ว่าด้วยความไร้แก่นสารของการดำรงชีวิตอยู่ (On the Vanity of Existence)
(แปลจากความเรียงขนาดสั้นของ อาเธอร์ โชเปนฮาวเออร์ นักปรัชญาเยอรมันผู้มองโลกในแง่ร้าย , On the Vanity of Existence)
 ชีวิตมนุษย์นั้นจะต้องเป็นความผิดพลาดบางอย่าง ( Human life must be some kind of mistake.) - Schopenhauer
   ความไร้แก่นสารของการดำรงชีวิตอยู่ได้ถูกเผยธาตุแท้ออกมาด้วยรูปแบบของการดำรงอยู่เอง : เนื่องในความไร้ขอบเขตอันไม่มีที่สิ้นสุดของเวลา (time) และที่ว่าง (space) อันขัดแย้งกับความจำกัดและมีขอบเขต (ในเวลาและที่ว่าง) ของมนุษย์คนหนึึ่งๆ , เนื่องในรูปแบบที่มีอยู่หนึ่งเดียวตามสภาพความเป็นจริงคือความชั่วประเดี๋ยวเดียวและผ่านไปอย่างรวดเร็วของคำว่า "ปัจจุบัน" , เนื่องในความบังเอิญและสัมพัทธภาพของทุกๆสรรพสิ่ง ,เนื่องในการที่ชีวิตมีแต่ความเป็นไปเปลี่ยนแปลงเสมอ (Becoming) โดยที่ไม่ได้เป็นอะไรสักอย่างเดียวเลย (Being) , เนื่องในการที่มนุษย์มีความต้องการต่างๆอย่างต่อเนื่องไม่รู้จบโดยสุดท้ายแล้วก็ขาดความพึงพอใจที่แท้จริง , เนื่องในความอึดอัดคับข้องใจในการต่อสู้ดิ้นรนอย่างไม่รู้จบอันเป็นลักษณะของชีวิตมนุษย์ เวลาและความจำเป็นต้องเสื่อมสลายตายจากของทุกสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่ในเวลา เวลาซึ่งกลืนกินทุกสรรพสิ่ง เป็นรูปแบบซึ่งเจตจำนงค์ที่จะมีชีวิตอยู่ (อันเป็นแก่นแท้ของโลกหรือเป็นสิ่งในตัวเองที่เป็นอมตะ) เปิดเผยธาตุแท้ต่อตัวเองถึงความไร้แก่นสารของการต่อสู้ดิ้นรนอย่างมืดบอดของตัวมันเอง (และของมนุษย์ทั้งหลาย) สิ่งที่เรียกว่า"เวลา" โดยธาตุแท้ของตัวมันเองนั้นทำให้สุดท้ายแล้วทุกสิ่งจะกลายเป็นความว่างเปล่าโดยสิ้นเชิงและทำให้สรรพสิ่งทั้งปวงหมดคุณค่าที่แท้จริงทุกประการ
.
   สิ่งที่เคยเป็นอะไรบางอย่างแล้วตอนนี้ก็ไม่เป็นเช่นนั้นแล้วมันช่างดำรงอยู่อย่างกระจิดริดเหมือนกับว่ามันไม่เคยเป็นเช่นนั้นมาก่อนเลย สิ่งที่ตอนนี้เป็นอะไรบางอย่างอยู่เมื่อเวลาผ่านไปประเดี๋ยวเดียวก็เป็นอดีตไปแล้ว ดังนั้นปัจจุบันอันไม่สำคัญมีประโยชน์ตามสภาวะความเป็นจริงเหนืออดีตอันสำคัญ นั่นหมายความว่าปัจจุบันกับอดีตมีความสัมพันธ์กันแบบการเป็นบางสิ่งบางอย่างกับความว่างเปล่า
.
