วิธีเอาชนะความยากจนในศตวรรษที่ 21 (1/2)
 1

ไลลา จานาห์ ยืนอยู่ที่ธาราวี สลัมขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย ณ เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าชีวิตตนเองโชคดีขนาดไหน กระทั่งได้มาพบเจอผู้คนในประเทศกำลังพัฒนา ดินแดนที่เด็กๆ วิ่งเล่นไปพร้อมกับหนู แมลงสาป อหิวาตกโรคที่ยังระบาดคร่าชีวิตผู้คน จานาห์ถูกหัวหน้าส่งให้มาดูแลงานที่อินเดีย เพราะหัวหน้าจำได้ว่าเธอเคยทำงานเป็นอาสาสมัครในต่างประเทศ

ใช่. ก่อนหน้านี้หลายปี สมัยยังเรียนไฮสคูลปีสุดท้าย จานาห์ก็เหมือนวัยรุ่นทุกคนที่ฝันอยากทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น เธอสมัครเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือคนยากไร้ในประเทศขาดแคลน และเธอได้รับเลือกให้เดินทางไปสอนภาษาอังกฤษให้เด็กผู้ด้อยโอกาสในประเทศกานาเป็นเวลา 6 เดือน ภาพผู้คนตัวผอมลีบแววตากร้านชีวิตปรากฎขึ้นในความคิด จานาห์คาดเดาได้ว่าตนเองจะต้องเดินทางไปพบกับอะไร

ที่ไหนได้... เด็กๆ ที่เธอพบพูดภาษาอังกฤษคล่องแคล่วในระดับดีถึงดีมาก!

พวกเขาดู BBC ฟัง Voice of America รู้เรื่องวุฒิสภาในสหรัฐฯ และอ่านหนังสือเล่มเดียวกันกับที่เธออ่านอยู่ พวกเขาตั้งใจเรียนและคาดหวังว่าภายภาคหน้าจะมีโอกาสเรียนต่อในชั้นที่สูงขึ้น พวกเขาดิ้นรนไขว่คว้าโอกาส แต่ทุกคนเลือกเกิดไม่ได้ที่ต้องมาเกิดบนแผ่นดินทวีปนี้ สถานที่ที่แม้คนจะเรียนดี ขยันทำงานสักแค่ไหน ชีวิตก็ไม่มีทางดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เพราะในชนบทห่างไกลของแอฟริกา การจ้างงานมีน้อยนิดเหลือเกิน

คำถามถัดมาคือ... แล้วภาพความช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่เราเห็นตามโฆษณาโทรทัศน์และโปสเตอร์เหล่านั้นล่ะ?

ภาพเครื่องบินและรถบรรทุกอาหาร เสื้อผ้า ข้าวของบริจาคเต็มลำ ผู้คนเดินทางมาสร้างโรงเรียน สร้างบ่อน้ำสะอาด และมอบเงินบริจาคช่วยเหลือตลอดเวลา คนแอฟริกาไม่ได้เป็นแบบที่เราเข้าใจ พวกเขาอ่านออกเขียนได้ หัวดี และมีชีวิตจิตใจเท่าๆ กับคนทั่วไป พวกเขาไม่ได้ขาดแคลนความสามารถเลย

ถ้าอย่างนั้น แล้วความช่วยเหลือที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น ไม่ช่วยพวกเขาเลยหรืออย่างไร?

“เราไม่ได้ต้องการของบริจาคหรอก” นั่นคือคำตอบที่เธอได้รับ “เราอยากได้งาน”



ไลลา จานาห์ เรียนจบปริญญาตรีแล้วเริ่มต้นอาชีพแรกด้วยการเป็นที่ปรึกษาธุรกิจ เพราะเธออยากเรียนรู้เรื่องการเป็นผู้ประกอบการไปพร้อมๆ กับการหาเงินมาชำระเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาของตนเอง

ครอบครัวของจานาห์ไม่ได้สุขสบายนัก พ่อแม่ของเธอเป็นคนอินเดียอพยพมาตั้งถิ่นฐานที่อเมริกาในยุค 70 เธอคือสมาชิกคนแรกในครอบครัวที่เกิดในนิวยอร์ค

