรูปแบบของคนเก็บกด เครียด โทษว่า “เราไม่ดี” กดดันตัวเองหนักกว่าเก่า นอนหลับไม่ดี หรือเลือกทำตรงข้าม คือกลายเป็นคนไม่สนโลก ก้าวร้าว ระราน ทำร้ายจิตใจผู้อื่นด้วยคำพูดหรือการกระทำ

ความรู้สึกละอาย เกิดขึ้นก่อนความรู้สึกชนิดอื่น และมันก็พาพฤติกรรมแปลกประหลาดอีกหลายอย่างตามมา

ที่เกิดรู้สึกเศร้าขึ้นมาขณะดู MV หรืออ่านนิยาย หรือแม้กระทั่ง เจ้าความรู้สึกหน่วงๆ แปลกๆ บอกไม่ถูกขณะดูหนังเรื่อง Up in the Air เมื่อหลายปีก่อน มันเป็นเพราะเราเกิดความรู้สึกละอายใจ รู้สึกผิด รู้สึกตัวเองทำเรื่องแย่ๆ รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เรื่อง ทำไม่ได้เหมือนคนอื่นนี่เอง

ที่เกิดมาตั้งหลายปี แต่ไม่สามารถเรียกชื่อความรู้สึกแบบนี้ได้ ก็เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งว่าเราไม่ได้รู้จักความละอายใจดีพอนั่นเอง


4

ความละอายใจเป็นสิ่งที่คนเรามีมาตั้งแต่เด็กผ่านการสังเกตและเรียนรู้ ใครๆ ก็มีความละอายใจทั้งนั้น และเมื่อเราโตขึ้นเรื่องราวที่จะทำให้เราละอายก็จะมีวิวัฒนาการตามการเติบโตของเรามาด้วย เช่น

-โรงเรียนเลิก ผู้ปกครองมารับ ที่บ้านส่งคุณยายโวยวายเสียงดังลากรองเท้าแตะขี่มอเตอร์ไซค์เก่าโทรมมารับ ในขณะที่บ้านเพื่อนเป็นคุณแม่แต่งตัวสวยพริ้งขับรถมารับ เด็กอายมากจนต้องหัดขี่รถเอง หรือหัดขึ้นรถประจำทางเอง หรือขอที่บ้านว่าขอหารถโรงเรียนมารับส่งแทนเถอะ

-เล่นกีฬาไม่เก่งมาตั้งแต่ชั่วโมงพละ เพราะวิ่งแล้วก็หกล้ม ชู้ตบาสก็ไม่เข้า ทำอะไรก็ไม่ดี ไม่สนุกเลย ก็เลยไม่เล่นดีกว่า และนับแต่นั้นก็ไม่เล่นกีฬาอีกเลย

-โตขนาดนี้แล้ว เรียนป.โทให้จบยังทำไม่ได้เลย อายุตั้งเท่านี้ ยังพาพ่อแม่ไปเที่ยวต่างประเทศไม่ได้ ยังทำให้ท่านเป็นห่วงอยู่
 
-เราเห็นแมลงสาปเดินผ่านหน้า ถึงจะกลัว แต่ก็หาทางกำจัดมันอยู่ดี การฆ่าสัตว์ก็คือการฆ่าสัตว์ และมันทำให้เราไม่สบายใจ

-ยังกินทุกอย่างไม่ยั้ง และก็คาดหวังว่าน้ำเซเลอรีสกัดเย็นจะช่วยได้ให้น้ำหนักตัวลดลงได้

-เพราะเปิดตู้เย็นหาของกินตอนเที่ยงคืนเป็นประจำ เวลาเห็นคนออกกำลังกาย พูดคุยเรื่องสุขภาพ ทานอาหารคลีน ก็รู้สึกตัวเองไม่เข้าพวกขึ้นมาตะหงิดๆ

-เวลามีคนขายประกันโทรมา ไม่ใช่ไม่มีเวลาคุยหรอก แต่แค่จะหมุนเงินให้ทันใช้ถึงสิ้นเดือนนี้ยังท้อแท้ ก็เลยต้องโกหกออกไปอย่างสุภาพว่า “ไม่สนใจ” แล้วก็จัดการลง App มาบล็อคเบอร์โทรนี้อย่าให้โทรติดต่อเราได้อีกตลอดกาล
  
