แม่ของฉันพาฉันไปเที่ยวตลาดน้ำ
แม่และฉันตื่นกันตั้งแต่เช้า ฉันสวดมนต์ไหว้พระมาได้เข้าวันที่สามแล้ว ถึงจะมีขี้เกียจบ้างก็เถอะ แต่ฉันก็ยังคงตื่นขึ้นและนอนหลับไปพร้อมกับบทสวดมนต์ ฉันรู้สึกสบายใจเมื่อได้สวด

เมื่อวานนี้แม่คุยกับฉันเรื่องที่แกอยากไปตลาดน้ำบางระจัน เราเลยชวนน้องชายและแฟนของน้องไปด้วย น้องมารับพวกเราราวๆสิบเอ็ดโมง

“ไหนบอกจะไปสายๆ นี่จะเที่ยงแล้วนะ” แม่บอกแซวน้องขำๆ

“สิบเอ็ดโมงก็ยังสายอยู่ไงแม่ รอให้เที่ยงก่อนถึงจะเรียกว่าเที่ยง” น้องแซวแม่กลับ

จุดหมายของวันนี้คือตลาดน้ำบางระจัน พวกเราขับรถจากกรุงเทพไปกว่าสองชั่วโมง ระหว่างทางก็มีเสียงของแม่และน้องสลับกันพูดคุยไปอย่างออกรสออกชาติ ส่วนฉันกับแฟนของน้องชาย พวกเราก็ฟังทั้งสองพูดคุยตามประสาแม่ลูกอย่างสนุกสนานเช่นกัน พอแม่พูดไปสักพักแม่ก็หยิบกล่องผลไม้ออกมา มันคือชมพู่สีชมพูสวยที่ถูกหั่นไว้อย่างดี แม่มักจะมีของกินติดรถเสมอ แม่เปิดกล่องและส่งของอร่อยนี้ให้พวกเราทุกคน บอกได้เลยว่าถ้ามีแม่อยู่ลูกๆไม่มีอด

ฉันพลางนึกถึงป้าซึ่งเป็นพี่สาวของแม่ที่เสียไป เราเรียกแกว่า ตั่วอี้ ตั่วอี้เป็นเสมือนคู่แฝดของแม่ เวลาไปไหนสองคนนี้ก็จะแท็กทีมไปด้วยกันตลอด ทั้งคู่มักชอบเตรียมเสบียงมากมายแถมยังชอบแวะซื้อของกินตามข้างทางที่เขาจะขายของสารพัดตามทางต่างจังหวัด ทั้งโรตีสายไหมเอย ไข่ปิ้งเอย รวมไปถึงผลหมากรากไม้ต่างๆ ชมพู่ในรถของเราหมดไปหนึ่งกล่องจนในที่สุดเราก็มาถึงตลาดน้ำบางระจัน

ตลาดน้ำที่นี่ มีควายตัวใหญ่สีดำต้อนรับอยู่ปากทางเข้า อีกทั้งมีการให้ป้อนหญ้าโคสีขาวทั้งสาม มีตัวหนึ่งที่มักจะชอบแย่งเพื่อนอีกสองกิน วัวตัวนี้อยู่ด้านซ้ายมือ แรงเยอะ มันเอาหัวของมันกระแทกเพื่อนก่อนจะรีบยืดคออ้าปากเข้ามากินหญ้าจากมือของเรา น้องชายฉันต้องล่อมันไปอีกทาง และแม่ก็ป้อนวัวที่อยู่ตรงกลางให้ได้กินกับเขาบ้าง นอกจากนี้ก็มีคอกแพะด้วย กลิ่นของเพื่อนสารพัดสัตว์ของเรานั้นแรงไม่ใช่ย่อยเลย ทำเอาพวกเราต้องปิดจมูกกันเป็นแถวๆ