   มันช่างน่าพิศวงจริงๆต่อพวกเราทั้งหลายซึ่งเกิดมาและดำรงชีวิตอยู่ ซึ่งก่อนหน้านั้นนับล้านล้านปีเราไม่เคยมีตัวตนอยู่ และในช่วงชีวิตอันแสนสั้นของมนุษย์นั้น อีกไม่นานเราก็จะหวนคืนกลับสู่ความไม่มีเราอีกครั้งนับล้านล้านปีถัดไปหลังจากเราตายเช่นกัน หัวใจของเราพร่ำเพ้อว่า "มันไม่จริงใช่ไหม?" และแม้แต่คนที่มีปัญญาหยาบและโง่ที่สุด เมื่อได้ตระหนักถึงความเป็นจริงข้างต้นแล้วจะต้องบังเกิดความสังหรณ์ใจต่อความเป็นอุดมคติของ "เวลา" สิ่งนี้แหละรวมทั้ง "ที่ว่าง" ก็ด้วย จะเป็นกุญแจสำคัญไปสู่อภิปรัชญาที่แท้ทั้งปวง
.
   ทุกๆห้วงเวลาของชีวิตเราเป็นของปัจจุบันเพียงช่วงสั้นๆนิดเดียวเท่านั้น แล้วหลังจากนั้นปัจจุบันอันแสนสั้นจะกลายเป็นอดีตไปตลอดกาล สาละวันเตี้ยลงทุกวัน บางทีอาจเป็นไปได้ว่าเราจะบังเกิดความลนลาน กระวนกระวายใจ ต่อทรรศนะอันนี้ เกี่ยวกับการเลือนลางจางหายไปของช่วงเวลาอันแสนสั้นที่เราไม่ได้ตระหนักถึงอย่างลับๆในแก่นแท้ของการดำรงอยู่อันลึกซึ้งที่สุดในตัวเรา ที่สรรพสิ่งทั้งหลายก็ได้มีร่วมกันในบ่อน้ำของความเป็นอนันต์ (well of eternity) อันยืนยงไม่มีสิ้นสุด ที่ซึ่งเราทั้งหลายได้เริ่มต้นวาดชีวิตขึ้นมาใหม่และเริ่มที่เวลาใหม่เสมอไปตลอดกาล
.
   เราต่างสามารถยึดถือการพิจารณาได้อย่างแน่ใจว่า ทฤษฎีที่กล่าวว่าปัญญาอันสูงส่งที่สุดคือ "การใช้ชีวิตให้ร่าเริงอยู่กับเวลาปัจจุบันและยึดถือความร่าเริงนี้มันเป็นจุดหมายของชีวิตเราเสียด้วย" เพราะปัจจุบันเท่านั้นที่มีอยู่จริงๆ ส่วนสิ่งอื่นๆนั้นอยู่ได้เพียงแค่ในห้วงจินตนาการของเรา , แต่ตามทฤษฎีที่ว่านี้มองได้อีกมุมว่าเป็นการโง่เขลาอย่างที่สุด เนื่องด้วยเมื่อปัจจุบันจบลงไป มันจะหายไปราวกับความฝันดีดีนี่เอง ดังนั้นมันก็ไม่มีค่าคู่ควรที่จะพยายามอะไรเพื่อมันในแนวนี้เลย
.
   การมีอยู่ดำรงอยู่ของพวกเราไม่มีรากฐานใดๆให้ยึดเกาะเลย ยกเว้นแต่"เวลาปัจจุบัน" อันเป็นช่วงเวลาที่แสนสั้นชั่วประเดี๋ยวเท่านั้น ดังนั้นรูปแบบของชีวิตคือการเคลื่อนไหวไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยปราศจากความเป็นไปได้เลยที่เราจะได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างแท้จริงดังที่เราหวังและต่อสู้เพื่อให้ได้มันมา มันดูราวกับคนที่วิ่งลงจากภูเขา ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าจะต้องล้มลงไปหากเขาพยายามจะหยุดวิ่งและจะอยู่ต่อไปได้โดยไม่ล้มลงเมื่อเขาตั้งหน้าตั้งตาวิ่งต่อไปเรื่อยๆเท่านั้น หรือโลกใบนี้ที่จะถูกดูดเข้าไปหาดวงอาทิตย์หากมีสักครั้งที่มันจะแกล้งถลาพุ่งพรวดไปข้างหน้าอย่างไม่อาจต้านทาน (ไม่ยอมโคจรรอบดวงอาทิตย์ดีดี) ดังนั้นสรุปลงได้ว่า "การดำรงอยู่นั้นเป็นตัวอย่างของความไม่สงบ หาความสงบผ่อนคลายมิได้"
.
