[3Shot] I met you when I was 18 [Juyeon and Jiyeon] [EunBo]-2-
-2-


‘You are my favorite everything that since I was 18 …’
 


:



:



ฤดูร้อน , 2014





ซนจูยอน อายุ 18 ปี
 




ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนดูจะเป็นอะไรที่เด็กนักเรียนหลายคนเฝ้ารอคอยเพราะไม่ต้องตื่นเช้าๆ ไปโรงเรียน ไม่ต้องมีการบ้านน่าเบื่อให้ต้องรับผิดชอบ ทั้งยังมีอิสระมากมายไร้การควบคุมจากพวกคุณครูรวมไปถึงกิจกรรมพิเศษที่จะเกิดขึ้นในช่วงหน้าร้อนให้ได้กลายเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ เอาไว้ไปโม้ให้กันฟังในช่วงเปิดเทอมว่าใครไปทำอะไรที่ไหนกันมาบ้างส่วนบางคนก็ใช้ช่วงปิดเทอมนี้ไปกับการพักผ่อน นอนโง่ๆ เล่นเกมอยู่บ้านดีกว่าออกไปทำกิจกรรมอะไรก็ตามที่ต้องใช้แรงหรือต้องออกไปรบรากับอุณหภูมิที่พุ่งขึ้นสูงของฤดูร้อน แน่นอนว่านั่นไม่ใช่วิถีของคนบ้าพลังอย่างซนจูยอนแน่นอน



ปิดเทอมทั้งทีก็ต้องใช้ชีวิตเด็กมัธยมปลายให้คุ้มเพราะเปิดเทอมนี้ก็จะเป็นการเรียนปีสุดท้าย ก่อนจะต้องไปใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยซึ่งแน่นอนว่าได้ยินมาจากพวกรุ่นพี่ที่ต่างโอดครวญกันเป็นทิวแถว ด้วยเหตุนี้ซนจูยอนก็เลยตั้งใจว่าจะขอใช้ทุกวินาทีอย่างคุ้มค่าที่สุด ดังนั้นโปรแกรมกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องทำในฤดูร้อนนี้จึงยาวเป็นหางว่าวตารางยุ่งกว่าพวกไอดอลดังเสียอีกและซนจูยอนก็จะตั้งใจทำทุกอย่างที่ได้แพลนเอาไว้



แต่... มนุษย์ธรรมดาอย่างซนจูยอนก็ไม่สามารถกำหนดอนาคตได้





เพล้ง! 



ทันทีที่เสียงนั้นสงบลงพร้อมสายตาหลายคู่อยู่ในความตื่นตระหนกรวมไปถึงจูยอนด้วย ทั้งมือที่ก่อนหน้านี้เหมือนถืออะไรไว้พร้อมยังค้างอยู่ในท่าหวดคล้ายๆ นักกีฬาเบสบอลในตำแหน่งแบตเตอร์ เปลือกตากระพริบถี่รัวสมองก็เริ่มประมวลถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ สลับกับสายตาที่พยายามเพ่งมองไปยังไม้เบสบอลที่นอนอยู่ท่ามกลางเศษกระจกซึ่งก่อนหน้านี้มันเคยเป็นประตูของร้านกาแฟมาก่อน สิ่งที่จูยอนคิดได้ก็คือไม้เบสบอลมันเคยอยู่ในมือกลับลอยละลิ่วแหวกอากาศหลังจากโชว์ทักษะการหวดที่เพิ่งจะเรียนมาจากคลาสสอนเบสบอลหนึ่งในกิจกรรมฤดูร้อน มันลอยถลาไปกระทบกับประตูกระจกที่เวลานี้เหลือเพียงโครงประตูส่วนกระจกก็แตกอยู่บนพื้น หากแถวนั้นมีกล้องก็คงจะย้อนกลับไปดูวินาทีที่จูยอนทำท่าหวดไม้เบสบอลลอยผ่านอากาศไปทำโฮมรันอย่างสวยงาม ถ้านั่นมันเป็นเกมในสนามลูกเบสบอลคงลอยละลิ่วไปจนลับสายตา ทว่าที่ตรงนี้มันไม่ใช่สนามเบสบอลแล้วสิ่งที่ลอยหายจากมือไปนั้นหาใช่ลูกเบสเบอลไม่หากเป็นไม้เบสบอล!



