วิธีเอาชนะความยากจนในศตวรรษที่ 21 (2/2)
4

ปี 2009 ชายคนหนึ่งจากรัฐโอไฮโอส่งอีเมล์เขียนเข้ามาต่อว่าจานาห์อย่างรุนแรง เนื้อหาของอีเมล์ฉบับนั้นบอกว่า “เธอไม่สมควรเรียกตัวเองว่าเป็นพวกทำการกุศลด้วยซ้ำ เพราะเธอดีแต่แย่งงานของคนอเมริกันไปให้ชาวต่างชาติ”

ไม่ใช่ว่าไม่เจ็บปวด จานาห์ไม่ได้ร่ำรวยจากสิ่งที่เธอทำอยู่ รูดบัตรเครดิตจนเต็มวงเงิน ยืมเงินพ่อแม่มาใช้หนี้ ไม่มีรายได้ อาศัยพื้นในอพาร์ตเมนต์เพื่อนเป็นที่นอน ทั้งหมดก็เพื่อทำให้ SamaSource ดำเนินงานอยู่ได้ แต่การช่วยคนที่ยากจนที่สุดในโลกให้มีงานทำใช่ว่าจะได้รับแรงสนับสนุนเสมอไป

จานาห์เขียนไว้ในหนังสือ Give Work: Reversing Poverty One Job at a time และให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

“ราวกับว่า คนที่เกิดที่อื่นมีคุณค่าความเป็นคนน้อยกว่าคนที่เกิดภายในเส้นเขตแดนประเทศของเรา ความช่วยเหลือที่ยึดติดว่าต้องช่วยเฉพาะคนบ้านใกล้เรือนเคียงก่อนเพราะพวกเขาสำคัญกว่า เป็นแนวคิดที่ฉันคัดค้านเต็มที่ ชีวิตคนมีค่าทั้งนั้นไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน ในแอฟริกา ค่ายผู้อพยพ เมืองเงียบๆ ในอาคันซอ หรือที่ Silicon Valley”

“สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรมองว่าเราต้องช่วยใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะเลือกช่วยใครดีระหว่างประเทศกำลังพัฒนาหรือคนในบ้านของตัวเอง ทุกคนเหมือนกัน ปัญหาเดียวกัน องค์กรช่วยเหลือด้านความยากจนไม่ควรต้องเลือกว่าจะช่วยคนจนในประเทศหรือนอกประเทศ เพราะเราใช้ชีวิตอยู่ในเศรษฐกิจสังคมโลก ทุกอย่างที่เราสัมผัส ตั้งแต่เส้นใยของเสื้อผ้า ไปจนถึงสถานที่ผลิตมันขึ้นมา ถึงแม้จะมีป้ายแปะว่าเป็นสินค้า “ผลิตในประเทศ” ก็ไม่ได้แปลว่ามันไม่เคยผ่านมือใครอื่นในประเทศอื่นมาก่อน

“และถ้ายิ่งชอบทานอาหาร ดื่มกาแฟ โรยพริกไทย รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีทางเลยที่เราสามารถปลูกทั้งหมดนี้ได้ในประเทศ มันยิ่งเน้นให้เห็นว่าเราเป็นชุมชนที่โยงใยถึงกัน ดังนั้น เราจึงไม่สามารถผลักไสคนอื่นได้เพียงเพราะเขาแค่เกิดที่อื่น และเราก็ไม่สามารถเพิกเฉยต่อคนที่ต้องการความช่วยเหลือในบ้านของเราด้วย การมองแบบแบ่งแยกว่านั่นคือพวกเขา นี่คือพวกเรา วิธีคิดแบบนี้เป็นพิษเหลือเกิน”


จานาห์ไม่ได้ตอบโต้อีเมล์ถ้อยคำหยาบคายฉบับนั้นด้วยความโกรธ แต่เธอเริ่มต้นศึกษาเรื่องการว่างงานในสหรัฐฯ แทน และค้นพบว่าผู้คนได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งล่าสุด โรงงานปิดตัวลง ผู้คนหลายรัฐตกงาน ผู้ใช้แรงงานเหล่านี้ไม่เคยได้รับการฝึกอบรมการงานอาชีพให้พร้อมทำงานอย่างที่ตลาดแรงงานในยุคหน้าต้องการเลยสักนิด นั่นหมายรวมถึง โจ จากโอไฮโอ ชายหนุ่มที่เพิ่งจะตกงาน เจ้าของอีเมล์ฉบับนั้น