   ในโลกใบนี้ซึ่งหาเสถียรภาพอะไรไม่ได้สักอย่างเดียว สภาวะที่ยืนยงคงทนนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ (อนิจจัง) ทุกๆสรรพสิ่งจะถูกดึงให้เข้าร่วมในความเปลี่ยนแปลงอันไม่สิ้นสุดและถูกครอบงำด้วยความสับสนวุ่นวาย และจะพยายามทรงตัวรักษาสภาพบนลวดที่ขึงตึงสำหรับไต่ไปข้างหน้าของมันเอง ด้วยการกุลีกุจอก้าวย่างไปข้างหน้าบนลวดเส้นนี้อย่างต่อเนื่องเท่านั้น ในโลกแบบนี้น่ะหรือที่เราจะคิดถึงการมีความสุขที่แท้จริงได้ อย่าไปคิดเลยดีกว่า มันไม่มีหรอกในโลกที่ซึ่งไม่มีอะไรเป็นหรือคงสภาวะได้เลย ยกเว้นความเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่เคยเป็นอะไรสักอย่างตามมติของเพลโต้ (Becoming and never Being)  ไม่มีมนุษย์คนไหนมีความสุข เขาเพียงได้แต่ต่อสู้ดิ้นรนไปตลอดชีวิตของเขาเองในการไล่ล่าหาความสุขที่เขาทึกทักเอาเองว่าเขาจะต้องพบเจอมันแน่ๆสักวัน ซึ่งในสุดท้ายแล้วเขาแทบจะไม่เคยได้รับความสุขเลย และถ้าหากว่าเขาได้พบเจอความสุขเข้าบ้างสุดท้ายเขาก็จะผิดหวังกับมันอีก แต่อย่างไรก็ตามด้วยกฏแล้วเขาก็ยังจะยอมเข้าไปในเรือที่กำลังจะอับปางอยู่ดี 
.
   ฉากชีวิตของเรานั้นคล้ายคลึงกับภาพโมเสคหยาบๆ มันไม่มีประสิทธิภาพในความงามเอาเสียเลยถ้าเราเข้าไปจ้องมองมันใกล้ๆ เราต้องยืนห่างออกมาไกลๆเพื่อที่จะมองภาพนั้นให้เกิดความงามได้ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าการได้รับบางอย่างที่เราตั้งเป้าปรารถนาไว้นั้นสุดท้ายแล้วเราก็จะค้นพบถึงความเปล่าประโยชน์ของมัน และทำไมทั้งๆที่เรามีชีวิตอยู่เพื่อมุ่งหวังสิ่งที่ดีกว่า บ่อยครั้งในเวลาเดียวกันเรากลับโหยไห้อาลัยในอดีตซึ่งผ่านไปแล้ว "ปัจจุบันกาล"นั้นถูกถือว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างชั่วขณะและเป็นเพียงถนนหนทางที่จะรับใช้เราให้ไปสู่เป้าหมายเท่านั้น นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคนแทบทุกคนจะต้องประหลาดใจที่ได้เข้าใจว่าสิ่งซึ่งเขาได้สลัดมันทิ้งไปอย่างไม่เอาใจใส่นั้นคือชีวิตของเขาเองโดยตรง
.
   ชีวิตนั้นได้สำแดงตัวออกมาในขั้นแรกสุดในฐานะที่เป็นหน้าที่ของเรา : หน้าที่ในการดูแล บำรุง รักษาตัวชีวิตนี้เอาไว้ ซึ่งถ้าเราทำหน้าที่นี้ได้สำเร็จ สิ่งที่เราจะได้รับต่อมาก็คือภาระนั่นเอง และต่อมาหน้าที่ต่อชีวิตอย่างที่สองก็จะปรากฏขึ้น : หลังจากชีวิตมีความมั่นคงแล้ว ภาระต่อไปคือการขจัดปัดเป่าความเบื่อหน่ายในชีวิตออกไป เจ้าความเบื่อหน่ายในชีวิตนี้เปรียบได้กับนกล่าเหยื่อที่จะบินว่อนโฉบไปโฉบมาเหนือหัวของเรา
.