“ซวยแล้ว ตายแน่ๆ ทำไงดี จะทำยังไงดีล่ะ”กรอกตาไปมาอย่างคนกระวนกระวายสมองตีบตันไปเสียหมด คิดอะไรก็ไม่ออกได้แต่ยืนเก้กัง ครั้นจะเดินไปดูผลงานตัวเองแต่ก็เหมือนมีใครเอาลูกเหล็กมาถ่วงเอาไว้จนหนักพาลก้าวขาไม่ออกอย่างน้อยจูยอนก็ควรไปแสดงความรับผิดชอบและขอโทษเจ้าของร้านด้วยความจริงจัง เธอไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเป็นอย่างนี้เสียหน่อยมันเป็นอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึงแต่ทั้งหมดทั้งมวลก็มาจากความไม่ระวังของจูยอนเอง ดีที่มันโดนแค่กระจกร้านกาแฟไม่ลอยละลิ่วไปโดนหัวใครเข้าไม่อย่างนั้นคงเป็นเรื่องใหญ่กว่านี้แน่ ส่วนเรื่องนี้ยังไงก็ผิดเต็มๆ อยู่แล้วและเธอก็ไม่ได้มีความคิดจะหนีไปไหน



ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองไปยังสถานที่เกิดเหตุก็เห็นผู้หญิงสองคนกำลังก้มๆ เงยๆ ดูประตูกระจกที่ตอนนี้เป็นเพียงแค่เศษซากเท่านั้น ผู้หญิงผมสีดำตัวสูงกว่าอีกคนนิดหน่อยเป็นฝ่ายหยิบไม้เบสบอลขึ้นมาดูเหมือนว่าหล่อนกำลังมองหาตัวการที่ทำเรื่องนี้ จูยอนเองก็นิ่งเฉยไม่ได้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตัดสินใจแล้วว่าอย่างไรก็ต้องแสดงความรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองได้กระทำไป ขายาวๆ ก็รีบก้าวไปยังทิศทางเดียวกับที่ไม้เบสบอลอยู่แล้วผู้หญิงสองคนที่จูยอนเห็นก็เบนสายตามองมาที่เธอพอดิบพอดี แน่นอนว่ามันอาจจะทำให้จูยอนรู้สึกประหม่าแต่มันก็ไม่ทั้งหมดเพราะมีบางอย่างกำลังดึงดูดสายตาคามสนใจจนลืมไปชั่วขณะว่าก่อนหน้านี้ตัวเองเพิ่งจะก่อความเสียหายอะไรมา



พลันในหัวจูยอนก็เกิดความอยากรู้ขึ้นมามากมาย พร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่มันเล็กน้อย..



ความรู้สึกเล็กน้อยที่เกิดขึ้นตอนนั้นกลับทำให้จูยอนคาดไม่ถึงเลยว่า.. มันจะสร้างอิทธิพลจนยึดครองทุกอย่างของจูยอนให้กลายเป็นอาณานิคมของ “คิมจียอน” 



“เธอเป็นคนทำเหรอ”น้ำเสียงที่แฝงความดุเอาไว้ไม่แพ้ดวงตาที่จ้องมองมายังจูยอนทำเอาเจ้าของส่วนสูงเกือบ170ต้องกลืนน้ำลายลงคอแล้วรีบเบนสายตาหนีจากใครอีกคนที่ช่างดึงดูดสายตานัก แล้วกลับมาโฟกัสยังเจ้าของน้ำเสียงเกรี้ยวกราดและใบหน้าสวยแต่ดูยังไงก็ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่นักในความคิดของจูยอน รังสีความน่ากลัวผสมกับความไม่เป็นมิตรแผ่ออกมาจากผู้หญิงเจ้าของเรือนผมสีดำที่สูงน้อยกว่าจูยอนนิดหน่อย บรรยากาศที่ว่านั่นทำเอาจูยอนเริ่มหายใจไม่ทั่วท้องต่างกับผู้หญิงตัวเล็กค่อนไปทางผอมบาง เรือนผมสีน้ำตาลเข้มปลายผมปลิวไปตามสายลมเบาๆ ดวงตากลมโตที่ในตอนแรกจูยอนรู้สึกเหมือนกำลังโดนจ้อง ทว่าเพียงชั่ววูบที่จูยอนเบนสายตาไปสบกลับพบรอยยิ้มหวานทั้งตาทั้งปาก



วินาทีนั้นจูยอนรับรู้ว่าสายลมที่พัดเฉื่อยนั่นมันรุนแรงจนแทบจะทำให้ล้มทั้งยืน 


มันไม่น่าจะใช่เพราะ ..เจ้าของรอยยิ้มหวาน ดวงตาเปล่งประกายยิ่งกว่าแสงแดดในฤดูร้อน



มันไม่ใช่แน่ๆ ...