เธอบอกกับคณะผู้บริหารของ SamaSource ว่า มาลองทำโครงการของเราที่อเมริกากันเถอะ

แน่นอน ไม่มีใครในทีมเห็นด้วยกับเธอเลย องค์กรช่วยเหลือในต่างประเทศก็ควรมุ่งช่วยเหลือเฉพาะคนต่างชาติในต่างประเทศสิ แต่จานาห์ไม่สนใจ เธอโน้มน้าวจนทุกคนต้องยอมทำตามในที่สุด

จากการศึกษา เธอพบว่าอัตราการจ้างงานบริษัทในสหรัฐฯ ลดลง แต่ตลาดงานที่เติบโตต่อเนื่องคือตลาดฟรีแลนซ์ มีการคาดการณ์ว่า 50% ของคนอเมริกันจะเป็นฟรีแลนซ์ภายในปี 2027 ด้วยประสบการณ์การสอนงานในยุคดิจิตัลให้ผู้มีรายได้น้อยในแอฟริกามานาน จานาห์มองเห็นความเป็นไปได้สำหรับช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในสหรัฐฯ อยู่ 2 ทาง

(1) งานที่ต้องทำแบบตัวต่อตัว เช่น เป็นพี่เลี้ยงเล็ก ดูแลผู้สูงอายุ บริการตัดหญ้า บริการทำความสะอาด ฯลฯ

(2) งานดิจิตัลที่ต้องใช้ทักษะสูงกว่า สามารถทำออนไลน์ได้ เช่น เป็นผู้ช่วยเสมือน (Virtual Assistant) หรือทำ Data Entry

ด้วยอีเมล์โกรธแค้นฉบับนั้นนั่นเอง จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง SamaSchool สถาบันฝึกอบรมการงานอาชีพแห่งยุคดิจิตัล เปิดสอนคนตกงาน และผู้มีรายได้น้อย ให้สามารถทำงานที่ตลาดปัจจุบันต้องการได้ SamaSchool เริ่มต้นที่โอไฮโอ ก่อนจะกระจายไปยังแคลิฟอเนีย แมนฮัตตัน และอีกหลายเมืองในสหรัฐฯ รวมถึงเปิดคอร์สสอนออนไลน์ด้วย

เนื้อหาของหลักสูตรแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ การตลาดออนไลน์ การบริการลูกค้า การเงิน และวิธีทำงาน

(1) การตลาดออนไลน์ – คนที่มาเข้าเรียนจะรู้วิธีถ่ายรูป ทำโปรไฟล์ของตัวเอง เลือกใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสม ระบุทักษะที่แต่ละคนมีว่าสามารถทำงานชนิดไหนได้บ้าง และสร้างประวัติของตัวเองใน LinkedIn, สอนวิธีสมัครงานบน platform ต่างๆ เช่น upwork, taskrabbit, care.org และอื่นๆ, สอนวิธีหางานโดยดูตามผู้ว่าจ้างว่าต้องการหาฟรีแลนซ์ไปทำงานอะไรให้

(2) การบริการลูกค้า - วิธีรักษาลูกค้า วิธีพูดจาในโลกออนไลน์ วิธีทำให้คนเขียนรีวิวดีๆ และวิธีทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอีก

(3) การเงิน - สอนวิธีดูแลรายรับรายจ่าย การตั้งราคาของบริการ และการจัดการภาษี

(4) วิธีทำงาน - คนส่วนใหญ่มีทักษะติดตัวมาอยู่แล้ว เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นสามารถสร้างมูลค่าได้ เช่น วัยรุ่นผิวสีที่ชอบรถยนต์ ไม่เคยทำงานเป็นกิจจะลักษณะมาก่อน แต่เลือกมาเรียนกับ SamaSchool เพราะไม่อยากติดตามพี่ไปค้ายา เขาสามารถติดตั้งเครื่องเสียงรถยนต์ หาลูกค้าและหารายได้เลี้ยงตนเองได้. ยังมีทักษะอย่างอื่นอีกมากมาย เช่น ทำความสะอาดพรม ทำความสะอาดม่าน ย้ายบ้าน ตัดต่อวิดิโอ แต่งภาพด้วย photoshop ทำเว็บไซต์ ทำเฟอร์นิเจอร์ไม้ ฯลฯ