   เรากล่าวว่า "ชีวิตมนุษย์จะต้องเป็นความผิดพลาดอะไรบางอย่างแน่ๆ" นั้นถูกพิสูจน์ได้อย่างเพียงพอด้วยการตรวจสอบสังเกตอย่างง่ายๆ โดยพิจารณาว่ามนุษย์นั้นประกอบด้วยความต้องการต่างๆอันมากโข ซึ่งยากแก่การตอบสนองให้เกิดความพึงพอใจได้ทั้งหมด และหากสุดท้ายเมื่อเราได้เกิดความพึงพอใจขึ้นมาจริงๆแล้วล่ะก็ เราก็แค่ได้ชื่อว่าเข้าสู่ภาวะไร้ความเจ็บปวด (painless) เท่านั้นเอง ซึ่งสุดท้ายแล้วเขาผู้นั้นก็จะถูกโยนไปหาความเบื่อหน่ายระอาใจต่อไป แล้วความเบื่อหน่ายนี้แหละที่เป็นการพิสูจน์โดยตรงได้เลยว่าการดำรงอยู่นั้นช่างไร้แก่นสารและคุณค่าใดๆ เนื่องด้วยความเบื่อหน่ายนั้นไม่ใช่อะไรอื่นนอกเสียจากความรู้สึกถึงความว่างเปล่าในการดำรงอยู่ของเราเอง ถ้าหากชีวิตนั้นมีคุณค่าที่แท้จริงและสาระอันเป็นจริงในตัวมันเองแล้วล่ะก็ความเบื่อหน่ายจะต้องไม่อาจเกิดขึ้นมาได้เลย นั่นคือเพียงแค่การดำรงอยู่ของเรานั้นเฉยๆก็ต้องสร้างความพึงพอใจและเติมเต็มให้กับชีวิตเราเองได้แล้วโดยที่เราไม่ต้องมานั่งไขว่คว้าอะไรกันอีกเลย แต่ตามความเป็นจริงแล้วเราไม่ได้รับความพึงพอใจในการดำรงอยู่เว้นเสียแต่ว่าเราจำต้องต่อสู้ดิ้นรนวิ่งไล่ตามเป้าหมายอะไรบางอย่าง บางอย่างที่เรากำลังวิ่งไล่ตามมันซึ่งระยะห่างระหว่างเรากับมันและความยากในการบรรลุสู่ความสำเร็จนั้น ทำให้ดูประหนึ่งว่าเป้าหมายของเราดูราวกับว่ามันจะต้องสนองให้เราพอใจได้อย่างแน่นอนหากเราไล่ตามมันสำเร็จ (แต่เมื่อเราสำเร็จแล้ว เราก็จะตาสว่างว่ามันไม่ได้ให้อะไรอย่างที่เราหวังไว้มากมายเลยในตอนแรก) หรือเมื่อเราเข้าร่วมในกิจกรรมทางปัญญาบริสุทธิ์ ซึ่งในกรณีนี้เราได้ก้าวออกมาจากชีวิตของเราเองเพื่อมองและพิจารณามันด้วยมุมมองแบบคนนอก ราวกับกำลังชมละครชีวิตของตนเอง และแม้กระทั่งความสุขทางโลกีย์ก็ประกอบไปด้วยการดิ้นรนอย่างต่อเนื่องและจบลงเมื่อถึงจุดหมายแล้ว ถ้าหากเราไม่เอาอะไรเลยสักอย่างตามที่กล่าวมาข้างต้น (หากเราไร้ความประสงค์ใดๆทั้งสิ้นในสิ่งข้างต้นทั้งหมด) แล้วหวนกลับสู่การดำรงอยู่ของตนเองโดยตรง เราก็จะถูกกวดไล่ตามทันและโจมตีโดยความไร้ค่าและความเปล่าประโยชน์ของการดำรงอยู่ นี่แหละคือความรู้สึกที่เราเรียกกันว่า "ความเบื่อหน่าย"(Boredom)
.
