จิตวิทยาของการเลี้ยงเด็ก
สรุปไอเดียที่ได้จากงานเสวนา "เปิดโลกจิตวิทยาเด็ก"
by พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร (หมอโอ๋) เจ้าของเพจ เลี้ยงลูกนอกบ้าน
+ ผศ.นพ.วรวุฒิ เชยประเสริฐ (หมอวิน) เจ้าของเพจ เลี้ยงลูกตามใจหมอ
+ เมริษา ยอดมณฑป เจ้าของเพจ ตามใจนักจิตวิทยา
ณ ดีแทคเฮาส์ จามจุรีสแควร์
วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน 2562 เวลา 14.00-16.30 น.


เด็กจะเติบโตจากการเรียนรู้และมองเห็นพฤติกรรมของตัวเอง
จากการสะท้อนของคนเลี้ยงรอบข้าง ซึ่งต้องใช้เวลาและความต่อเนื่องยาวนาน
ปัญหาส่วนใหญ่ของพ่อแม่ในปัจจุบัน คือ ความคาดหวังของพ่อแม่ที่สูง 
ในขณะที่ลงทุนเวลากับเด็กๆน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้เกิดปัญหา

เด็กแต่ละคนจะสร้างลักษณะนิสัยของตัวเองได้
ต้องใช้ระยะเวลาหล่อหลอมในช่วงวัยเด็ก
การขาดเวลาดูแลเอาใจใส่จึงกลายเป็นสาเหตุหลักๆของเด็กที่มีปัญหาที่มาพบคุณหมอ 
ซึ่งการรักษาอาจเป็นเพียงวิธีแก้ที่ปลายทาง 
เพราะการซ่อมแซมมักจะยากกว่าการสร้างเสมอ

อีกสาเหตุของปัญหาคือ พ่อแม่ไม่เข้าใจเรื่องพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงเวลา เมื่อพ่อแม่ส่งเสริมไม่ถูกวิธีหรือทำให้แทน เช่น ช่วงเวลาที่ควรหัดให้ลูกตักข้าวด้วยตัวเอง กลับป้อนข้าวให้ลูก ทำให้เด็กไม่ได้ฝึกฝนและพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก 


ส่งผลพอจะทำอะไรเองก็ช้าไม่ทันใจคุณพ่อคุณแม่ แล้วพอลูกทำได้ไม่ถูกใจ พ่อแม่ก็จะเริ่มบ่น ทำให้บรรยากาศของการกินแย่ลง และลูกไม่ยอมกินอาหารเท่าที่ควร

พอกินอาหารได้น้อย น้ำหนักตกเกณฑ์ก็กลายเป็นปัญหาใหม่ พ่อแม่ก็เลยยิ่งพยายามป้อน แต่ไม่ได้แก้ที่บรรยากาศของการกินไม่ดี ส่งผลให้กลายเป็นลูปที่เกิดปัญหาใหม่ไปเรื่อยๆ เพราะแก้ไม่ตรงจุด
พ่อแม่ในปัจจุบัน ขยันหาความรู้มากขึ้น แต่มีแนวโน้มที่จะเชื่อและสนใจแต่ความเชื่อที่ตรงกับความชอบของตัวเอง และเน้นที่อ่าน แต่ไม่ฝึกทำ เช่น ช่วงที่เด็กยังไม่ถึงสองขวบ เขาต้องการความเชื่อใจจากพ่อแม่ เวลาที่ร้อง ที่มีปัญหา แต่พ่อแม่กลับไม่ได้ใส่เวลาอยู่กับลูกในช่วงนั้น ทำให้พอโตขึ้น เขามีความเชื่อใจพ่อแม่น้อย
ลูกในยามเล็กนั้นต้องการเวลาจากเรามาก มักมีพ่อแม่มาถามคุณหมอว่า วันธรรมดาติดงานกลับดึก อยากจะถามว่าขอชดเชยวันเสาร์ทั้งวันแทนได้ไหม คุณหมอเลยเปรียบเทียบให้ง่ายๆ เหมือนกับไม่ให้เราได้กินข้าวทั้งอาทิตย์แล้วมากินเต็มที่ในวันหยุดวันเดียว มันจะเรียกว่าดีได้ไหม?

เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ยิ่งใหญ่สำหรับลูก แต่ควรเป็นทุกอย่างที่ลูกอยากให้เป็น
การเร่งเรียน เร่งติวมากไปอาจบั่นทอนพัฒนาการของเด็กมากกว่าดี จากการศึกษาพัฒนาการของเด็กส่วนใหญ่มาจากเล่น การหยิบจับ การพูดคุย การเห็น การสัมผัส โดยเฉพาะการพัฒนา self-control ที่พัฒนามาจากความจำและการใช้งาน (เช่น การพูดกับตัวเอง การตีความ การอธิบายสิ่งต่างๆ) มันช่วยให้เด็กเรียนรู้ และพัฒนาวงจรประสาท รวมถึงโฟกัสได้ดีขึ้น

การเตรียมพร้อมวงจรประสาทและ working memory นั้นจะการเป็นต้นทุนที่ดีกว่าในระยะยาว และควรเป็นการฝึกที่น่าฝึกมากกว่าการหัดเขียนหนังสือที่ใช้แค่กล้ามเนื้อมัดเล็กสามสี่มัดแทนกล้ามเนื้อทั่วตัวจากการเล่น และในความเป็นจริง เมื่อวัยถึงพร้อม เด็กทุกคนสามารถฝึกเขียนตามทันกันได้หมดอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเร่งเลย

แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะขึ้นกับความชอบของแต่ละครอบครัว แต่ถ้าให้คุณหมอแนะนำ คุณหมอจะแนะนำให้หาโรงเรียนที่ไม่เน้นการหัดอ่านเขียนมากเกินไปสำหรับเด็กที่เล็กมาก และเลือกโรงเรียนที่ใช้เวลาในการเดินทางไม่มากเกินไป เพื่อให้มีเวลาเหลือมากพอที่เค้าจะได้เล่นอยู่ที่บ้านกับคนในครอบครัวให้เยอะที่สุด

ปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่ถูกเลี้ยงด้วยคน gen ใหม่ที่อดทนรอไม่ได้ และนิยมใช้สิ่งต่างๆแทนการทำด้วยตัวเอง ลักษณะของครอบครัวก็เปลี่ยนไปจากรูปแบบสมัยก่อนมาก (จากครอบครัวขยายเป็นครอบครัวเดี่ยว) แต่ระบบการศึกษาและโรงเรียนกลับไม่ได้เปลี่ยนเลย (แปลกดี)

เมื่อสภาวะแวดล้อมต่างๆล้วนเปลี่ยนไป(ในทางที่ไม่ช่วยเด็กเท่าไหร่) ทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม โรงเรียน สิ่งเดียวที่เหลือและน่าจะเป็นฐานที่ช่วยให้เด็กเติบโตไปในทางที่ดีและเราควบคุมได้ ก็คือ ครอบครัว เท่านั้น

เมื่อเราเลี้ยงดูเขาด้วยเหตุผล ความรัก และความใส่ใจ เด็กก็จะมีพัฒนาการต่างๆอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะ การพัฒนาของสมองส่วนหน้า ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความคิด ความรู้สึก ก็จะทำให้เขาโตขึ้นอย่างมีความพร้อมในทางความคิด และความเข้าใจต่อสิ่งรอบข้างอย่างดี ทำให้สามารถออกไปพบกับสภาวะแวดล้อมต่างๆและอยู่รอดปลอดภัยในอนาคต

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่พ่อแม่หลายคนมักจะมองข้ามไปก็คือ เรื่องสุขภาพกายและสุขภาพจิตของตัวเอง อย่าลืมว่าเด็กต้องการอยู่กับพ่อแม่ไปอีกหลายปี ไม่ใช่แค่สองสามปีแรก ดังนั้นพ่อแม่ต้องใส่ใจถึงสภาวะอารมณ์และความสุขของตัวเองด้วย

มีงานวิจัยที่ยืนยันว่าเด็กถูกดึงความสนใจด้วย iPad มากกว่าขนม สาเหตุหลักเพราะเด็กรู้สึกถึงความสามารถควบคุมที่สิ่งต่างๆได้ (ซึ่งมันทำให้เค้ารู้สึกว่าเขาสั่งได้)

