สอบผ่านเป็นเรื่องตลก สอบตกอ่ะเรื่องธรรมด๊าา!
ก่อนอื่น  นี่เป็นสตอรี่แรกของเรา เกิดจากความที่นั่งฟังเพลงชิวๆพร้อมเสียงฝนตก รีเฟรชหน้าต่างคะแนนสอบ(แก้ตัว)ปริญญาตรีเรื่อยๆ ว่าคะแนนจะออกตอนไหน จะสอบตกมั้ยว้าา ทีนี้เกิดครึ้มอกครึ้มใจ ไหนๆก็สิงสู่ที่นี่มาซักพักแล้ว ลองแชร์ชีวิตตัวเองช่วงนี้หน่อยเป็นไง มีคนอ่านก็ดี ไม่มีก็ช่างมัน พอนึกได้ก็เปิด storylog เขียนทันที เพราะงั้นคำพูดและเนื้อหาที่คุณจะได้อ่านจะดิบและสดมาก 555555555 แถมกับความงงๆบ้งๆ  เพราะเราเป็นคนพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง คิดไรได้ก็พ่นออกมา อยากจะฮาโบ๊ะบ๊ะตรงไหนก็ฮา อยากจริงจังสาระตรงไหนก็ตามอารมณ์ อ่ะ เริ่ม!
ขณะที่กำลังจิ้มคีย์บอร์ด notebook เสียงดังบ้านสั่นอยู่นี้ เราคือบุคคลผู้เป็นกึ่งนักศึกษาปี 4 กึ่งบัณฑิตจบ 61  ในคณะที่เรียนตกแล้วสามารถสอบแก้ตัวได้ มหาลัยแห่งหนึ่งย่านปทุม 55555 ที่ต้องเรียกว่ากึ่ง เพราะตอนนี้เรายังรอผลสอบแก้ตัวที่่ว่านี่อยู่ ถ้าผ่านก็จะเป็นว่าที่บัณฑิตป้ายแดง ถ้าไม่ผ่านก็เตรียมตัวเรียนพร้อมน้องอีกซักปี ขำขำ (มั้ง?)สอบผ่านอ่ะเรื่องตลก สอบตกอ่ะเรื่องธรรมดาเป็นคำพูดที่เราได้ยินมาตั้งแต่ยังเล่นโดดยางแม่ติ่งหูได้  จนตอนนี้โดดไม่ขึ้นเพราะน้ำหนักตัวที่เยอะมากจากการเสพของหวานและอาหารรสชาติโอชาทั้งหลายแหล่รอบมหาลัย  ครั้งแรกที่ได้ยินประโยคนี้ เราคือเด็กนักเรียนผลการเรียนดีถึงดีมากคนหนึ่ง  เรามักใช้ประโยคดังกล่าวในบทบาทของคนที่ฮีลเพื่อนที่สอบตก  ทั้งที่เราไม่เข้าใจเท่าไหร่หรอกว่า  ตอนนั้นอ่ะ  เพื่อนคนนั้นเขาจะรู้สึกยังไง จะเศร้าหรือขำๆ จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนที่ว่ารึเปล่า
จนกระทั่งประโยคนี้ได้เข้ามาในชีวิตเราในฐานะ "ผู้ถูกฮีล"  ครั้งแรกที่เพื่อนๆมาปลอบ  เพราะการสอบตกพีทากอรัสช่วงม.2  ได้ลิ้มรสความรู้สึกของคนสอบตกเป็นครั้งแรก ลิ้มรสการเป็นผู้ได้ยินประโยคนี้เป็นครั้งแรก  เราในฐานะเด็กเด๋อผู้สอบตกพีทากอรัสนั้นร้องไห้หนักมาก  สอบตกมันเรื่องธรรมดาตรงไหนวะ?  จะบอกแม่ยังไงเนี่ยว่าเป็นลูกครูแท้ๆแต่ดันสอบตก  คิดอะไรหลายอย่างมาก  จนรวบรวมความกล้าไปบอกแม่จนได้ และแม่ก็บอกว่าสอบผ่านอ่ะเรื่องตลก สอบตกอ่ะเรื่องธรรมดางง งงมาก เตรียมใจมาพร้อมว่าต้องโดนตีตูดไม่ก็สวดยับแน่ๆ  แต่ในวันนั้นแม่ได้เล่าเรื่องของตัวเองว่า  แม่ก็เคยติด F วิชาหนึ่งตอนเรียนมหาลัยเหมือนกัน(ไม่ขอเล่ารายละเอียด เผื่อแม่มาเจอละจะโดนสวดจริงๆ5555)  อ่ะงงกว่าเดิมไปอีก  เพราะในสายตาของเรา   แม่เราเป็นคุณครูที่ perfect ประมาณนึง  ได้รับการนับหน้าถือตาจากผู้ปกครองมากมาย  ได้รับความไว้วางใจให้สอนพิเศษสอบเข้าโรงเรียนดัง  นั่นทำให้คิดได้ว่า จริงสินะ  คนเรามันก็ต้องมีเรื่องที่ผิดพลาดในชีิวิต ไม่ว่าคนๆนั้นจะ perfect ซักแค่ไหน  แต่ถ้ายังมีชีวิตอยู่ในก็ต้องผิดพลาดบ้างสิน่าา ความผิดพลาดหนะมันเรื่องธรรมดา