สำหรับนักเรียนบางคน ทีมงานของ SamaSchool จะประกบติดตั้งแต่ตอนสมัครงานออนไลน์ไปจนถึงให้เอางานมานั่งทำในชั้นเรียน จนแน่ใจว่านักเรียนสามารถส่งมอบงานที่มีคุณภาพให้กับลูกค้าได้

SamaSchool มี coworking space ที่มี WIFI ฟรีไว้บริการ เพราะสำหรับผู้มีรายได้น้อย พวกเขาไม่มีรายได้เพียงพอจะเข้าถึง WIFI แม้จะเรียนจบไปแล้ว นักเรียนก็สามารถกลับเข้ามารายงานความคืบหน้าให้ทีมงานของสถาบันฟังได้ ติดขัดตรงไหน อยากเรียนเรื่องอะไรเพิ่ม จนนักเรียนมั่นใจและสามารถทำงานทั้งหมดได้ด้วยลำแข้งของตนเอง



หนึ่งในสถานที่ที่ท้าทายความสามารถ SamaSchool มากที่สุด คือ เมือง Dumas ในอาคันซอ เป็นเมืองเล็กๆ ปากแม่น้ำมิสซิสซิปปี คนที่นี่มีความบอบช้ำหลงเหลือมาตั้งแต่สมัยยุคค้าทาส อินเตอร์เน็ทยังไม่ใช่สิ่งที่หาได้ทั่วไป ส่วนมากคนทำงานในภาคเกษตรกรรม และถูกกดขี่อย่างไม่เป็นธรรมเพราะความแตกต่างทางเชื้อชาติ การลงพื้นที่ทำงานใน Dumas มีความคล้ายคลึงกับสภาพแวดล้อมในแอฟริกาอย่างไม่เคยพานพบมาก่อนในเมืองอื่นของสหรัฐฯ ทั้งเรื่องทักษะแรงงาน ความพร้อมในการปรับตัว ความเคยชินกับเทคโนโลยี คนจำนวนมากที่นี่ไม่เคยแตะต้องคอมพิวเตอร์มาก่อน ที่ผ่านมาพวกเขาหาเลี้ยงชีพด้วยการทำงานในปั๊มน้ำมันหรือแมคโดนัลด์ ที่เมืองนี้ ไม่มีงานชนิดอื่นอีกแล้ว

Stacy คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นเด็กปั๊มพาร์ทไทม์มาตลอด 3 ปี ตัดสินใจเข้าเรียนกับ SamaSchool และอดทนเรียนจนจบ 10 สัปดาห์ เธอเลือกมาเรียนภาคค่ำและวันหยุดเสาร์อาทิตย์ หลักสูตรที่นี่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้เข้าเรียนทำเงินได้ไวที่สุด สำหรับคนที่ไม่ชินกับการใช้คอมพิวเตอร์เลย หลายคนถอดใจไปตั้งแต่สัปดาห์แรกๆ แล้ว แต่ Stacy อยู่จนครบหลักสูตร เธอเริ่มต้นจากการรับจ้างทำการตลาดออนไลน์ผ่าน Upwork และทำต่อมาเรื่อยๆ เธอดูแลโซเชียลมีเดียให้บริษัทเล็กๆ หลายบริษัท หลายปีที่ทำงานปั๊มน้ำมัน ทำให้ Stacy สั่งสมความสามารถในการพูดคุยกับคนได้ทุกรูปแบบ เธอนำความสามารถแบบนั้นมาใช้กับการบริการลูกค้า และพบว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปทำได้

ใครที่นั่งหมดหวังอยู่ที่บ้าน มองว่าตัวเองไม่มีทางประสบผลสำเร็จกับตลาดงานแบบเดิม ใครคนนั้นก็อาจสามารถหาเลี้ยงตัวเองด้วยวิธีการแบบนี้ได้เช่นกัน