-ไม่กล้ายอมรับว่าโตจนป่านนี้ก็ยังไม่มีวินัยทางการเงิน จดหมายเรียกเก็บค่าบัตรเครดิตมาถึงแต่ละครั้ง ไม่กล้ากระทั่งฉีกซองออกมาดูยอดที่ค้างจ่ายอยู่


หากไม่นับเรื่องความรู้สึกผิดบาปจากการทำผิดศีลธรรมผิดกฎหมายแล้ว มันมีความแปลกอย่างหนึ่งอยู่ คือเนื่องจากความละอายมันใช้ค่ามาตรฐานที่ “ใครๆ ก็มี ใครๆ ก็เป็นกัน” มาจับ และพอเราไม่ได้เป็นแบบนั้น เราจึงรู้สึกผิด แต่ค่ามาตรฐานเหล่านั้น ความจริงแล้ว เราเองก็อาจไม่ได้อยากมีหรืออย่างเป็นแบบนั้นก็ได้

เช่น เวลาเห็นคนไปกิน ไปเที่ยว ไปดู ไปทำอะไรสักอย่างในเฟซบุค เราจึงอยากทำตามนั้นบ้าง พอไปถึง แม้ว่าตัวเองจะไม่ได้รู้สึกประทับใจ แต่ก็ถ่ายรูปยิ้มแย้มและอัพรูปนั้นลงโซเชียลเพื่อบอกว่าเราได้มาถึงแล้ว ได้กินแล้ว ได้ทำแล้ว ทั้งที่ความรู้สึกข้างใน คือไม่ได้ประทับใจ และนี่ไม่ใช่รสนิยมของเราเลยสักนิด

พอเกิดความรู้สึกแบบนี้ขึ้น ก็ชวนทำให้สงสัยเพราะไม่รู้ว่ามีความจริงอยู่ในเฟซบุคมากน้อยแค่ไหน ภาพที่ลงเป็นการเก็บความประทับใจของตัวเราเองหรือลงรูปไปเพื่อเอาใจคนอื่นกันแน่ เราย่อมรู้ดีแก่ใจที่สุดว่าการเอาใจคนอื่นตลอดเวลามันไม่สนุกหรอก เพราะมันไม่ใช่ความจริง



6

มันก็ตลกดีนะ ตอนดู Step Up นางเอกซึ่งเป็นคนเต้นเก่ง ใช้ชีวิตอยู่ในวงคนเต้นไม่เป็น(คนธรรมดา) ก็รู้สึกตัวเองไม่เข้าพวก แต่ในโลกนักเต้น คนแบบเราซึ่งเต้นไม่เป็น ถ้าเข้าไปอยู่ ก็กลายเป็นตัวประหลาด

ในยุคหนึ่งที่คนติสท์ๆ จะแต่งตัวไม่เหมือนคนอื่น คนก็จะมองว่าเขาแตกต่าง แต่ภายในกลุ่มติสท์ๆ ของเขาเอง ถ้าชวนคนธรรมดาเข้าไปร่วมวงด้วย คนธรรมดาคนนั้นก็คงจะรู้สึกอึดอัด

ความอายเกี่ยวข้องกับความอึดอัด เพราะฉันไม่เป็นแบบนั้น ฉันไม่เป็นแบบนี้ ฉันเป็น... ฉันคือ... ซึ่งไม่ได้เป็นแบบที่สังคมยอมรับ แต่ก็อยู่ที่ว่า แล้วสังคมที่ว่าคือสังคมที่ไหนล่ะ?

ในสังคมนักบัลเลต์ ในสังคมนักเปียโน ในสังคมนักฟุตบอล ในแวดวงธนาคาร ในวงเพื่อนผู้ชายที่เรียนจบมาด้วยกัน ในสังคมแถวบ้าน ในสังคมที่ทำงาน ในวงศาคณาญาติ ในสังคมออนไลน์ ฯลฯ

คนเราอยู่กันหลายสังคม ถ้าใช้จุดอ้างอิงจากภายนอก แล้วต้องทำให้ได้ตามค่านิยมของแต่ละสังคมคงเหนื่อยน่าดู

ว่าแต่... มันจำเป็นด้วยเหรอ? 
เราใช้ชีวิตเพื่อทำให้ได้ตามค่ามาตรฐานของคนอื่นทำไม?