วัยเด็กของจานาห์ไม่ง่าย เพราะวุฒิวิศวกรรมศาสตร์ของพ่อและอักษรศาสตร์ของแม่ที่จบจากมหาวิทยาลัยในอินเดียไม่ได้รับการยอมรับจากผู้คนในอเมริกาสมัยนั้น แม่ของเธอหย่ากับพ่อและต้องเลี้ยงชีพด้วยการทำงานครัวในร้านฟาสต์ฟู้ด จานาห์ย้ายบ้านทั้งหมด 12 ครั้ง เติบโตขึ้นในบ้านที่ไม่มีโทรทัศน์ สวมใส่เสื้อผ้ามือสอง และถูกล้อเลียนอย่างหนักจากเพื่อนที่โรงเรียนเพราะเธอแต่งตัวประหลาด

แม่ของเธอรู้แค่ว่าลูกๆ จะต้องได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด ที่บ้านไม่มีเงินส่งเสียให้เธอและน้องเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนอยู่แล้ว แม่ของเธอจึงเสาะหาโรงเรียนรัฐที่ดีที่สุด แล้วใช้วิธีย้ายบ้านไปอยู่ใกล้ๆ เธอกับน้องจึงเรียนจบมาได้ด้วยทุนการศึกษา



ตอนนั้นคือปี 2005 หนังสือ The World is Flat (ใครว่าโลกกลม) ของ Thomas Friedman เพิ่งถูกเขียนออกมาและก็เขย่าทั้งโลกด้วยคำว่า “เอาท์ซอร์ส” ผู้คนในสหรัฐฯ เป็นกังวลเรื่องวิกฤตการจ้างงานทันที หากหน่วยงานเอกชนจะแห่แหนไปใช้บริการแรงงานมีทักษะในต่างประเทศ เพราะค่าแรงถูกกว่าการจ้างงานในประเทศพัฒนาแล้วหลายต่อหลายเท่า

จานาห์ก็มีอคติเช่นเดียวกับผู้คนส่วนใหญ่ที่มองว่า การเอาท์ซอร์สจะทำให้การจ้างงานในประเทศลดลง มันไม่เหมาะไม่ควรเลยที่คิดจะลดต้นทุนด้วยการเลือกไปจ้างแรงงานต่างชาติในอีกซีกโลกหนึ่งทั้งที่ที่คาดเดาคุณภาพบริการไม่ได้ และมันก็จะทำให้คนจำนวนมากในประเทศเดือดร้อนเพราะตกงานด้วย

ถึงจะมีเชื้อสายอินเดียก็ตามที แต่เธอก็ไม่ได้เห็นด้วยกับหัวหน้าที่ส่งเธอมาดูแลงานในอินเดีย จานาห์เดินทางผ่านชุมชนแออัดขนาดมหึมาที่ธาราวี เพื่อเข้าไปคุยงานกับบริษัทเอาท์ซอร์ส ผู้ให้บริการคอลเซนเตอร์ขนาดใหญ่ในมุมไบ

ที่อาคารสำนักงานแห่งนั้น เธอเห็นชายหนุ่มชาวอินเดียสามารถรับโทรศัพท์ และให้คำปรึกษาคุณผู้หญิงจากอังกฤษเรื่องตั๋วเครื่องบินเธอมีปัญหาได้สุภาพเรียบร้อยยิ่ง

วินาทีนั้นเองที่จานาห์ตาสว่าง

เธอเพิ่งรู้ว่าตนเองติดกับดักมายาคติ คิดว่าคนจนยากไร้เพราะพวกเขาทิ้งโอกาส ทิ้งความสามารถ ไม่พัฒนาตนเองให้ดีขึ้นเอง แต่ที่ไหนได้ เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามันมีพื้นที่บางแห่งของโลกที่ “โอกาส” ไม่เคยเดินทางไปถึง

เธอเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองเข้าใจเรื่องความยากจน (poverty) ตื้นเขินเพียงใด มีคนจำนวนมหาศาลทั่วโลกมากขนาดไหนที่ใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้น ไม่สามารถเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์ ไม่ว่าจะอาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัยปลอดภัย แต่คนยากไร้เหล่านี้ไม่ได้ไร้ความสามารถ ผู้คนเหล่านี้สามารถทำงานในเศรษฐกิจยุคดิจิตอลได้!