“แม่หญิงลองชิมดูก่อนจะขอรับ” พ่อค้าขายขนมเปียกปูนอ่อนเอ่ยขึ้น

“เอาถ้วยนึงค่ะ” ฉันยื่นเหรียญสิบบาทให้กับแม่ค้าที่อยู่ข้างๆพ่อค้า

“ขอบน้ำใจเจ้าค่ะ” แม่ค้าเอ่ยและรับเหรียญสิบจากมือฉันและส่งขนมมาให้

แม่ค้าพ่อขายที่นี่แต่งตัวย้อนยุคใส่ตะเบ็งมาน บรรดาผู้ชายบางคนก็ไว้หนวดเคราดั่งยุคสมัยนั้น ทุกร้านมีแต่สีหน้ายิ้มแย้มและเป็นกันเอง อาหารและขนมไทยสารพัดได้ถูกรวมเข้าไว้ที่นี่ เมนูของพวกเราเด็กๆคือส้มตำไทย ส้มตำถาด ไก่ย่าง ข้าวเหนียว ก๋วยเตี๋ยวหมู ส่วนของแม่แกกินขนมจีนน้ำพริกและขนมเบื้องญวน เรานั่งกินกันที่ริมคลองอย่างสบายอารมณ์

สายลมเอื่อยๆพัดพาความสงบเข้ามาในจิตใจของฉัน ฉันนั่งทอดสายตามองธรรมชาติรอบตัวอย่างเพลิดเพลินใจ ต้นไม้ใบหญ้าบอกกับฉันให้คลายกังวลจากเรื่องในอดีตและอนาคต ฉันกลับมามีสติรู้ตัวกับปัจจุบันขณะ มันคือสันติสุขที่ฉันได้รับโดยมิต้องทำอะไรมากมาย เพียงแค่อยู่กับลมหายใจเข้าออกของตนพร้อมกับสิ่งตรงหน้าและคนรอบข้างที่รักฉัน

ซักพักไม่นานนักการแสดงก็เริ่มขึ้น เป็นการแสดงของประวัติศาสตร์เรื่องราวของหมู่บ้านชาวบางระจัน เรื่องราวดำเนินไปอย่างออกรสออกชาติ จู่ๆนักแสดงก็วิ่งขึ้นมาข้างๆคนดู และก็ประจวบเหมาะที่เป็นด้านข้างพวกเราพอดี การแสดงดำเนินต่อไป

“ปัง!” คุณลุงตัวแสดงหลักก็ยิงปืนขึ้นมาทำเอาพวกเราหูอื้อไปตามๆกัน แกเล่นสมบทบาทมาก แถมหน้าตาก็ดูย้อนยุคจริงๆเสียด้วย

เมื่อการแสดงจบแม่ก็จับมือฉันเดินไปดูของต่อพร้อมกับน้องและแฟนสาว เราพากันแวะที่ร้านขายขนมและของเล่นสมัยที่เรายังเป็นเด็ก มีกระดาษแต่งตัวตุ๊กตา เกมบันไดงู หมากฝรั่งสี่เหลื่อมและขนมสมัยโบราณ น้องและแฟนได้ของติดไม้ติดมือมาคนละเล็กละน้อย ส่วนฉันและแม่เดินไปต่อเรื่อยๆ เรากินอะไรต่ออีกเล็กน้อย อย่างหมูย่างใบชะพลู ปลาหมึกยัดไส้หมูราดด้วยน้ำจิ้มพริกขี้หนูแสนอร่อย และน้ำมะนาวอัญชัน

“บางระจัน บางระจัน บางระจัน” บรรดาเล็กๆที่ครูพามาทัศนศึกษาร้องกันสนุกสนาน ทำเอาน้องชายของฉันต้องเปิดเพลงบางระจันในรถเพื่อซึมซับบรรยากาศ ต่อด้วยเพลง พระเจ้าตาก ของวงคาราบาว

เรานั่งรถกลับกรุงเทพโดยมีน้องชายฉันเป็นคนขับรถ วันนี้จบลงอย่างงดงาม หัวใจของฉันรู้สึกซาบซึ้งในความรักชาติของชาวบางระจันมาก กว่าเราจะเป็นไทยทุกวันนี้ เหล่าบรรพบุรุษต้องเสียเลือดเสียเนื้อมากเพียงไร ไทยเรามิเคยรุกรานผู้ใดและชาวบางระจันก็ปกป้องผืนแผ่นดินอย่างสุดกำลังแล้ว


Photo Cr. Travel mthai.com
SHARE
Written in this book
แม่ของฉัน
Writer
terrytaksintaweesap
Artist
วาดรูปและขีดเขียนและบางวันก็อาจจะร้องเพลง

Comments