หลังจากวันนั้น  คุณคงคิดว่าเราคงจะมีการเรียนที่ดีขึ้น  เราขอบอกเลยว่าถูกครึ่งไม่ถูกครึ่ง  ก็คือ  ตอนม.ปลายเราเรียนสายวิทย์-คณิต  ด้วยเหตุผลยอดฮิตคือ  เรียนสายวิทย์มันกว้างดี สอบสายสังคมก็ยังได้  ซึ่งคิดผิดมหันต์มากแม่  เพราะเราทำคะแนนได้ดีในวิชาสายสังคมและภาษา  หรือวิชาวิทย์ที่ใช้การท่องจำอย่างชีววิทยา  แต่ฟิสิกส์ เคมี เลขเพิ่มนั้น ตก! 555555  แล้วประโยคยอดฮิตที่เป็น Head ของสตอรี่นี้ก็ลอยเข้ามาอีกครั้ง มีเพื่อนที่สอบตกเป็นเพื่อนกันมากอยู่เกินครึ่งระดับชั้น  ณ.ตอนนั้น  การสอบตกของเรากลายเป็นเรื่องธรรมดาไปจริงๆ  ไม่ใช่การมองว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน  แต่เป็นการมองการสอบตกเป็นเรื่องธรรมดาทางกายภาพไปจริงๆซะงั้น
จนมาปริญญาตรี  การสอบตกก็กลับมาเป็นเรื่องไม่ธรรมดาของเราอีกครั้ง  เนื่องจากเราเลือกเรียนและสอบติดคณะสายสังคมรหัส01ในมหาลัยที่คณะนี้มีชื่อเสียงมาก  เจอคนที่มี passion  ในการเรียนคณะนี้  เจอคนขยัน  เจอคนที่ born to be มาทางนี้ตั้งแต่เกิด  ทำให้อัตราส่วนของคนสอบตกมีน้อยกว่าอัตราส่วนของคนสอบผ่าน  เราเป็นแค่คนกลุ่มเล็กๆในคณะที่ผิดพลาด  ที่เป็นแบบนี้เพราะเราเรียนคณะนี้ที่คิดว่าเรียนได้ เงินดี แต่เรียนจริงๆกลับไม่ใช่ทางเลยซักนิดนึง แต่ก็เลือกที่จะไม่ซิ่ว(ไม่ควรเอาอย่างจ้า) เพราะคิดว่าเรียนได้อยู่ เรายังไหว  ซึ่งเอาจริงๆคือไม่ไหว  ร้องไห้บ่อยมาก จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของประชากรที่ต้องพึ่งพาหาหมอรักษาจิตใจซักนิด  ซึ่งนอกจากยาที่สามารถรักษาโรคได้  ก็มีอีกหลายอย่างที่มารักษาโรคของเรา หนึ่งในนั้นคือกำลังใจจากคนรอบข้าง ซึ่งก็มาปะปนมาด้วยประโยคเดิมสอบผ่านเรื่องตลก สอบตกเรื่องธรรมดาเว้ยแกรในมุมมองของเราณ.ตอนนั้น  ประโยคที่ว่ามันโคตรจะเฟคเลย  เพราะคนที่ปลอบเราด้วยประโยคนั้นส่วนใหญ่คือ  "คนธรรมดา"  ในสังคมของเราในตอนนั้น  ก็คือคนที่สอบผ่าน  คนที่ยิ้มดีใจกับผลการสอบที่เป็นไปได้ด้วยดี  ในใจเราก็ได้คิดลบๆในใจไปหน่อยว่า อ่าว มึงไม่ได้สอบตกมึงก็พูดได้ดิวะ 555555  แต่ก็ยิ้มไปกับคำพูดพวกนั้น  ทั้งที่ข้างในฝืนมาก  ฝืนที่จะร่าเริงเพื่อปกปิดจิตใจและร่างกายอันพังพินาศเจ้งกะบ้งของตัวเอง  จนกระทั่งเรามาเจอเพื่อนเราคนนึงที่บ่นกระปอดกระแปดหน้าทวิตภพ  ดินแดนแห่งการพร่ำเพ้อ  เพื่อนเราบ่นเรื่องคะแนนที่ออกมาต่ำกว่าที่คิด  แม้ว่านางจะสอบผ่าน  แต่คะแนนกลับได้มาไม่เท่ากับความพยายามของนางที่ได้ลงทุนลงแรงไป  จิตใจด้านดำมืดของเราตั้งคำถามในใจว่า จะเสียใจอะไรปานนั้นวะ  ทั้งๆที่เป็น"คนธรรมดา"ในคณะแท้ๆ