“เธอ...”



“...”



“เธอ.. ได้ยินไหม เธอเป็นคนทำใช่ไหม ทำไมไม่ตอบ”เสียงที่เรียกอีกฝ่ายเพิ่มระดับเดซิเบลให้สูงขึ้น ก่อนหน้านี้หลายวินาทีก็เรียกไปหลายครั้งแต่ “คิมซอลอา” ไม่เห็นการตอบรับจากอีกฝ่ายสักนิด เด็กนี่คล้ายคนไม่มีสติทั้งยังยืนตัวแข็งทื่อตาก็ดูลอยๆ หรือว่าตกใจในความดุดันของเธอกันถึงได้อยู่ในสภาพนี้ คิมซอลอาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยท่าทีครุ่นคิดแต่ก่อนที่จะหลงเชื่อในความคิดแรกของตัวเองทั้งสายตาทั้งก็ได้เห็นได้รับรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง สาเหตุที่ทำให้เด็กนั่นนิ่งไปเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างมันอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลแค่อยู่ข้างๆ ซอลอานี่เอง แม่เจ้าของร้านเพื่อนสนิทกำลังยิ้มทั้งตาทั้งปากให้เด็กนั่นอย่างไม่ปิดบังสักนิด ซึ่งมันผิดวิสัยกับคนอัธยาศัยค่อนข้างแย่ต่อคนแปลกหน้าอย่างคิมจียอน



“มากไปแล้ว เก็บอาการหน่อย”ซอลอาสะกิดให้อีกฝ่ายรู้ตัวขืนปล่อยให้แม่นี่หว่านเสน่ห์ต่ออีกหน่อยมีหวังเด็กตัวโตตรงหน้าได้หัวใจวายไปแน่ๆ แล้วค่าประตูกระจกใครจะเป็นคนรับผิดชอบกัน!



“อะไรเล่า ...”ถึงจะส่งสายตาขุ่นเคืองมาให้ซอลแต่ทว่าริมฝีปากได้รูปก็ไม่ได้คลายรอยยิ้มไปเสียทีเดียว ยังอมยิ้มตรงมุมปากให้ความรู้สึกกรุ้มกริ่มอย่างไรซอลอาก็บอกไม่ถูก แต่สิ่งหนึ่งที่พอจะเดาได้ว่าเพื่อนของเธอคงจะถูกใจเจ้าเด็กนี่มากพอดูขนาดทำประตูของร้านสุดที่รักแตกขนาดนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะโกรธเกรี้ยวใส่ กลับเป็นหุ้นส่วนในนามอย่างเธอที่หัวฟัดหัวเหวี่ยงตั้งแต่ได้ยินเสียงและรับรู้ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น จะว่าไปแล้วก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ก่อนจะชำเลืองมองเพื่อนตัวเองกับเจ้าเด็กตัวสูงสลับกันด้วยแววตาและรอยคิ้วขมวดมุ่นครุ่นคิด



“เธอน่ะ ..”ซอลอาลองเรียกอีกครั้งพร้อมโบกฝ่ามือไปตรงหน้าอีกฝ่าย จูยอนรีบกระพริบตาถี่รัวสูดลมหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่ก่อนหน้านี้ราวกับว่าระบบหายใจมันหยุดทำงานเอาเสียดื้อๆ แต่สายตาก็ยังคงคอยชำเลืองมองไปยังเจ้าของสาเหตุที่ทำให้จูยอนเหมือนคนไม่มีสติ ซึ่งตอนนี้หล่อนกำลังหันไปคุยกับลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการของที่ร้าน



“ว่ายังไง”



“เอ่อ..คือ ขอโทษด้วยนะคะเราเป็นคนทำเองทั้งหมด จะให้รับผิดชอบยังไงก็ได้ค่ะแต่ขอโทษจริงๆ นะคะไมได้ตั้งใจจะให้เกิดเรื่องแบบนี้สักนิด”จูยอนเอ่ยพลางโคลงศีรษะอย่างสำนึกผิดจริงๆ ซอลอามองเล็กน้อยก่อนจะเบือนหน้าไปถามความเห็นจากอีกคนที่ยืนอยู่ด้วยกันเพราะสุดท้ายแล้วอำนาจการตัดสินใจก็เป็นของจียอนคนเดียว