และการตอบสนองที่รวดเร็วของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จะทำให้เด็กเคยชินกับความเร็วจนทำให้เกิดนิสัยที่อดทนไม่ได้ รอไม่เป็น และกลายเป็นปัญหาในอนาคต

ถ้าเด็กต้องเลือกระหว่าง iPad กับ พ่อแม่ที่เล่นด้วยกับลูก เด็กจะเลือกพ่อแม่ที่อยากเล่นกับลูกมากกว่า iPad (แต่ความจริงก็คือ การจะเปลี่ยนพ่อแม่ให้มีเวลากับเด็กนั้นเป็นเรื่องยาก)

ปัญหาอีกอย่างของการเลี้ยงดู ก็คือ พ่อแม่ที่เคยชินกับการเปรียบเทียบ คำพูดด้านลบ และการประชดประชัน มักจะส่งต่อสิ่งเหล่านี้ให้กับลูกของตัวเองไปโดยไม่รู้ตัว (ซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองของพ่อแม่นั้น ก็สามารถแก้ไขได้ แต่ก็ยากมาก)

การเลี้ยงลูก อย่ามุ่งแค่ผลลัพธ์ แต่ให้มุ่งกระบวนการความหมายของการมุ่งแต่ผลลัพธ์ คือ การจะเอาแต่สิ่งที่จับต้องและมองเห็นได้ เช่น ลูกนั่งนิ่งเงียบ ลูกไม่งอแง และเมื่อมาพบกับคุณหมอ พ่อแม่ส่วนใหญ่มักถามหาแต่ solution จากหมอ เพื่อเอาไปใช้เลย แทนที่จะลงไปหาต้นตอของปัญหา (ซึ่งจริงๆแล้ว อาจจะไม่ต่างจากเอา iPad ไปให้ลูก เพื่อหวังให้ลูกหยุดร้อง แต่ไม่ได้ตอบสนองว่าจริงๆลูกต้องการเวลาจากพ่อแม่ เป็นต้น)

การเลี้ยงลูกที่ดี อย่าไปเน้นที่พัฒนาการลูก ให้หันมาพัฒนาตัวเองลูกจะเติบโตดีได้ก็ด้วยการต้นแบบอย่างที่ดี และการที่เขาโตมาด้วยความรู้สึกบวก ทำให้เขาไม่คิดลบต่อสิ่งแวดล้อม

อย่าให้ศัตรูของลูกกลายเป็นพ่อแม่ กับ ครูที่โรงเรียน


เมื่อเด็กรู้สึกไม่ปลอดภัย พฤติกรรมที่เป็นไปได้ ก็จะมีแค่ ยอมแพ้ หนี หรือสู้
และทำให้เด็กมีความนับถือตัวเองต่ำลง ทำให้เด็กขาดความมั่นใจตัวเอง เมื่อเจอปัญหาหรือรู้สึกไม่ปลอดภัย ก็อาจจะยอมแพ้หรือหนีได้ง่าย

ปัญหาของระบบการศึกษาปัจจุบัน วิธีการวัดผลมีแค่จุดสูงสุดแบบเดียว ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์ในแง่ของความหลากหลายของเด็ก ที่ไม่ได้มีแค่เด็กเก่งวิชาการเพียงอย่างเดียว

ระดับสมาธิของเด็กวัยเล็ก อยู่ที่ 2-7 นาที แต่ในระบบโรงเรียน เรากลับเอาเด็กๆไปอยู่ในระบบการเรียนแบบที่ต้องการ การโฟกัสระดับชั่วโมง ผลลัพธ์จึงไม่ดีเท่าที่ควร


การพัฒนาการเด็กที่ดี คือการจับมือเด็กและทำให้ดู เค้าจะเรียนรู้ได้ดีกว่า อย่าใช้การบอกเพียงอย่างเดียว เช่น เราบอกว่า ใส่รองเท้าเร็วๆ แล้วเด็กทำไม่ได้ เราอาจคิดว่ามันง่าย แต่จริงๆแล้วการใส่รองเท้ามันใช้ทักษะเล็กๆหลายขั้นตอนมารวมกัน เช่นการดึง การสวม การขยับดันเท้าให้เข้าไป การผูกรัด ซึ่งนั้นยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับเด็กเล็กๆ (ไม่เหมือนผู้ใหญ่ที่ผ่านการทำมาหลายหมื่นรอบแล้ว)

