เลิกเสพติดคำปลอบใจ
ไม่รู้ว่ามันเป็นแบบนี้ ตั้งแต่เมื่อไหร่
แต่พอรู้ตัวอีกที.. เราก็เลิกเสพติดคำปลอบใจไปแล้ว

เมื่อเราผิดหวังจากอะไรบางอย่าง
อาการเจ็บปวดจากการผิดหวัง
เริ่มเข้ามาครอบงำจิตใจชั่วขณะ
เราตั้งคำถามร้อยแปดอยู่ในใจ

“ที่เราทำมันยังไม่ดีพอใช่ไหม”


ความผิดหวังผสมกับความข้องใจ
เป็นการผสมผสานที่เข้ากันได้ดีเหลือเกิน
มันไม่เพียงแม้แต่สร้างความเศร้า
แต่มันยังสร้างบาดแผลเล็กๆในใจ
ให้กับคนที่จิตใจอ่อนไหวอย่างเราได้ง่ายๆ

มนุษย์ถึงสร้าง “คำปลอบใจ” ขึ้นมา
เพื่อบรรเทาอาการผิดหวังพวกนี้ยังไงล่ะ

“คำปลอบใจ ใครๆก็ชอบ”
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เราคงเห็นด้วยกับประโยคข้างต้นนี้แบบปฏิเสธไม่ได้
มันช่างอ่อนหวานและสร้างกำลังใจ
ให้กับผู้ที่กำลังผิดหวังได้ดีเลยทีเดียว
มันเลยไม่แปลกสักนิดที่บางคน
จะเสพติดคำปลอบใจ
ที่เรากล้าพูดแบบนี้ก็เพราะ
เราเองก็เคยเสพติดมันมาก่อน
ทุกครั้งที่เราท้อแท้กับปัญหา
เราเคยคาดหวังว่าจะมีใครมาให้กำลังใจ
หรือคอยป้อนคำพูดดีๆให้เราฟัง
เพื่อที่เราจะได้รู้สึกดีมากขึ้น


แล้ว
...
เราเลิกเสพติดคำปลอบใจได้ยังไง


อ่า...
พูดยากแฮะ
เรานั่งพิมพ์ๆลบๆข้อความ
เพื่อที่จะพยายามอธิบายวิธีการ
เลิกเสพติดมันให้คนที่เข้ามาอ่านได้เข้าใจ
แต่มันก็ยากเหลือเกินค่ะ
ทุกคนเคยเล่นเกมส์ใช่ไหมคะ
พอเราถึงFinal roundที่ต้องเจอบอส
มันจะยากกว่าปกติใช่ไหมคะ
ซึ่งมันต้องใช้ความพยายามมากๆ
ในการผ่านด่าน ต้องReplayเป็นสิบรอบ
ถึงจะพบว่าจุดอ่อนของบอสคืออะไร
ต้องอัพสกิลตัวละครตัวเองให้ดีขึ้น
แล้วเอาชนะมันมาให้ได้


เห็นไหมคะ
ว่าจริงๆแล้วเนี่ย
ทุกคนก็เอาชนะบอสได้
เพียงเพราะเราเรียนรู้วิธีกำจัดบอส
และยอมรับว่าเราต้องพัฒนาตัวเอง
คำปลอบใจแทบไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย

แต่มันก็ไม่ได้หมายถึงว่า
ต่อไปนี้ เราจะไม่สนใจคำปลอบใจ
หรือเราจะเลิกฟังคำปลอบใจนะคะ
จริงๆมันก็ช่วยทำให้เรามีกำลังใจ
ในการพัฒนาและหาทางออกกับปัญหา


เพียงแต่เราแค่ “เลิกเสพติด” มันแล้ว
















SHARE
Writer
1473
Observer
Sorry , I'm a bisexaul.

Comments