“เธอจะเอายังไง”ซอลอาหันไปถามเจ้าของอำนาจทั้งหมด จียอนที่แนะนำอะไรบางอย่างกับลูกค้าก่อนหน้านี้เสร็จแล้วก็มองเพื่อนสนิทสลับกับจูยอนสองสามทีแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ



“ยังเป็นนักเรียนอยู่ใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นคงจะต้องโทรแจ้งที่บ้านให้รับทราบแล้วล่ะ”



“ก็จริงของเธอ เอาเบอร์พ่อแม่มาสิหรือจะโทรบอกเอง”ซอลอาหันไปคาดคั้นเอากับเด็กม.ปลายตัวสูงลิ่ว อดคิดไม่ได้ว่าพ่อแม่เลี้ยงด้วยอะไรกันแน่เดี๋ยวถ้ามีโอกาสได้เจอก็อยากจะถามไถ่ซักนิดหาไม่เป็นการเสียมารยาท



“เอ่อ...คือ”



“มีปัญหาอะไรที่ไม่สะดวกรึเปล่าคะ”เพราะเห็นคนเด็กกว่ามีท่าทีอึกอัก จียอนก็เลยเอ่ยถามด้วยความสงสัย



“ถ้าพวกคุณโทรหาแม่จริงๆ เราคงต้องตายแน่ๆค่ะพอจะมีวิธีอื่นไหม แบบให้เราทำงานชดใช้ก็ได้นะตอนนี้ก็ปิดเทอมพอดีเลยค่ะ ได้ไหมคะให้เราทำงานชดใช้เถอะ”เด็กตัวโตพูดประโยคยาวเหยียดออกมาด้วยสีหน้าขอร้องพลางใช้สายตาอ้อนวอนมอจียอนสลับกับซอลอา



“จะเอาไงจียอน”ซอลอาโยนการตัดสินใจกลับไปที่เพื่อนสนิทอีกครั้ง จียอนถอนหายใจออกมาเบาๆ



“ร้านเปิด10โมงมาเข้างาน9โมงร้านปิดห้าโมงเย็น ถ้าวันไหนติดธุระไม่ได้มาก็โทรมาแจ้งไว้ก่อนอย่าหายไปเฉยๆ เริ่มงานพรุ่งนี้เลยไหมคะสะดวกรึเปล่า”



“สะดวกค่ะ”จูยอนขานรับเสียงดังฟังชัดใบหน้าดูดีนั่นยิ้มแย้มด้วยความดีใจ ก็ไม่รู้ว่าเหตุผลไหนกันที่ทำให้เจ้าเด็กตัวโตดีใจขนาดนี้กันแน่ ทว่าสายตานั่นก็เอาแต่มองจียอนแล้วยิ้มกรุ้มกริ่มสลับกับยิ้มหวานราวกับคนเพ้อซึ่งถูกเก็บอยู่ในความสังเกตของคิมซอลอาเรียบร้อย อย่าว่าแต่เด็กนี่เลยเพราะเพื่อนของเธอก็ไม่ใช่น้อยๆ แกล้งทำเป็นเคร่งขรึมคล้ายไม่สนใจแต่ซอลอารู้ดีว่าเพื่อนเธอกำลังเก็บอาการดีใจเอาไว้จนล้นอก



ก็ในเมื่อจียอนน่ะแอบมองเด็กนี่เดินผ่านร้านมาเป็นเดือนแล้วนี่นา...
 


“ไม่มีอะไรแล้วก็กลับไปเถอะ”ซอลอาโบกมือทำทีเหมือนไล่ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าทั้งเธอหรือจียอนยังไม่ได้เก็บกวาดเศษกระจกที่แตกเลยสักนิด พอจูยอนจะอาสาช่วยแต่ก็ถูกสองสาวไล่เพราะมันใกล้จะได้เวลาปิดร้านแล้วและเป็นเวลาเดียวกันกับที่จูยอนจะต้องรีบกลับบ้านให้ตรงเวลา สุดท้ายแล้วจูยอนก็ถูกไล่กลับไปอย่างสำเร็จเหลือทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มของเจ้าของร้านที่มองตามจนร่างนั้นลับสายตาไป



“คนมาจีบเป็นร้อยเป็นพันไม่สนใจแต่อยากเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางนะเพื่อนฉัน”



:



:



:



เป็นเวลากว่าสองสัปดาห์ที่พนักงานใหม่อย่างซนจูยอนเข้ามาทำงานภายในร้านกาแฟแห่งนี้ แม้ร้านจะไม่ได้ใหญ่โตมากทว่าการตกแต่งภายในที่รู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้านนั่นสามารถดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาได้อยู่มาก อีกทั้งรสชาติกาแฟของที่นี่ก็กลมกล่อมได้มาตรฐานไม่แพ้ร้านกาแฟดังที่ปรากฏอยู่ในเว็บต่างๆเลย ยิ่งไปกว่านั้นพวก Bakery ก็ทำสดใหม่จากเตาเป็นงาน Homemade ที่แสนอร่อยรังสรรค์โดยคุณเจ้าของร้านคนสวย จูยอนเองก็เป็นงานไวหยิบจับอะไรก็คล่องแคล่วไหนจะความอัธยาศัยดีทำให้เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าหลายคน แน่นอนว่าตอนนี้ระดับความสนิทสนมกับเจ้าของร้านและคุณหุ้นส่วนก็ดูก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว สำหรับซอลอาแล้วก็เป็นความสนิทสนมทั่วไปไม่ได้พิเศษทางความรู้สึกนักนั่นคือการตีความของซอลอาเอง ทว่าในทางกลับกันซอลอาชักเริ่มเห็นเคมีความสัมพันธ์ระหว่างเด็กนั่นกับเพื่อนสนิทมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรถ้าหากคนสองคนจะเกิดการชอบพอกันขึ้นมา ...



อันที่จริงวันนี้เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ของจูยอนแต่เจ้าตัวรู้สึกอยู่ว่างไม่ได้ ก็เลยอาสามาขอช่วยจียอนทำขนมแทนซึ่งมันเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับเด็กกิจกรรมสายกีฬา เวลาปกติจูยอนแทบไม่เคยเข้าครัวไปทำอะไรนอกจากการต้มรามยอนเวลาหิวแล้วแม่ไมได้ทำกับข้าวไว้ให้เท่านั้น แต่ก่อนที่จูยอนจะได้ลงมือช่วยจริงๆ จียอนคงต้องสอนให้รู้จักพวกอุปกรณ์เสียก่อน ครัวสำหรับทำขนมก็อยู่ด้านหลังของร้านที่ถูกปรับแต่งให้เป็นกิจจะลักษณะเหมาะแก่การทำขนมถึงมันจะไม่กว้างขวางนักแต่ก็พอให้จูยอนกับจียอนทำด้วยกันได้สบายๆ



“นี่เรียกว่าไม้พายนะคะ”จียอนเอ่ยบอกเสียงเบาๆ คล้ายจะอ่อนใจที่ต้องมาสอนกันแบบนี้นั่นก็เป็นเพราะว่าลูกมือคนใหม่หยิบอุปกรณ์มั่วซั่วไปหมดเพราะไม่รู้จักอะไรสักอย่าง แค่เริ่มต้นจียอนก็เห็นแววความวุ่นวายรำไร



“ไม้พายก็เอาไว้กวนอะไรต่างๆ อย่างพวกไส้ขนม ช็อคโกแลตบ้าง นมบ้าง”



“อ้อ”จูยอนพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจแต่สายตาไม่ได้จับจ้องไม้พายในมืออีกฝ่ายเลยเพราะเอาแต่จ้องหน้าสวยๆ ของคนพี่มากกว่า ยิ่งเวลาคนตัวเล็กกว่ารวบผมเก็บอย่างเรียบร้อยแถมยังมีผ้ากันเปื้อนคาดไว้กับตัวมันช่างดูน่ารักนุ่มนิ่มยิ่งกว่าเครปเค้กที่ชอบเสียอีก



“จำได้ไหมคะ”



“จำได้ค่ะ ว่าแต่ไม้พายเอาไว้กวนไส้ขนม แล้วอะไรเอาไว้กวนใจคะ”น้ำเสียงหยอกเย้ากวนๆ ผสมด้วยความอ้อนไหนจะสายตาปรอยๆ หวานๆ จนจียอนนึกหมั่นไส้เลยเอาไม้พายเคาะหน้าผากคนน้องไปหนึ่งทีทำเอาจูยอนหัวเราะร่วนพลางเอามือกุมหน้าผากทำหน้าทำตาเหมือนเจ็บเสียเต็มประดา จียอนได้แต่โคลงศีรษะไปมาคล้ายจะเอือมระอา