ณ.ตอนนั้น  คุณพ่อผู้เป็น safezone ของเรายังไม่ลาโลกไปพบท่านเง็กเซียน  เราเลยเอาเรื่องการสอบตกและการบ่นเรื่องคะแนนของเพื่อนที่สอบผ่านมาเล่าให้พ่อฟัง  พร้อมกับการพูดประโยคฮิตปลอบใจตัวเองสอบผ่านอ่ะเรื่องตลก สอบตกอ่ะเรื่องธรรมดาเนอะพ่อเนอะ   พ่อเราได้ยินก็ขำออกเสียงจนเกือบสำลักน้ำเป๊ปซี่เครื่องดื่มโปรดของเขา(เป๊ปซี่ไม่ได้เป็นสปอนแต่อย่างใด)  แล้วก็พูดว่า  "ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องธรรมดาหรือไม่ธรรมดา  แล้วก็ไม่มีคนไหนที่ธรรมดาหรือไม่ธรรมดาไปกว่าใคร  ทำไมเราต้องมองว่าการสอบตกเป็นเรื่องปกติ  ทำไมเราต้องมองว่าคนที่สอบผ่านคือคนปกติ  ทั้งๆที่เราก็คือคนเหมือนกัน จริงอยู่ว่าความพยายาม  สติปัญญา  ความมุ่งมั่น หรือทุนทรัพย์อาจจะมีไม่เท่ากัน  แต่สิ่งที่มีเท่าๆกันคือ...การใช้ชีวิตของตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่ตัวเองทำได้ไม่ใช่เหรอ นั่นแหละ คือเรื่องธรรมดาของคนธรรมดาล่ะ"ถึงตอนนั้นเราจะงงกับคำพูดงงๆของพ่อตัวเอง  แต่เราก็คิดตามคำพูดของพ่อได้อย่างนึงว่า  การที่สอบตกเป็นเรื่องธรรมดาหรือไม่ธรรมดา  การที่เราจะเป็นกลุ่มคนธรรมดาหรือแปลกประหลาดในที่แห่งหนึ่ง  มันก็คือสิ่งที่คนเรานิยามมันขึ้นมาเอง  ทั้งๆที่ทุกคนต่างก็มีสิ่งที่ธรรมดาจริงๆในชีวิตก็คือ "การใช้ชีวิต"  ก็แค่นั้นเอง  ทำไมเราต้องดูถูกตัวเองว่าเราเป็นคนแปลกประหลาด  ทำไมเราต้องคิดว่าการสอบตกหรือผ่านเป็นเรื่องธรรมดาด้วยล่ะ  เราก็แค่มีหน้าที่ต้องใช้ชีวิตต่อไปให้มีคุณภาพก็เท่านั้นเอง คือเรื่องธรรมดา  จนพ่อเราลาโลกไปพบท่านเง็กเซียน  คำสอนของพ่อก็ตายไปจากสมองเราตามชีวิตของพ่อ  เรากลายเป็นมนุษย์นักเครียดอีกครั้ง  เครียดจนลืมหลายสิ่งหลายอย่างที่เคยมีความหมายกับชีวิตมากๆ  จนวันนึงมีรุ่นพี่ที่เรียนจบไปแล้วมาเล่าเส้นทางชีวิตของตัวเอง  แล้วเขาก็พูดประโยคนึงว่า  "เราก็แค่ใช้ชีวิตป่ะวะ ?"   ประโยคนี้ทำให้คำพูดของพ่อมันลอยเข้าหัวเราอีกครั้งหนึ่ง ถึงจะจำรายละเอียดไม่ได้ครบ  แต่ก็ใจความประมาณที่เราพิมพ์ให้คุณ(และตัวเอง)ได้อ่านนี่แหละ  ซึ่งทำให้เราสู้และมีชีวิตรอดมาได้จนถึงปัจจุบัน
ตอนนี้คะแนนตัวสุดท้ายของเราที่จะชี้ชะตาว่าจะเป็นพี่ปี 5  หรือเป็นพี่ปีบัณฑิตยังไม่ออก  แต่อนาคตไม่ว่าเราจะต้องเรียนซ้ำหรือเป็นบัณฑิตป้ายแดง  สิ่งที่เราต้องทำก็คือการใช้ชีวิตของตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่เราทำได้และหวังจะให้เป็นก็เพียงพอแล้ว  การใช้ชีวิตนี่แหละ เรื่องธรรมดาล่ะ

P.S.ถึงตัวเองในอนาคต  ถ้าได้กลับมาส่อง storylog ของตัวเอง  ไม่ว่าตัวแกจะท้อแท้ หรือมีความสุข  แกผ่านมันมาได้แล้วนะ  แกคือคนธรรมดาที่กำลังทำเรื่องธรรมดาๆอยู่อย่างสุดความสามารถของแกแล้วล่ะ อิสอิส :)
P.S.อีกที : เป็นกำลังใจให้เราเรียนจบด้วยนะ สอบอ่ะคิดว่าทำได้ แต่จะรอดชีวิตมั้ยก็ภาวนาเอาเด้อ 5555555
SHARE
Written in this book
Diary of my life =)
Writer
2TURTLES
little eater
Eating is my life. but it not everything of life. นึกอะไรได้ก็เขียน นึกไม่ได้ก็ไม่เขียน 5555555555

Comments