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของไลลา จานาห์ กับ SamaSource องค์กรไม่แสวงหากำไรที่ฉีกทุกขนบขององค์กรการกุศล จนได้รับรางวัลสุดยอดบริษัทนวัตกรรมจาก Fast Company



2

Sama มาจากคำว่า “สัมมา” ในภาษาสันสฤต หมายถึง เท่าเทียม ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ Source คือการจัดซื้อ จัดหา จัดจ้าง

จานาห์เริ่มต้นเขียนแผนธุรกิจ SamaSource ทันทีนับแต่นั้น ใช้เวลาหลังเลิกงานและช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ศึกษาความเป็นไปได้ของสิ่งที่เธอคิดไว้ในใจ ภาพที่เธอคิดไว้ไม่ใช่ภาพศูนย์คอลเซนเตอร์ทันสมัยอย่างที่เห็นในอินเดีย เพราะที่นั่นรับแต่คนชนชั้นกลางมีการศึกษาดีเข้าทำงาน

โมเดลที่เธอคิดไว้ คือหยิบการเอาท์ซอร์สมาใช้กับองค์กรไม่แสวงหากำไร แล้วทำให้เกิดการจ้างงานจำนวนมากในกลุ่มคนยากจน เธอจะจ้างเฉพาะคนที่มีพื้นฐานมาจากครอบครัวขัดสน แต่คนๆ นั้นมีความมุ่ง ตั้งใจทำงาน สามารถอ่านเขียนภาษาอังกฤษได้ดีในระดับที่เรียนจบไฮสคูลได้ จานาห์เน้นว่าต้องมีการตรวจสอบสถานะทางครอบครัวของคนที่จะเข้าร่วมเสมอ

หลังจากศึกษาและเตรียมแผน SamaSource เป็นเวลาหนึ่งปีครึ่ง เธอก็ลองเล่าไอเดียนี้ให้หัวหน้าฟัง พอฟังจบ หัวหน้าก็ออกค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับแอฟริกาให้เธอ บอกให้เธอไปลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพิ่ม เขาไม่รู้หรอกว่าโปรเจ็คที่เธอคิดไว้จะทำได้สักมากน้อยแค่ไหน แต่เขาเชื่อว่าสิ่งที่เธอจะลงพื้นที่ไปศึกษาน่าจะเป็นประโยชน์กับองค์กรได้

ในขณะเดียวกัน จานาห์ส่งแผน SamaSource ไปเข้าร่วมประกวดแผนธุรกิจที่เนเธอร์แลนด์ 9 เดือนต่อมาก็ทราบผลว่าได้รับรางวัลรองชนะเลิศ เงินรางวัลไม่มากมายนัก ไม่สามารถใช้จ้างใครให้มาช่วยเธอทำโปรเจ็คนี้ได้ แต่ด้วยเงินทุนก้อนนี้เองที่ทำให้จานาห์ตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อออกมาลุยโครงการของตนเองให้เต็มที่



ด้วยมีงบจำกัด จานาห์ต้องวางแผนการใช้เงินเท่าที่มีอยู่ให้ช่วยเหลือชีวิตผู้คนให้เกิดผลลัพธ์ได้มากที่สุด เธอสำรวจไปทั่วทวีปแอฟริกาซึ่งเป็นทวีปที่ยากจนที่สุดในโลก พบว่าประเทศเคนยา อดีตเคยเป็นเมืองขึ้นของสหราชอาณาจักร อัตราการว่างงานอย่างไม่เป็นทางการของประเทศเคนยาอยู่ที่ 70% มีประชากรวัยรุ่นที่มีการศึกษาดี เรียนจบจากโรงเรียนในชนบท แต่ไม่มีงานทำอยู่เป็นจำนวนมาก จานาห์เชื่อว่าหากเป็นที่นี่ เธอสามารถเสาะหาวัยรุ่นในสลัมที่อ่านเขียนภาษาอังกฤษได้ดีได้อย่างแน่นอน ที่นี่เหมาะจะเป็นจุดเริ่มต้นของ SamaSource