“เลิกเล่นได้แล้ว”ทำตาดุใส่เจ้าเด็กตัวแสบพลางหันไปหยิบอุปกรณ์อีกชิ้นขึ้นมา



“ส่วนอันนี้เป็นพิมพ์คุกกี้ค่ะ จะมีพิมพ์คุกกี้หลายแบบแล้วแต่อยากจะเลือกใช้อันไหน”



“อ้อค่ะแล้วมีพิมพ์คุกกี้เสี่ยงทายใจไหมคะ”เหมือนจูยอนจะเริ่มชอบใจที่เห็นคนสวยทำตาดุใส่กัน ไม่รู้ทำไมมันถึงไม่น่ากลัวเพราะในสายตามีแต่คำว่าน่ารักเต็มไปหมด



“เดี๋ยวเถอะไม่ตั้งใจทำงานพี่จะให้จูยอนกลับเลยนะคะ”จียอนว่าเสียงแข็งแต่ไม่รู้ทำไมคนเด็กกว่ากลับยิ้มหวานส่งมาให้แทนที่จะกลัวกันสักนิดก็ไม่มี



“ยอมแล้วค่า ยอมหมดเลยนะ”เด็กตัวสูงยกมือขึ้นทั้งสองข้างเหมือนยอมจำนนยกธงขาว แต่ติดตรงที่รอยยิ้มกับสายตาที่มองจียอนนั่นแหละมันออกจะสวนทางกัน จียอนยิ่งเห็นก็ยิ่งหมั่นไส้เลยเอื้อมมือไปหยิกเข้าตรงเอวนั่นออกแรงบิดจนเจ้าของร้องโอดโอยด้วยความเจ็บพยายามเบี่ยงตัวหนี แต่จียอนก็ไม่ยอมง่ายๆ แต่ด้วยความเป็นนักกีฬาจูยอนเลยหลบหลีกได้อย่างไวกว่าอีกฝ่าย เบี่ยงตัวมาหลบอยู่ด้านหลังจียอนสอดมือผ่านเอวคอดเข้าไปจับข้อแขนในลักษณะไขว้กันให้อีกฝ่ายไม่สามารถทำอะไรถนัด ทว่าด้วยส่วนสูงที่ต่างกันกับความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นมันเหมือนจูยอนกำลังสวมกอดจากทางด้านหลังไม่มีผิดเพี้ยน จียอนเองก็ตกใจไม่น้อยพอหันหน้าไปปลายจมูกโด่งก็สัมผัสกันทันใดดวงตากลมโตสุกใสที่อยู่เบื้องหน้าสะท้อนความรู้สึกวาบหวามให้รับรู้ ราวกับทุกอยางตกอยู่ในภวังค์ไร้ซึ่งการเคลื่อนไหวมีเพียงเสียงหัวใจที่มันดังลั่นจนแทบจะทะลุออกมาจากอก ...





หากเราใกล้กันอีกเพียงแค่ 1ซม. ก็คงจะจูบกันได้พอดีระหว่างที่ยังคงตกอยู่ในภวังค์
 




“เออนี่จียอนมีออเดอร์เค้ก... อ่า โทษที”ซอลอาแทบจะม้วนหน้าแล้วกลิ้งออกไปจากตรงนี้ ไม่คิดว่าตนเองจะเข้ามาเห็นภาพวาบหวิวอะไรอย่างนี้กับตาตัวเอง ใครจะไปคิดว่าชั่วโมงการทำขนมนั่นจะถูกเปลี่ยนเป็นนาทีเสี่ยงคุกของจียอนแทนเสียได้ พอสติกลับมาซอลอาก็รีบก้าวยาวๆ ออกไปจากห้องนั้นทันที



“ปล่อยพี่ค่ะ”จียอนบอกเสียงเบาหวิวเวลานี้หล่อนรู้สึกสับสนไปหมด กลัวเพื่อนเข้าใจผิดก็กลัวแต่สายตาเว้าวอนของเด็กคนนี้ก็ทำเอาใจของหล่อนวูบวาบไม่เป็นตัวเองขึ้นมาทันใด



“ถ้าปล่อยแล้วจะหยิกกันไหมคะ”



“ปล่อยก่อน”



“สัญญาก่อนค่ะ ไม่งั้นไม่ปล่อย”เด็กนั่นย่นจมูกใส่แววตาเอาแต่ใจก็ย้ำเตือนว่าจะไม่ยอมง่ายๆ จียอนถอนหายใจออกมาพร้อมตกปากรับสัญญาไปอีกฝ่ายถึงจะยอมคลายกอดให้ได้เป็นอิสระ