ถ้ามองให้ดี พลังงานของเด็กนั้นมีมากมาย (เหนื่อยเร็วแต่หยุดแล้วต่อได้เรื่อยๆ ไม่เหมือนพ่อแม่ที่หมดแล้วหมดเลย) ดังนั้นวิธีการหัดเด็กเล็ก กับการทำอะไรที่ซับซ้อน ให้แบ่งออกเป็นขั้นย่อยๆ แล้วค่อยๆให้เขาทำละขั้น จับมือทำทีละ step จะทำให้เขาจำ เข้าใจและเรียนรู้ได้ง่ายกว่ามาก

เพราะบางทีเด็กยังไม่เข้าใจ หรือเห็นภาพรวมชัด เช่น การสวมรองเท้า ถ้าเราแบ่งแล้วค่อยทำแต่ละ step เขาจะเห็นภาพต่อรวมกันได้ง่าย 
เด็กเล็กๆบางคนอาจจะยังแยกไม่ออกด้วยซ้ำ ว่า การดึงกับการผลักต่างกันอย่างไร ดังนั้นควรให้เวลากับเขาเยอะหน่อย
ถ้าอยากให้เด็กนิ่ง ต้องให้เค้าปล่อยพลังงานออกมาให้หมด ไม่ใช่ให้เขาเก็บกดไว้

ในกรณีที่เราไม่สามารถเลือกโรงเรียนที่ส่งเสริมพัฒนาการทางการเล่นได้ เราอาจต้องชดเชยเขาด้วยเวลาที่อยู่กับพ่อแม่

สิ่งที่เราควรมอบให้
- ความรัก
- เงื่อนไข (กติกา) เช่น อะไรทำได้ พื้นที่ไหนเป็นพื้นที่ของเขา เวลานอนคือตอนไหน เป็นต้น
- ความรับผิดชอบ (ในตัวเอง) เช่น กิน เก็บเสื้อผ้า ของเล่นเป็นที่เป็นทาง

พยายามหลีกคำว่า อย่า ห้าม ถ้าสังเกตกันเองแล้วพบว่ามีการพูดคำเหล่านี้มากเกินไปในบ้าน ขอให้สังเกตอีกทีว่าส่วนไหนของบ้านคือพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับการเล่นของเขา ถ้าไม่มี ขอให้จัดการให้มี เพราะการที่มีแต่คำบอกกล่าวว่าปราม ห้ามตลอดเวลา มันทำลายพัฒนาการในการเรียนรู้ของเขามากกว่า

ถ้าเขามีพื้นที่ที่สามารถเล่นได้อย่างสบายใจ และทำดีแล้วมีคำชมจากพ่อแม่ เขาจะมีความภูมิใจในตัวเอง และทำให้เขาเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่มีความนับถือในตัวเอง ไม่ยอมแพ้ และไม่หนีอะไรง่ายๆ

คำถามสำคัญสำหรับการเลี้ยงลูก คือ เราตั้งเป้าหมายอะไร ในการเลี้ยงดูเขาถ้าเราตั้งเป้าอย่างไร สิ่งต่างๆที่เราทำ มันมักจะส่งเสริมไปกับสิ่งที่เราคิด/อยากได้อยู่ข้างใน ดังนั้นหากเราตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนอาจช่วยให้เราสามารถเลี้ยงดูได้ง่ายขึ้น เช่น ถ้าเราตั้งเป้าว่าอยากให้เขาเป็นคนอารมณ์ดี เราควรจะเลี้ยงอย่างไร (แล้วก็ค่อยคิดการเลี้ยงดูที่สอดคล้องกับเป้าหมายออกมาทำ)

ประสบการณ์ต่างๆที่เราให้เขาได้พบ จะให้อะไรกับเด็กมากมาย อยากให้เด็กมี self control ที่ดี ก็ให้เขาฝึกทำงานบ้าน จะงานเล็กๆน้อยๆก็ได้ที่เหมาะสมกับวัย
ฝึกเด็กให้มีความคิดยืดหยุ่น ความคิดตัดสินใจ ให้เขาเจอ challenge เยอะๆ เช่น ปีนต้นไม้ (บ้านหมอยอมให้ขี่ม้า)ถ้าเราอยากรู้มีทักษะในชีวิต เขาจะได้จากประสบการณ์ที่เราส่งเสริมให้เขาเจอ

ถ้าเราอยากให้เขารู้จักความอดทน และการมีความสุขในชีวิต เราควรจะสอนเขาอย่างไรดี?