ทันทีที่ตัดสินใจได้ เธอก็เริ่มออกเดินทาง



ไนโรบี ประเทศเคนยา ก็เป็นเช่นเดียวกับประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนาในสมัยนั้น อินเตอร์เน็ทยังไม่ใช่ของทั่วไปในครัวเรือน แผนของจานาห์ก็คือ เธอตั้งใจเล่าโครงการของเธอให้เจ้าของร้านอินเตอร์เน็ทคาเฟ่ที่พบได้ในแหล่งชุมชนในไนโรบีฟัง และหากพวกเขาเห็นด้วย พวกเขาก็จะยอมให้เธอใช้อินเตอร์เน็ทคาเฟ่เพื่อเป็นสถานที่ให้คนทำงาน เธอไม่มีเงินทุนเพียงพอจะจัดซื้อคอมพิวเตอร์หลายชุดพร้อมกันอยู่แล้ว อย่าว่าแต่ติดตั้งอินเตอร์เน็ทให้มีความเร็วเสถียรเลย

งานที่เธอคิดไว้ไม่ใช่งานคอลเซนเตอร์ แต่เป็นงานประเภท Data Entry งานไม่ยาก ป้อนข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์ เพียงแต่ว่าข้อมูลที่ต้องดูแลมีจำนวนมหาศาล และการทำงานกับข้อมูลเหล่านี้ต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบอย่างยิ่ง

จานาห์เลือกพักในโรงแรมที่ถูกที่สุดแล้วไล่ตระเวนเล่าโครงการของตัวเองให้เจ้าของอินเตอร์เน็ทคาเฟ่แต่ละรายฟัง จนในที่สุด มีเจ้าของอินเตอร์เน็ทคาเฟ่แห่งหนึ่งสนใจและยินดีร่วมมือด้วย



หลังจากได้สถานที่ไว้ทำงานในไนโรบีแล้ว จานาห์เดินทางกลับประเทศ อาศัยบ้านเพื่อนเป็นที่พักและนั่งทำงานขณะเพื่อนออกไปทำงาน เธอนำเงินรางวัลที่เหลืออยู่ไปซื้อซอฟท์แวร์บริหารงานโครงการเพื่อจะทำให้เธอสามารถดูแลโครงการทั้งหมดนี้ได้ด้วยตัวคนเดียว เธอทำแผ่นพับประชาสัมพันธ์บริการของตนเองขึ้นมา ปริ้นท์ด้วยปรินเตอร์เก่าๆ เท่าที่มีอยู่ จากนั้นก็วิ่งเข้าออกทุกบริษัทเทคโนโลยีที่หาได้ เพื่อนำเสนอบริการ Data Entry ของ SamaSource

กันยายน 2008 ในที่สุด ลูกค้ารายแรกก็ปรากฏตัวขึ้น เขาเป็นเพื่อนของเธอเอง เพื่อนทำโครงการหนังสือเพื่อผู้พิการทางสายตา และมีห้องสมุดหนังสือเสียงออนไลน์สำหรับผู้พิการทางสายตาชื่อ bookshare.org เพื่อนคนนี้กำลังทำซอฟท์แวร์ตัวหนึ่ง และต้องการคนจำนวนมากมาช่วยตรวจสอบเนื้อหาในหนังสือว่าถูกต้องตรงกันกับเสียงอ่านหรือไม่ เพื่อนอยากให้เนื้อหาเรียบร้อยครบถ้วนตรงกันก่อนที่จะนำข้อมูลทั้งหมดใส่ลงไปในซอฟท์แวร์

จานาห์คิดว่าไม่เลวเลยที่ลูกค้ารายแรกของ SamaSource เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร คนทำงานในไนโรบีสามารถรับรู้ได้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำอยู่มีค่า งานที่พวกเขาทำสามารถช่วยเหลือเด็กน้อยผู้พิการทางสายตาทั่วโลกให้มีหนังสือเสียงจำนวนมหาศาลไว้เลือกฟังได้ จานาห์รับเงินค่าจ้างชิ้นแรกนั้นมา และบอกเพื่อนว่า ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องคุณภาพงาน เพราะเธอจะตรวจงานเองทุกชิ้นก่อนส่งมอบ