“อยู่นี่นะคะพี่ไปตามซอลอาก่อน ห้ามไปไหนเข้าใจไหม”จียอนเอ่ยออกมาแต่ไม่ได้มองหน้าอีกฝ่ายเลย เวลานี้หล่อนไม่กล้าสู้สายตาหรือรอยยิ้มของจูยอนได้เลย หัวใจมันกำลังทำงานหนักเกินไปและหล่อนจะต้องพาตัวเองออกจากที่นี่ไปตั้งหลักก่อนที่มันจะเสียอาการไปมากกว่านี้ ไหนจะต้องไปอธิบายให้ซอลอาเข้าใจไม่รู้ว่าคิดไปถึงไหนต่อไหนแล้ว



“อื้อ..จะอยู่นี่รอพี่คนเดียวนะคะ” 




:

:



:





หากวิเคราะห์ความคิดและตรรกะของซนจูยอนก่อนหน้านี้อย่างตรงไปตรงมาแล้วก็คงจะพบว่าเจ้าเด็กตัวโตมักเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลและโลกทั้งใบก็ควรจะหมุนรอบตัวจูยอน หรือถ้ามีใครถามว่าเหตุใดท้องฟ้าจึงเป็นสีฟ้าจูยอนก็คงจะตอบกลับไปด้วยความมั่นใจว่าที่ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าก็เป็นเพราะสีนั้นเป็นสีโปรดของเธอเอง นั่นคงจะเป็นคำตอบของจูยอนเมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้แต่ถ้าเป็นซนจูยอนในเวลานี้ล่ะก็ ...



จูยอนคงจะบอกว่าที่ท้องฟ้าเป็นสีฟ้านั่นก็เป็นเพราะว่า ... สีฟ้าดูเหมาะกับคิมจียอนมากกว่าสิ่งใดแล้วที่ลมพัดนั่นก็เป็นเพราะว่า ... ลมเอยคงจะเขินอายเส้นผมยาวสลวยของจียอนและทุกฤดูกาลที่มีผลไม้สุกนั่นก็เพื่อมอบรสชาติที่แตกต่างในแต่ละฤดูให้จียอนรับรู้



เหตุผลที่โลกมีกลางวันสลับกับกลางคืนไม่ใช่เพราะโลกหมุนรอบตัวเอง หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนรูปร่างของพระจันทร์ในแต่ละช่วงก็เพื่อไม่ให้คิมจียอนรู้สึกเบื่อหน่ายจนเกินไปนัก



ไหนจะความคิดที่ว่าดวงดาวลอยขึ้นบนท้องฟ้าก็เพื่อส่องแสงให้เห็นใบหน้างดงามของหล่อน แม้กระทั่งดอกไม้ที่กำลังผลิกลีบผลิใบทั้งหมดนั่นมีไว้ให้หล่อนแต่เพียงผู้เดียว ทุกอย่างมันเป็นเพราะว่าศูนย์กลางของจักรวาลมันได้ย้ายจากซนจูยอนมาอยู่ที่คิมจียอนเรียบร้อยแล้วด้วยความยินดีปรีดาอย่างยิ่งจากเจ้าของจักรวาลเดิม อันที่จริงจักรวาลของจูยอนได้ถูกหยิบยื่นให้อีกฝ่ายตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นคิมจียอนด้วยสองตาตัวเองก็ว่าได้ มันไม่ใช่เรื่องแปลกนักหากการพบกันเพียงแค่ไม่กี่นาทีแต่กลับเกิดปฏิกิริยาที่หัวใจอย่างยิ่งใหญ่ ผสมไปกับความใกล้ชิดที่ดำเนินมาต่อจากนั้นมันยิ่งทำให้จักรวาลของซนจูยอนเสียสมดุล จนกระทั่งทั้งจักรวาลก็ไม่ใช่ของเราอีกต่อไป...



ลงชื่อซนจูยอน



(ยินดีด้วยนะคะคุณตกหลุมรักแล้วล่ะค่ะ ...) 