   การสำแดงตัวออกมาอย่างสมบูรณ์แบบของเจตจำนงค์ที่จะมีชีวิตอยู่ (Will-to-Live) คือการที่มันแสดงตัวออกมาในรูปของร่างกายและอวัยวะต่างๆของมนุษย์ เนื่องด้วยความชาญฉลาดอย่างหาใดเหมือนและความซับซ้อนของเครื่องจักรกลซึ่งก็คือร่างกายของเรานี้ สุดท้ายแล้วก็จะต้องแหลกสลายลงไปเป็นผุยผง และแก่นสารทั้งหมดของมันรวมทั้งการต่อสู้ดิ้นรนทั้งหมดของชีวิตที่ผ่านมาจะต้องยอมมอบให้การดับสูญและทำลายล้างตัวมันเองในที่สุดอย่างชัดแจ้ง - สิ่งนี้คือคำประกาศออกมาโต้งๆของธรรมชาติว่าการดิ้นรนต่อสู้ของเจตจำนงค์นี้เป็นสิ่งเปล่าประโยชน์โดยแท้จริง ถ้ามันเป็นบางสิ่งที่ครอบครองคุณค่าที่แท้จริงในตัวมันเองแล้ว ,บางสิ่งที่ควรจะดำรงอยู่ต่อไปเรื่อยๆโดยไร้เงื่อนไข มันก็จะไม่มีความดับสูญ (non-being) เป็นจุดหมายปลายทางของมันได้เลย
.
   ดังนี้แล้วอะไรคือความแตกต่างระหว่างจุดเริ่มต้นและจุดจบของชีวิตของเรา เราเริ่มต้นในความบ้าคลั่งแห่งโลกียปรารถนา ในเนื้อหนังมังสา และความปิติยินดีในความมัวเมาในกามกิเลส ชีวิตเราสิ้นสุดลงที่การแตกสลายของชิ้นส่วนต่างๆของร่างกาย และสุดท้ายก็กลายเป็นแค่ซากเน่าเหม็น ตั้งแต่เกิดจนตายเราสาละวันเตี้ยลงตลอด อย่างกับว่าเรากำลังตกลงมาอย่างต่อเนื่องจากที่อันสูงชัน โดยมองในแง่ของการมีความสุข,ความเพลิดเพลินหรรษาต่อชีวิตเราเอง : วัยเด็กอันแสนสุขและเปี่ยมไปด้วยไฟฝัน ,วัยเยาว์อันรื่นเริง,ไปสู่การแบกภาระอันมากมายเมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่ จนไปสู่ความแก่เฒ่าที่ไม่มั่นคงและเต็มไปด้วยสิ่งร้ายๆ จนไปสุดท้ายที่ความเจ็บป่วยและความตาย - อย่างนี้แล้วมันดูไม่เหมือนราวกับว่าการดำรงอยู่ของเรานั้นเป็นความผิดพลาดอะไรบางอย่าง ซึ่งจะค่อยๆเปิดเผยตัวเองออกมามากยิ่งขึ้นทุกทีๆผ่านการดำรงชีวิตของเรา อย่างไรก็ดีเราจะพยายามให้ถึงที่สุดในการมองชีวิตว่าเป็นกระบวนการแห่งความผิดหวังถึงความไม่สวยงามของชีวิตและความท้อแท้: เนื่องด้วยสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับชีวิตเรานั้นได้ถูกคาดการณ์และวางเอาไว้แล้ว

SHARE
Writer
Elan_Vital
A Happy Pessimist
I write in order to console my soul.

Comments

rozepeace
5 months ago
เป็นสิ่งที่เราอยากหาคำตอบมากที่สุด
เพราะมันคือที่สุดของชีวิตมนุษย์ทุกคนบนโลก .
Reply
Elan_Vital
5 months ago
^___^