จานาห์ไม่ได้นอนหลับมากนัก เธอเดินทางกลับมาที่ไนโรบี เริ่มต้นคัดเลือกคน สอนคนทำงาน และตรวจสอบงานทั้งหมด คืนแล้วคืนเล่าที่อ่านหนังสือสำหรับเด็กประถมเหล่านั้น แต่นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของ SamaSource ใน Silicon Valley ก่อนจะรับงานซับซ้อนขึ้น จนกลายมาเป็นบริษัทผู้ให้บริการ Data Training (สอน AI ให้ทำงาน) ขนาดใหญ่ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ 50 อันดับแรกของนิตยสาร Fortune เลือกใช้บริการ



3

“ฟังดูเป็นความคิดบ้าบอ สร้างศูนย์คอมพิวเตอร์ด้วยตู้คอนเทนเนอร์ในหมู่บ้านหลังเขา ใช้แต่ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ยิงสัญญาณ WIFI ไกลแสนไกล เชื่อมโยงพนักงานของเราเอาไว้กับคนในโลกทั้งหมดข้างนอกนั่น” จานาห์ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Instyle เกี่ยวกับปีแรกๆ ของ SamaSource



เนื่องจาก SamaSource ต้องการใช้ “การจ้างงาน” เป็นอาวุธในการต่อสู้กับปัญหาความยากจน ทีมทำงานของ Sama ในวันนี้จึงต้องเดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่ผู้คนไม่มีรายได้เพียงพอแม้แต่จะเลี้ยงชีพ ไม่ว่าจะสลัมในไนโรบี, Port-au-Prince ในไฮติ, หรือประเทศที่เต็มไปด้วยเศษซากของสงครามอย่างอูกานดา ทีมงานของ Sama จะเดินทางเข้าไปและสอนงานในยุคดิจิตอลให้

งานในยุคดิจิตัลที่ว่า ก็มีทั้งการตรวจสอบอัลกอริธึมที่ทำให้การค้นหาของ Google ฉลาดขึ้น, ตรวจสอบข้อความและเนื้อหาไม่เหมาะสมที่ผู้ใช้โพสต์ลงในเว็บไซต์ TripAdvisor ไปจนถึงติด tag ให้รูปภาพใน Getty Image

SamaSource ทำกำไรได้เป็นครั้งแรกในปี 2016 และปัจจุบันเป็นบริษัทที่ให้บริการ data service ที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกาตะวันออก จ้างผู้มีรายได้น้อยที่มีพื้นเพยากจนจำนวน 1,200 คนให้ทำงานออนไลน์แก่บริษัทยักษ์ใหญ่

SamaSource รับคนเข้าทำงานโดยเลือกเฉพาะผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ความยากจนในท้องที่นั้น แล้วจ่ายเงินค่าจ้างให้พวกเขาโดยตรง ให้พวกเขามีรายได้เพียงพอแก่การเลี้ยงชีพ คนของ SamaSource ในแอฟริกาเป็นผู้หญิง คนที่เติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า คนที่ไม่อยากเร่ขายตัวข้างถนน และอดีตคนค้ายาที่ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับยาเสพย์ติดอีกต่อไป

นับถึงปี 2017 SamaSource ช่วยคนไปแล้วประมาณ 36,000 คน เป็นพนักงานโดยตรง 9,000 คนกับสมาชิกในครอบครัวของพนักงาน ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตพวกเขาให้มีรายได้ต่อครัวเรือน จากเดิมที่มีรายได้ครัวเรือนต่ำกว่า 2.5 เหรียญ/วัน เป็นมากกว่า 8.5 เหรียญ/วัน พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการมีเงินเพียงพอซื้อหาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการดีขึ้น ซื้อหาโปรตีนมารับประทานได้ มีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยแข็งแรง ดูแลสุขอนามัยของตนเองและครอบครัวได้ดีกว่าเดิม และสามารถส่งเสียลูกๆ ของตนเองให้ได้รับการศึกษาที่ดีได้ พนักงานที่จบจากโครงการ สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเอง หางานที่มั่นคงทำ หรือเลือกศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นต่อไปได้