“เป็นอะไรของแก ล้างแก้วไปยิ้มเหมือนคนบ้าไปเด็กนี่เพี้ยนเหรอ”ซอลอาส่ายหน้าไปมาหลังจากสายตาจับภาพใบหน้าเพ้อๆ กับรอยยิ้มเคลิบเคลิ้มราวกับตกอยู่ในห้วงอะไรสักอย่างของเจ้าเด็กตัวโตซึ่งซอลอาเห็นจูยอนเป็นอย่างนี้มาเป็นวันๆ แล้วดูท่าทางก็คงจะไม่ยอมหายไปง่ายๆ อย่างแน่นอน



“ไม่ได้เพี้ยนเลยจริงๆ”จูยอนหันไปตอบแต่สีหน้ายิ้มแย้มนั่นทำเอาซอลอาทำหน้าประหลาดใส่แถมยังรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูกอยากให้เด็กนี่กลับไปกวนประสาทอย่างเดิมดีกว่าเห็นเป็นอย่างตอนนี้ แต่จะโทษเด็กนี่คนเดียวก็ไม่ได้เพราะต้นเหตุก็ไม่ใช่เพราะใครที่ไหนแต่เป็นแม่คนสวยเจ้าของร้านนั่นแหละ เล่นหว่านเสน่ห์เสียจนเด็กมันเดินมาตกหลุมชนิดที่ต่อให้ใครโยนเชือกทิ้งบันไดลงไปให้ก็กลายเป็นของไร้ค่าเพราะอย่างไรจูยอนก็คงจะไม่ยอมขึ้นมา



“ยอมรับตรงๆ เลยนะพี่ขนลุกกับแกมากจริงๆ”



“พี่น่ะไม่มีวันเข้าใจฉันหรอกน่า คนไม่มีความรักอย่างพี่”จูยอนย่นจมูกใส่ด้วยท่าทีเคืองนิดหน่อยตั้งหน้าตั้งตาล้างแก้วกาแฟตรงหน้าไม่อยากจะนึกสนใจคนอย่างคิมซอลอาอีกต่อไป ถึงต่อให้จูยอนอธิบายว่าตอนนี้ตนเองเป็นอย่างไรแต่เชื่อเถอะคนแก่กว่าและไร้ซึ่งอารมณ์รักก็จะหัวเราะแล้วก็บอกว่าจูยอนแค่คนเพี้ยนเท่านั้น



“เรื่องนี้แกไม่ต้องมาคุยกับพี่ นู่นไปคุยกับจียอนนะจะเอายังไงก็ไปคุยกันเองเถอะ ขี้เกียจจะยุ่ง”



เพล้ง ...



“พะ..พูดอะไรบ้าๆ อ่ะพี่ จะต้องไปคุยกับพี่ พี่จียอนทำไม”



“โอ๊ยเด็กอนุบาลก็มองออกไหมว่าแกสองคนชอบกัน แล้วนั่นแก้วมันแตกจะไปจับทำไมไอ้เด็กบ้า”ซอลอารีบชี้นิ้วขึ้นเสียงเตือนสติก่อนจะเอื้อมไปตีมือจูยอนแทน ซอลอาได้แต่ส่ายศีรษะอย่างเอือมระอาใครจะไปคิดว่าอานุภาพความรักมันจะทำให้คนเกือบเลือดตกยางออกได้



“แหะๆ”



“พี่ว่าไปคุยกันเถอะก่อนที่แกจะใจลอยจนเจ็บตัวจริงๆ”







อันที่จริง... ซนจูยอนก็ตัดสินใจได้สักพักแล้วล่ะว่าจะต้องคุยกับอีกฝ่ายให้รู้เรื่อง

:

:

:
- to be con. - 

-จะกลับมาแต่งให้จบค่ะ 5555555555
-อึนโบน่ารักที่สุดแล้วนะคะ
-ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ
SHARE
Writer
PastelSecret
Cat's slave
เป็นคนชี้ชิปค่ะ YoonSic Seulrene JoyDy EunBo XiWoo 2kyung ที่เหลือก็แล้วแต่กำลังและศรัทธา SNSD / RVV / PRISTIN / WJSN

Comments

eswuju
4 months ago
ใช่ๆอึนโบน่ะน่ารักที่สุดแล้ว💜 /อย่าลืมกลับมาแต่งให้จบน้าาาอิอิ ไฟท์ติ้ง!😍
Reply
apyoon
3 months ago
คืออ่านไปเขินไป แงงงงง แอบจำเนื้อเรื่องไม่ได้ต้องย้อนกลับไปอ่านใหม่ ฮือออออ
Reply
eunseoyour
3 months ago
เขินมากเลยค่ะ ได้อบฟีลนี้มาก รอมาต่อนะคะ!
Reply