5

เนื่องจาก SamaSource เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร เงินค่าจ้างจากบริษัทเทคโนโลยีถูกใช้ไปในการจ้างงานผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก และมันไม่ครอบคลุมต้นทุนดำเนินงานทั้งหมด เพราะมันมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่นการจัดหาอินเตอร์เน็ทความเร็วสูง การลงพื้นที่ไปสำรวจและคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการ การสร้างอาคารสำนักงาน การจัดหาคอมพิวเตอร์ การฝึกอบรมคนให้พร้อมสำหรับทำงาน

วิธีหาทุนส่วนใหญ่คือต้องทำเรื่องขอทุนไปยังหน่วยงานต่างๆ ซึ่งก็ไม่ง่ายกว่าจะได้ทุนสักก้อนมาแต่ละครั้ง อีกหนึ่งวิธีระดมทุนที่ SamaSource ทำคือ จัดงานราตรีสโมสร

ครั้งแรกที่ทีมงานตกลงใจว่าจะใช้วิธีระดมทุนด้วยการจัดงานราตรี มีอีเมล์ฉบับหนึ่งส่งมาจาก Vanessa Kanye วาเนสซ่าเป็นเด็กสาวที่เป็นพนักงานคนแรกๆ ของ SamaSource ไนโรบี เธอมาจากครอบครัวขาดแคลน เข้าทำงาน Data Entry และเป็นพนักงานคนหนึ่งที่เก่งมาก จานาห์บอกว่าใครได้พบวาเนสซ่าสักครั้งก็ต้องจดจำเธอได้ กิริยาวาจาของเธอดีมากจนไม่น่าเชื่อว่าปูมหลังในวัยเด็กของเธอจะยากลำบากขนาดนี้

วาเนสซ่าส่งอีเมล์มาว่า “ได้ข่าวว่า SamaSource จะจัดงานระดมทุนที่แคลิฟอร์เนีย ตอนนี้ฉันอยู่ในอเมริกา ขอไปร่วมงานและบริจาคเงินด้วยคนได้ไหมคะ?”

เพราะว่าภาพถ่ายของวาเนสซ่าในไนโรบีเป็นหนึ่งในรูปที่แขวนประดับอยู่บนฝาผนังออฟฟิส จานาห์จึงจดจำเธอได้เสมอ และการที่ใครคนหนึ่งซึ่งเคยต้องมีชีวิตอยู่ด้วยรายได้ต่ำกว่า 2 เหรียญ/วันเท่านั้นถึงจะเข้าร่วมโครงการกับ SamaSource ได้ แต่วันนี้ เธอสามารถออกค่าเดินทางมายังแคลิฟอเนียได้ด้วยตนเอง ปรากฏตัวในงาน และร่วมบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ ที่เคยมีชะตากรรมเช่นเดียวกันกับที่เคยเผชิญ

คืนนั้น วาเนสซ๋ามาร่วมงานราตรีจริงๆ บริจาคเงินของตัวเอง 250 เหรียญ และขึ้นพูดภายในงาน วาเนสซ่าบอกว่า SamaSource เปลี่ยนชีวิตคนได้ เพราะมันเปลี่ยนชีวิตเธอมาแล้ว

หัวข้อที่วาเนสซ่าพูดคือ “ศักยภาพที่ไม่ถูกใช้ประโยชน์”

เนิ่นนานเท่าไรแล้วที่เรามองแอฟริกาด้วยภาพเพียงด้านเดียว เรามองเห็นแต่ภาพคนยากไร้ ไม่เคยมองดูพวกเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีศักยภาพเลย ใครจะรู้ว่าไอสไตน์คนถัดไปจะปรากฎตัวอยู่ที่ใด ในค่ายอพยพ ในเขตคนจน หรือในเมืองห่างไกลอย่างไนโรบี และผู้คนทั้งหลายในสถานที่ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ความสามารถที่พวกเขามีไม่เคยถูกหยิบออกใช้ให้เกิดประโยชน์
 
ปัจจุบัน วาเนสซ่าพลิกชีวิตของตัวเองได้แล้ว เธอเดินทางมาศึกษาต่อในระดับวิทยาลัยในอเมริกา