เฉพาะโครงการของ SamaSource ใน Kenya ได้ทำให้คนในท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้น 42% จากเดิมในเวลา 5 เดือน และ 184% ในเวลา 4 ปี



สำนักข่าว BBC ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบคุณภาพชีวิตของชาวแอฟริกันที่เข้าร่วมโครงการนี้ Brenda หนึ่งในพนักงานของ SamaSource ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “คนเราต้องทำอะไรให้แตกต่างนะคะ ด้วยงานที่ฉันทำอยู่ ฉันเชื่อว่าฉันกำลังทำบางอย่างที่จะช่วยเหลือผู้คนต่อไปในอนาคต”

ที่คิเบร่า สลัมขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา พื้นที่ที่มีวิกฤตด้านสุขอนามัยและขาดแคลนน้ำสะอาดไว้บริโภค ที่นี่มีศูนย์ฝึกสอนพนักงานของ SamaSource ตั้งอยู่ ที่นี่เป็นทั้งโรงเรียนสอนทำสื่อ สตูดิโอ โรงอาหาร และชั้นเรียนที่จัดวางคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไว้เต็มพื้นที่ ครูผู้สอนจะทำหน้าที่ฝึกนักเรียนจากที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ไม่เป็นให้จนสามารถทำงานดิจิตัลเบื้องต้นได้

อาคารสำนักงานปัจจุบันของ SamaSource ในไนโรบี เป็นอาคารสูงสี่ชั้น เรียงรายไปด้วยคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเต็มพื้นที่ หากไม่มองออกนอกหน้าต่าง ก็จะพบว่าทั้งการตกแต่งภายในและการทำงานของคนที่นี่ไม่ต่างอะไรเลยกับใน Silicon Valley ข้อแตกต่างเพียงข้อเดียวคือ มากกว่าครึ่งของพนักงานที่นี่เป็นผู้หญิง และนั่นหมายถึงคณะผู้บริหารด้วย ไม่ถือเป็นเรื่องปกตินักสำหรับบริษัทเทคโนโลยี โดยเฉพาะกับสาย AI ด้วยแล้ว

Hellen Savala ฝ่ายทรัพยากรบุคคลให้คำอธิบายว่า เป็นความตั้งใจในการคัดเลือกคนเข้ามาทำงาน ก็เหมือนที่คนพูดกันว่า หากจ้างผู้ชายทำงาน เขาจะหาเลี้ยงครอบครัว. แต่ถ้าจ้างผู้หญิงทำงาน เธอจะดูแลครอบครัวตนเองและครอบครัวส่วนขยายด้วย ดังนั้น หากเราจ้างผู้หญิงทำงาน เราจะช่วยเหลือคนที่นี่ได้มากกว่า

Idris Abdi อายุ 25 ปี ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า “การได้ทำงานกับ SamaSource เปลี่ยนทุกอย่างในชีวิตฉัน เปลี่ยนมุมมองทุกอย่างเลย ที่นี่เปิดโลกให้เห็นว่าความหวังยังมีอยู่ ไม่ใช่แค่เราใช้ชีวิตไปวันๆ เท่านั้น”




(มีต่อตอน 2 ค่ะ)

ป.ล. โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ apple podcasts, google podcasts, spotify, podbean และ CastBox ค่ะ (^___^)v

SHARE
Written in this book
sit down and write
บันทึกสิ่งที่ค่อยๆ เรียนรู้ไปบนเส้นทางนักเขียน 
Writer
nananatte
storyteller
nananatte (นานานัตเต) ...ทำอาหารไม่เก่ง ...ชอบแมว โดยเฉพาะแมวดำ ...เป็นนักเขียนนิยายแนว slice of life กึ่งโรแมนติก กึ่งชิลล์ เพราะชอบเรื่องราวของคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ นิยายที่เขียนก็เลยมีแต่เรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ ...ชอบเครื่องเขียน ชอบกาแฟดำ ชอบอ่านหนังสือ ชอบสวน ชอบเดินเล่นในวันอากาศดีๆ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ ผลงานนิยายของเราตอนนี้มี 2 เรื่อง คือ Say You Love Me และ ร้านหนังสือเที่ยงคืน ติดตามอ่านกันได้ที่ fictionlog นะคะ :-)

Comments