The RED bird
เรื่องเล่าของนกสีแดงผู้ไร้นาม

  กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนกน้อยตัวหนึ่งเกิดมาในกรงสีทองอร่ามงดงามต้องตา ไม่ว่านกตัวไหนที่บินผ่านมาก็ต้องหยุดบินเพื่อจ้องมองความงามนั้น. ทว่าเจ้านกน้อยกลับไม่มีมิตรสหาย วันแล้ววันเล่าที่จ้องมองออกไปยังท้องนภาที่ไกลสุดสายตาอย่างเงียบเหงาและโดดเดี่ยว เพียงเพราะว่าเจ้านกนั้น "เป็นสีแดง".
ใช่ ! มันเกิดมาเป็นสีแดง และนั่นคือสิ่งเดียวที่มันรู้
มันไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วมันคือนกอะไร ทำไมนกตัวอื่นๆถึงมีชื่อเรียก ไม่ว่าจะเป็น "นกแก้ว","อีกา" หรือ "นกพิราบ" แล้วเหตุใดมันจึงเป็นผู้เดียวที่ไม่มีใครตอบได้เลยว่ามันเป็นนกอะไร

วันแล้ววันเล่าที่เฝ้าสงสัย จนวันหนึ่งมันจึงตัดสินใจตะโกนถามเจ้านกพิราบที่บินผ่านมา ว่า..
 "นี่เจ้านกพิราบ,ฉันขอถามอะไรสักหน่อย ตั้งแต่เกิดมา ฉันไม่รู้เลยว่าฉันเป็นนกอะไร พอจะมีทางไหนไหมที่ฉันจะรู้?"

นกพิราบนิ่งคิด แล้วจึงตอบว่า
"เจ้าลองบินไปที่เมืองใหญ่สิ ที่นั่นมีผู้คนมากมาย อาจจะมีคนที่รู้ว่าเจ้าคือใคร" แล้วก็บินผ่านไป

เมื่อเจ้านกสีแดงได้ยินดังนั้นก็แสนดีใจ ทำท่าจะบินออกจากกรง ทว่านกฮูกแก่ตัวหนึ่งก็บินมาห้ามไว้เสียก่อน
"ช้าก่อน..เจ้านกสีแดง,เจ้าจะออกไปนอกกรงทำไมกันเล่า ในนี้มีทั้งอาหาร มีน้ำให้ดื่มกินอิ่มหนำสำราญ ทั้งยังอากาศเย็นสบาย ไร้ภยันอันตรายทั้งหลายทั้งปวง"

"อ้าว แล้วโลกภายนอกนี่เป็นอย่างไรหรือ?" มันถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ "เหตุใดข้าจึงไม่ควรออกไป"

"มันสกปรก มืดมัว และเต็มไปด้วยอันตราย มีแต่ผู้คนหลอกลวงและป่าเถื่อน เชื่อข้าเถอะ อย่าออกไปเลย"

เจ้านกสีแดงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า 
"หากข้าไม่ออกไป ชาตินี้คงไม่ได้รู้แน่ๆว่าแท้จริงข้านั้นเป็นใคร ข้าขอบใจท่านมาก แต่ข้าต้องไป"  เขาบอกลานกฮูกแก่ และบินจากมา 

ในระหว่างทาง จู่ๆฝนก็เทกระหน่ำลงมาจนตัวของมันเปียกปอน แต่มันก็ยังบินต่อไป
บางวันก็อากาศสดใสปลอดโปร่งน่าภิรมย์
บางวันพายุก็เข้า ซัดร่างบอบบางจนปลิวกระเด็นออกนอกเส้นทางไปไกล เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ทุกวันๆ

และในวันหนึ่ง นกอินทรีตัวใหญ่บินสวนทางมา เมื่อมันเห็นเจ้านกสีแดงเข้าก็หัวเราะเยาะ พูดจาเย้ยหยันต่างๆนานา

"นกตัวเล็ก แถมสีสันยังประหลาดตาเช่นนี้ เจ้าไม่มีทางที่จะไปถึงเมืองใหญ่ได้หรอก ไม่นานนักก็คงจะหมดแรงแล้วตกจากฟ้าเป็นแน่" นกอินทรีพูดอย่างมั่นใจ "น่าสมเพชนัก ที่เจ้าอาจจะต้องตายก่อนจะได้รู้นามของตนเองเสียอีก" พูดจบก็ทำท่าจะบินต่อ แต่ยังมิวายแกล้งบินชนเจ้านกสีแดงแรงๆก่อนหายลับตาไป

เมื่อโดนชนเข้าอย่างจัง เรี่ยวแรงที่เหลือน้อยนิดก็หมดลง ปีกทั้งสองไม่เหลือแรงที่จะบินอีกต่อไป..
และร่างอันสะบักสะบอมก็ร่วงลงจากแผ่นฟ้า ตกลงสู่พื้นดิน 

ปึก!

เสียงตกกระทบแผ่นดินเบื้องล่างดังอย่างน่าใจหาย และฝนก็ตกลงมาราวกับโชคชะตากลั่นแกล้งอย่างไม่จบไม่สิ้น

เจ้านกสีแดงยังคงมีลมหายใจ มันใช้ดวงตาที่เริ่มฝ้าฟางมองไปบนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ แล้วน้ำตาก็ค่อยๆไหลออกมา..