6

ความตั้งใจของจานาห์ คือการทำให้ SamaSource และ SamaSchool สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง เลี้ยงตนเองได้โดยไม่ต้องรอเงินบริจาคหรือเงินช่วยเหลือจากการระดมทุน นั่นคือที่มาของการเปิดตัว LXMI (อ่านว่า lux-me เทพีแห่งความงามและความมั่งคั่ง) ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่วางตำแหน่งไว้เป็นแบรนด์ระดับ luxury เพื่อที่จะสามารถนำส่วนต่างระหว่างต้นทุนกับรายได้ไปใช้กับดำเนินกิจการในส่วนขององค์กรไม่แสวงหากำไรต่อไป

เนื่องจากใช้เวลาในแอฟริกามายาวนานและชอบเดินเล่นในตลาดดูชาวบ้านซื้อของ จานาห์ได้ไปพบไนโลติกา(Nilotica) เชียร์บัตเตอร์รูปแบบหนึ่งซึ่งหายากมาก ต้นไนโลติกาขึ้นตามลุ่มแม่น้ำไนล์ พบได้ในสามประเทศเท่านั้นคือ ตอนเหนือของอูกานดา เซาท์ซูดาน และบางส่วนของเอธิโอเปีย มันเป็นไม้ป่าที่กว่าเมล็ดเปลือกแข็งจะใช้การได้ต้องรอให้ต้นไม้โตเต็มวัย 20 ปี นำเมล็ดเปลือกแข็งนั้นมาสกัดเย็นได้เป็นน้ำมัน หญิงสาวในแถบนี้ใช้ทาบำรุงผิวตนเองและทาผิวทารก เรียกได้ว่าเป็นสูตรลับความงามของหญิงสาว ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องผิวสวยว่าเป็นไข่มุกงามแห่งแอฟริกา

จานาห์มองดูผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแบรนด์ดังที่ตนใช้อยู่ก็ตกใจ เพราะทั้งที่เป็นผลิตภัณฑ์ราคาสูงขนาดนี้ยังมีส่วนผสมราคาถูกที่เป็นสารเคมีอันตราย เธอมองเห็นโอกาสว่าไนโลติกานี้ต่างหากที่เหมาะจะเป็นครีมบำรุงผิวที่ luxury อย่างแท้จริง

แล้วจานาห์ก็ไปบอกกับทีมทำงานของเธอว่า “มาทำธุรกิจส่งออกกันเถอะ ส่งออกสินค้าดีๆ รับซื้อจากหญิงยากจน เราแก้ปัญหาความยากจนไปพร้อมๆ กับการทำให้ผิวเราสวยขึ้นได้”

มาถึงตอนนี้ ทีมงานของจานาห์ก็ชินเสียแล้วกับไอเดียประหลาดที่มีมาไม่หยุดหย่อน LXMI จึงได้ออกวางขายใน Sephora ทุกสาขาทั่วอเมริกา บรรจุภัณฑ์เป็นแบบป้องกันแสงทำให้ไม่จำเป็นต้องใส่สารกันเสียในเนื้อครีม ครีมไนโลติกาเป็นทั้งสินค้าออแกนิกและแฟร์แทรดเพียงอย่างเดียวที่สามารถจัดจำหน่ายได้ทั่วอเมริกา และยังเป็นแบรนด์เดียวใน Sephora ที่ผู้ก่อตั้งแบรนด์เครื่องสำอางคือองค์กรไม่แสวงหากำไร

แนวคิดของการทำผลิตภัณฑ์ LXMI คือ นำพาสิ่งดีๆ ไกลปืนเที่ยงในอีกซีกโลกมาสู่ลูกค้ากระแสหลัก คนสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของตนไปพร้อมกับช่วยโลกขจัดปัญหาความยากจนได้ ถ้าเลือกอุดหนุนผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดการจ้างงานและสนับสนุนคนท้องถิ่นให้อนุรักษ์ธรรมชาติเช่นป่าไม้ในอูกานดา เราทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ พอชาวบ้านเรียนรู้ว่าพวกเขาสามารถเก็บผลของต้นไม้เหล่านี้ไปขาย สร้างรายได้เลี้ยงชีพได้ยั่งยืนกว่าการฟันต้นไม้ทิ้ง เผาเป็นถ่าน แล้วขายที่ให้เกษตรกรนำไปใช้เลี้ยงสัตว์ ซึ่งก็คือการตัดไม้ทำลายป่า