พ่อแม่ต้องระวังอย่าให้เด็กต้องแบกรับความคาดหวังของพ่อแม่ ไปเป็นความคาดหวังและคุณค่าของตัวเอง นั่นอาจกลายเป็นความทุกข์แสนสาหัสของเขา

เพราะถ้าวันไหนเขาผิดหวังในความคาดหวัง เขาจะหาลงจากความคาดหวังอย่างไร ถ้าลงไม่ดี 
หรือเจอเพื่อนไม่ดีในช่วงเวลาเหล่านั้น 
จะกลายความเสี่ยงที่ทำให้เยาวชนของบ้านเราเจอปัญหาอยู่เสมอๆ

ในอีกมุม เด็กแต่ละคนมี individual choice ของตัวเอง อย่าให้ความต้องการของเขาถูกกด พ่อแม่ต้องรับฟังความคิดของเขา ถ้าเขาพลาด เราคอยช่วย support

ปัญหาที่ลูกเจอ พ่อแม่อย่ารีบแก้ให้เขา ต้องให้เขาหัดแก้ได้ตัวเอง เขาจะได้เรียนรู้การรับผิดชอบและแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง
สร้างภูมิคุ้มกันให้เขาบ้าง เขาต้องรู้จักความผิดหวังบ้าง ความผิดหวังจะทำให้เขาเรียนรู้ที่จะก้าวผ่านปัญหาในชีวิต

เด็กแต่ละคนมีเส้นทางของตัวเอง อย่าเอาภาพของใครมาทาบทับสิ่งที่เขาเป็น

ฝึกให้ลูกลงมือทำให้เยอะ โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นเกี่ยวกับการรับผิดชอบตัวเอง ถ้าเด็กถูกเลี้ยงดูให้โตขึ้นโดยมีแต่ความสุข เด็กอาจจะเปราะบางได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เวลาที่ลูกทำผิดพลาด จริงๆเป็นเวลาที่ดีสำหรับการสอนลูก ถ้าพ่อแม่บอกแต่ว่า ยอมรับความผิดพลาดไม่ได้ โอกาสที่ต่อไปลูกจะเริ่มโกหกเพื่อให้พ่อแม่สบายใจจะสูงขึ้น
แต่ถ้าให้เขารู้สึกว่าความผิดพลาดมันเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้และเรายอมรับฟัง จะทำให้เขารู้สึกสบายใจที่จะพูดความจริง และพ่อแม่ต้องคอยให้กำลังใจเมื่อลูกรู้สึกแย่ (อย่าขึ้นมาแบบ ชั้นว่าแล้ว.... อันนี้พังแน่นอน)

เลี้ยงลูกให้ดี ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก แล้วค่อยๆเสริมเรื่องจิตสาธารณะ

เด็กที่มีฐานที่มั่นคง กินอิ่ม นอนหลับ และอยู่ในสภาวะที่ปลอดภัย มักมาจากพ่อแม่ที่มีความสุข และนั่นคือ พ่อแม่ที่ดีที่สุดสำหรับลูก ไม่ใช่พ่อแม่ที่ perfect หรอก (ไม่ต้องพยายามสมบูรณ์แบบทุกอย่างเพื่อลูก)
ลูกไม่ได้ต้องการพ่อแม่ไปตลอดชีวิต และพ่อแม่ก็ไม่ได้อยู่ลูกไปตลอดชีวิต ทำวันนี้ให้ดีที่สุดเสมอ

การเลี้ยงดูให้ดีที่สุด คือการที่พ่อแม่พัฒนาตัวเอง ไม่มีพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ ทำตัวเองให้มีความสุขแล้วลูกจะมีความสุขตามพ่อแม่ได้ง่าย

แล้วพ่อแม่ก็อย่าลืมหาความสุขให้ตัวเองบ้าง

:)
SHARE
Writer
windygallery
Photographer
I am a normal man in the quite imperfect world.

Comments