ฉันไม่มี ฉันไม่ได้เป็น ฉันไม่เคยทำสิ่งนั้น ฉันยังไม่เคยไปที่นั่น
อึดอัด ไม่สบายใจ เสียใจ อยู่ไม่สุข ทำไมฉันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมฉันถึงทำได้แค่นี้


เราอายเพราะเราไม่เพอร์เฟคเหรอ?
แต่ใครๆ ก็ไม่เพอร์เฟคนี่นา
ไม่เพอร์เฟคก็แค่ไม่เพอร์เฟคไง 
เริ่มต้นสบตาความไม่เพอร์เฟคของตัวเอง และยอมรับตัวตนของตัวเอง
ดูคาง ดูหน้าท้อง ดูต้นขา ดูงานที่ทำเสร็จไม่ทัน 
ดูเงินในบัญชีที่เหลืออยู่ ดูห้องที่ยังไม่ได้เก็บกวาด แล้วหัวเราะออกมาสิ 
หัวเราะให้กับตัวเองว่าช่างพังดีจริงๆ
ดูแล้วก็ยอมรับตัวเองให้ได้ ยอมรับความจริง

เรื่องไหนที่รู้สึก “พอ” กับความไม่เอาไหนของตัวเองแล้ว 
ก็ให้หายใจเข้าลึกๆ แล้วลุกขึ้นมาควบคุมชีวิตของตัวเองด้านนั้นกัน

ยิ่งหนีเท่าไร ปัญหาก็ยิ่งงอกเงย
ยิ่งหลบหนีเท่าไร เรื่องที่ผูกไว้ก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น

มองเข้าไปตรงๆ ดูให้เห็นเต็มตา เอาให้รู้ว่าปัญหามันทำไม มันยังไงกันแน่
ฉันในตอนนี้แก้ไม่ได้ แต่ฉันจะแก้ไขมันให้สำเร็จจงได้ เพราะฉันรู้สึก “พอ” กับความรู้สึกแบบนี้แล้ว
ฉันไม่อยากหนี ไม่อยากเป็นคนขี้แพ้อีกแล้ว


6

ได้ทำความรู้จัก “ความรู้สึกเศร้าแบบผู้ใหญ่ที่อธิบายไม่ถูก” ก็ทำให้ได้หันหน้าเข้าหามุมมืดของตัวเองดีนะคะ

เรื่องบางเรื่องที่เราอาจรู้สึกว่าตัวเองขัดเขิน เลยไม่ลงมือทำ ไม่ลองทำดู แต่ความจริงแล้วเป็นเราเองต่างหากที่กลัวว่าจะถูกมองไม่ดี ถูกมองว่าไม่มีความสามารถ มันไม่ใช่อาการเขินอาย แต่มันเป็นความอายลึกๆ ข้างใน

พอฉายไฟส่องเข้าไปในความมืด เราก็จะเห็นการเรียงตัวของการกระทำที่เกิดเป็นทอดๆ ต่อกันมาเป็นขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการปกป้องตัวเองด้วยอาการหลบเลี่ยง หรือการแสดงออกอย่างรุนแรงก้าวร้าวต่อผู้อื่น

พอเรารู้จักมันแล้ว เห็นมันแล้ว อำนาจที่มองไม่เห็นที่มันมีเหนือเรามาตลอดก็ลดลงไปถนัดตา การทำความรู้จักความรู้สึกในแง่ลบที่เราไม่เข้าใจก็มีประโยชน์แบบนี้ 

เผชิญหน้าเพื่อทำความเข้าใจ จ้องตามันตรงๆ ว่าอะไรทำไม โดยไม่ต้องเอาอารมณ์เข้าไปจับ
ทำความรู้จักตัวเองแบบไม่ปิดบัง ไม่หลอกลวง ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เปราะบางหรือน่าเกลียดขนาดไหน

-ทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น?
-ทำไมถึงทำแบบนั้น?
-แล้วทำไมคราวอื่น ทีกับคนอื่น ถึงทำอีกแบบนึงล่ะ?