ทำไมโลกใบนี้มันช่างโหดร้ายเหลือเกิน
ทั้งฝนและพายุ ทั้งบุคคลที่จ้องจะทำร้าย ทั้งอันตรายต่างๆ
เนื้อตัวที่เคยสะอาดเต็มไปด้วยรอยแผล ใบหน้าที่ผ่องใส บัดนี้มีแต่คราบน้ำตาอาบแก้ม

ข้าเพียงอยากจะรู้ว่าข้าเป็นใคร ทำไมมันถึงได้ยากเย็นถึงเพียงนี้กันนะ...

ตอนนี้แม้แต่เรี่ยวแรงจะขยับปีกก็ไม่มีเหลืออีกต่อไปแล้ว
แต่ข้ายังอยากไปต่อ ข้าอยากรู้ว่าแท้จริงแล้วข้าเป็นใคร มันจะเป็นไปได้ไหม จะมีโอกาสให้ข้าอีกสักครั้งหรือเปล่า
สิ้นคำรำพัน ดวงตาคู่นี้ก็ปิดลงช้าๆจนเหลือแต่ความมืดมิดที่ปกคลุม

-วันต่อมา-
ทันทีที่พระอาทิตย์สอดส่องลงมายังพื้นดิน ก้อนขนสีแดงเริ่มขยับยุกยิกอย่างไม่น่าเชื่อสายตา

นี่มันยังไม่ตายหรอกหรือ ทำไมกัน!

เมื่อลองกระพือปีก ความเจ็บปวดเหล่านั้นก็หายไป เมื่อลองกระโดด ความเมื่อยล้าที่มีก็หมดสิ้น

ทำไม ทำไม ทำไม มันถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่มีเวลาแล้ว! มันโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง

คราวนี้มันบินได้เร็วกว่าเดิม แข็งแกร่งกว่าเดิม แม้ว่าจะเจอพายุอีกหลายลูก พบนักล่าอีกไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ แต่สุดท้ายมันก็บินต่อ บินต่อ และบินต่อไปไม่หยุด

จนกระทั่งในค่ำคืนนั้น...

มันก็มาถึงที่เมืองใหญ่

ตึกสูงใหญ่ระฟ้ามีให้เห็นทุกที ทั้งเสียงผู้คนและเสียงของท้องถนนยังไม่ซาลง แสงไฟสว่างไสวจากที่ต่างๆเมื่อมองจากมุมนี้แล้วช่างงดงามจับหัวใจ นี่น่ะหรือ ความไฝ่ฝันของใครหลายๆคนที่อยากจะมา ความเงียบสงบที่หลบซ่อนลึกๆอยู่ในความวุ่นวายและแสงไฟนี้มันคืออะไร...

แล้วสุดท้าย...ข้าคือใคร..

เสียงนั้นวนก้องอยู่ในหัว เจ้านกถามตัวเองจนเสียงรอบข้างพลันเงียบสงัด แต่มีเสียงๆหนึ่งดังขึ้นมา

"แม่!" เสียงของเด็กชายตัวน้อยตะโกนทำให้เจ้านกได้สติ มันมองลงไปเบื้องล่าง เห็นเด็กคนนั้นกำลังชี้มาที่ตน

ชี้มาทำไม?..

"แม่ดูนั่นสิ! ไม่อยากจะเชื่อเลย" เขาร้องด้วยความตื่นเต้นไม่หยุด 

ทำไมเด็กคนนั้นเห็นเขาแล้วจึงตื่นเต้น นี่เขาเป็นยังไงหรือ? 

เจ้านกมองหาคำตอบ และทันทีที่มองไปยังหน้าต่างบานใหญ่ เงาที่สะท้อนออกมาทำให้มันแทบไม่อยากจะเชื่อสายตา..

นี่มัน..

"แม่ครับ นั่นใช่นกในตำนานตัวนั้นหรือเปล่า!?" 

เจ้านกมองเงาบนกระจกนิ่งค้าง ก่อนที่น้ำตาของมันจะไหล

"ใช่แล้วจ้ะ นกตัวนั้นน่ะคือ....."

                              "ฟีนิกซ์"





SHARE
Written in this book
Bad day BUT Good life
เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ที่จะกล่าวถึงความสับสนในใจ อุปสรรค์ ความเจ็บปวดและเส้นทางที่ไม่ได้โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ หรือก็คือเป็นวันแย่ๆของชีวิตที่ผ่านเข้ามา..แต่สิ่งแย่ๆเหล่านั้นนั่นแหละ ที่ทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น และมองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัวมากขึ้น เข้าใจโลกได้ดีขึ้น ผ่านวันที่แสนโหดร้ายเหล่านั้น ทำให้รู้ว่ามีโลกที่ดีกว่า เป็นที่มาของคำว่า Bad day but good life.
Writer
moonaway
Writer
Hello ~ , I'm Magic if you want we can talk together! | you can contact me anytime | nice to meet you ! (:

Comments