ถ้าสามารถสร้างแรงจูงใจในเชิงเศรษฐกิจ ทำให้คนในพื้นที่ได้เห็นว่าการอนุรักษ์ไม้ท้องถิ่นเป็นประโยชน์กับตัวเขาแบบไหน นั่นจึงจะถือเป็นชัยชนะของทุกคน

LXMI ก็เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่าง ยังมีผลิตภัณฑ์อีกมากมายที่ช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เราอาศัยร่วมกัน ในฐานะผู้บริโภค เราสามารถเลือกอุดหนุนผลิตภัณฑ์ได้ มันคือการสนับสนุนคนทำงาน ก่อให้เกิดการจ้างงาน เป็นการช่วยกันดูแลโลกใบนี้ที่เป็นบ้านของพวกเราทุกคน



7

สุดท้ายแล้ว การจ้างงานอาจไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง แน่นอนว่าในสภาพการณ์ที่การจ้างงานเป็นไปไม่ได้ เช่น ดินแดนที่มีความขัดแย้งรุนแรง หรือพื้นที่ประสบภัยธรรมชาติ ในสถานการณ์แบบนั้น การส่งเงินช่วยเหลือหรือมอบสิ่งของบรรเทาสาธารณภัย เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแบบชั่วคราวย่อมเหมาะสมกว่า

แต่ลองนึกภาพดูสิว่า โลกจะเป็นอย่างไร ประเทศนี้จะเป็นอย่างไร คนในชุมชนรายได้น้อยที่สุดจะมีชีวิตแบบไหน หากว่าเราหันมาใส่ใจสร้างงาน แทนการแจกของ. สร้างงาน ทำให้ผู้คนมีรายได้เลี้ยงชีพตนเองได้ ไม่ต้องติดอยู่ในวังวนของความยากจนอีกต่อไป เพราะเมื่อเราสร้างงาน เราทำให้ผู้คนมีโอกาสสร้างความก้าวหน้าทางอาชีพขึ้นมาด้วยมือของพวกเขาเอง การสร้างงานจึงไม่ใช่แค่การให้งาน แต่มันคือการทำให้พวกเขามองเห็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในตนเองอีกครั้ง





nananatte
28.06.2019

ป.ล. โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ apple podcasts, google podcasts, spotify, podbean และ CastBox ค่ะ (^___^)v


Source:
COVETEUR
http://coveteur.com/2017/03/16/leila-janah-lxmi-nilotica-uganda-skincare-products/

BBC
https://www.bbc.com/news/technology-46055595

Fast Company
https://www.fastcompany.com/3056067/sama-group-for-redefining-what-it-means-to-be-a-not-for-profit-bus

HBR
https://hbr.org/2017/10/in-the-fight-against-poverty-work-is-our-most-powerful-weapon

InStyle
https://www.instyle.com/lifestyle/travel/traveling-africa-beauty-entrepreneur-mission?

marieTV
https://www.youtube.com/watch?v=BRD6diOduwM
https://www.youtube.com/watch?v=OwuAjrn6oIk

NY Times
https://www.nytimes.com/2017/04/21/business/leila-janah-samasource-lxmi.html?_r=0

Pacific Standard
https://psmag.com/education/bringing-the-rural-poor-into-the-digital-economy

WIRED
https://www.wired.com/2015/07/leila-janah-samagroup/
SHARE
Written in this book
sit down and write
บันทึกสิ่งที่ค่อยๆ เรียนรู้ไปบนเส้นทางนักเขียน 
Writer
nananatte
storyteller
คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตเรียบๆ ในเมืองเล็กๆ ชอบแมว เครื่องเขียน และอเมริกาโน จัด sit down and write podcast รีวิวหนังสือใน goodreads เขียนโพสต์ใน storylog และลงนิยายใน fictionlog กับ readawrite

Comments