ถามตัวเองไปเรื่อยๆ ไปจนถึงจุดที่ตัวเองพอใจ แล้ววันนี้เราก็จะรู้จักตัวเองเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อย แต่ทำให้เราใช้ชีวิตได้สบายใจขึ้นอีกเยอะเลย

ก็แค่เป็นตัวของตัวเอง ที่รู้ว่าเราจะทำอะไร ไม่ทำอะไร เพราะอะไร



nananatte
5.07.2019

ป.ล. แน่นอนว่าหนึ่งใน shame ของณัฐคือเรื่องการจัดการเวลาค่ะ ยังไม่สามารถกลับมาโพสต์เป็นปกติทุกวันพุธได้เพราะตารางเวลาเปลี่ยนและเรายังไม่ชิน ยังต้องปรับตัวอีกสักพักใหญ่ค่ะ ช่วงนี้ก็ยังพยายามโพสต์ให้ได้สัปดาห์ละ 1 ครั้งเหมือนเดิม แต่จะมาวันไหน ก็ต้องดูกันไปเป็นรายสัปดาห์เลยค่ะ ขอโทษค่า T^T

ป.ล. 2 โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ apple podcasts, google podcasts, spotify, podbean และ CastBox ค่ะ (^___^)v

SHARE
Written in this book
what i've learned this year...
บันทึกข้อคิดจิปาถะที่เราค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด
Writer
nananatte
storyteller
คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตเรียบๆ ในเมืองเล็กๆ ชอบแมว เครื่องเขียน และอเมริกาโน จัด sit down and write podcast รีวิวหนังสือใน goodreads เขียนโพสต์ใน storylog และลงนิยายใน fictionlog กับ readawrite

Comments

Shallot
5 months ago
ตอนอ่านเรื่องแด่หนุ่มสาวเค้าบอกว่ากฎระเบียบ/ระเบียบวินัยที่ต้องฝืนมากๆ มาจากความกลัวนะคะ ไปครุ่นคิดมาแล้วก็เห็นด้วย การลงสตรล.ในวันที่อยากจะลงก็อาจไม่เชื่อเรื่องที่ต้องละอายก็ได้นะคะ :)
Reply
nananatte
5 months ago
เรารู้สึกดีใจน่ะค่ะที่ได้ทำความรู้จักว่าความรู้สึกแบบนี้คือ shame พอรู้จักแล้วมันเหมือนเห็นตัวเองชัดขึ้นนะคะ และมันก็เห็นพฤติกรรมประหลาดที่งอกต่อมาเป็นทอดๆ ของตัวเองเพื่อปิดบังหรือพยายามปกปิด shame ของตัวเอง

อาจยังไม่เห็น shame ในอีกหลายๆ ด้าน แต่คิดว่า ถ้าอีกหน่อยมีโอกาสอื่นๆ ให้ shame ตัวอื่นๆ รูปแบบอื่นๆ โผล่ออกมา เราน่าจะแสดงออกและดูแลเค้าได้ดีกว่านี้ค่ะ :-)

แต่พอใช้คำว่าละอายใจแล้ว... ภาษาไทยฟังดูโหดร้ายจังเลยล่ะค่ะ คำว่า shame นี่ณัฐรู้สึกว่ามันไม่โหดเท่าคำว่าละอายใจนะคะ 555
-PikachU-
5 months ago
นึกถึงตัวเองเวลาเริ่มสนใจใึรสักคนเลยครับ อาการรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอแบบนี้เลย เข้าใจมันมากขึ้นเลย
Reply
nananatte
5 months ago
ให้กำลังใจนะคะ!
Jarro
5 months ago
ถึงกลับต้องตามไปฟังเพลงเลย
Reply
nananatte
5 months ago
เพลงดีค่าาา MV ก็ดีจ้า
Yoksin
5 months ago
เรากำลังเจอปัญหาฟิลประมาณแบบในบทความบอกพอดีเลยค่ะ ได้มาอ่านเจอบทความนี้พอดีเลย เข้าใจตัวเองขึ้นมาอีกหน่อยแล้วตอนนี้
Reply
Sandgirl
5 months ago
ก็เป็นอยู่เรื่อยๆเหมือนกันนะคะ ทั้งที่เมื่อก่อนเคย proud ในตัวเองพอสมควร แต่ในสังคมนึงที่ความคาดหวังสูง และมีแต่คนเกือบ perfect ก็จะรู้สึกสะสมมาตลอดว่าเรายังไม่ดีพอ... แล้วยิ่งทำให้อยู่ในวังวน... เพราะยิ่งเกิดความรู้สึก negative  พลังก็จะเหือดหายไป ... รู้กระบวนการของใจ ...แต่ทำไม่ค่อยได้ ห้ามความรู้สึกไม่ค่อยได้ค่ะ
Reply