การเป็นคนดีภายใต้กฏศีลธรรมแบบเด็ดขาดโดยไม่เจือปนด้วยความรู้สึกและอารมณ์
"จงประพฤติตนตามคติที่ท่านจงใจได้ที่จะยกให้คตินี้เป็นกฏสากลของมนุษยชาติ"                              (May you live your life as if the maxim of your actions were to become universal law) - อิมมานูเอล ค้านท์ (Immanuel Kant : 1724 -1804)      "อิมมานูเอล ค้านท์" เป็นนักปรัชญารุ่นใหญ่ลายครามซึ่งเปรียบเสมือน "เซอร์ ไอแซก นิวตัน" แห่งวงการปรัชญาตะวันตก เพราะผลงานของค้านท์ถือได้ว่าเป็นจุดหักเหของปรัชญาตะวันตกโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะความคิดเรื่อง "สิ่งในตัวเอง" (Ding an sich , Noumena) ซึ่งค้านท์ถือว่าเรารู้จักมันไม่ได้ เรารู้ได้เพียงแต่โลกแห่งปรากฏการณ์ (phenomena) ซึ่งเป็นความจริงที่ผ่านการกรองแล้วด้วยระบบโครงสร้างของตรรกะในสมองมนุษย์ที่ติดตัวมา ซึ่งทำให้ต่างคนก็ต่างเห็นโลกกันไปคนละแบบ นอกจากนี้ค้านท์มีชีวิตในช่วง ค.ศ. 1724-1804 ซึ่งนับว่ามีอายุคร่อม 3 ราชวงศ์ของแผ่นดินไทยด้วยกันคือ สมัยอยุธยา(รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ) - กรุงธนบุรี-จวบจนถึงรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี (นักปราชญ์ 3 ราชวงศ์ !) ในแง่ของการปูพื้นฐานทางปรัชญาศีลธรรม (จริยศาสตร์ : Ethics) ค้านท์วางระบบไว้ค่อนข้างสุดโต่งและตายตัวแบบสัมบูรณ์ว่าการกระทำที่สอดคล้องกับศีลธรรมหรือการเป็นคนดี คนที่มีคุณค่าทางจริยธรรม/ศีลธรรมนั้น จะต้องเป็นแบบใด
.
   ค้านท์มองว่าสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์คือ "การมีศีลธรรม" ไม่ใช่ "การมีความสุข" จุดมุ่งหมายของชีวิตคือการกระทำตามกฏแห่งศีลธรรมแม้ว่าการกระทำดีดังกล่าวไม่ได้ทำให้เรามีความสุขหรือได้ดีก็ตาม ค้านท์ถือว่ามนุษย์เป็น "สัตว์ศีลธรรม" เพราะ ธรรมชาติได้มอบ "ปัญญา" และ "ความมีเหตุผล"แก่มนุษย์ เพื่อมาต่อสู้กับ "กิเลสตัณหา" และ"แรงขับอันมืดบอดตามอารมณ์" ในสนามรบแห่งจิตใจมนุษย์ มีคำกล่าวอันกินใจของค้านท์ว่า
"หลักศีลธรรมนั้นอาจไม่ใช่หลักการที่ทำให้เรามีความสุข แต่การประพฤติตามหลักศีลธรรมทำให้เราเป็นผู้ที่คู่ควรแก่การมีความสุข"             ("Morality is not properly the doctrine of how we may make ourselves happy, but how we may make ourselves worthy of happiness.")
   หลักจริยศาสตร์ของค้านท์เป็นหลักที่ไม่ยืดหยุ่นและเถรตรงมากเกินไป อีกทั้งปฏิเสธความสำคัญของอารมณ์และความรู้สึกทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นเชิงบวก (สงสาร เมตตากรุณา เห็นใจ) หรือเชิงลบ (โกรธ อาฆาต อิจฉาริษยา) หรือแม้การกระทำตามสัญชาติญาณ อุปนิสัย หรือผลประโยชน์ส่วนตน แต่ให้ประพฤติตนตามหน้าที่อันควรและกฏศีลธรรมเท่านั้น ("จงประพฤติตนตามคติที่ท่านจงใจได้ที่จะยกให้คตินี้เป็นกฏสากลของมนุษยชาติ" พูดง่ายๆคือจงทำสิ่งที่ใครๆก็เห็นพ้องต้องกันว่าเป็นสิ่งดี) โดยมิให้เราโดนชักไยด้วยอารมณ์ทุกรูปแบบทั้งดีและร้ายในการกระทำทุกๆอย่าง การกระทำตามหน้าที่และกฏศีลธรรมเท่านั้นจึงนับว่า "มีคุณค่าทางศีลธรรม" โดยอาจจะเป็นกรณีที่ประพฤติตามกฏศีลธรรมโดยไม่ใช้อารมณ์ประกอบการกระทำ หรือ กรณีที่การกระทำที่มาจากการเอาชนะแรงขับและอารมณ์ด้วยปัญญาและเหตุผล หากปัญญาเอาชนะอารมณ์ก็นับได้ว่าการกระทำนั้น "มีคุณค่าทางศีลธรรม" 
.
   ค้านท์ไม่ได้บอกออกมาตรงๆว่าหน้าที่และการทำดีคืออะไรบ้างแบบศีล 5 ศีล 8 ของพุทธศาสนาที่บอกไว้ว่าควรงดเว้นอะไรและควรทำอะไร (เบญจศีล / เบญจธรรม)  แต่เราจะรู้ว่าอะไรควรไม่ควรได้เองจากปัญญาภายในตัวเราที่อยู่บนพื้นฐานของเหตุผลบริสุทธิ์และหลุดพ้นจากแรงขับและกิเลสตัณหา เมื่อนั้นทุกคนก็จะเห็นตรงกันว่าอะไรควรทำและไม่ควรทำ (“การกระทำตามกฎศีลธรรมจะเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์หลุดพ้นจากกระแสความรู้สึกมาสู่ปัญญาเท่านั้น”) ด้วยปัญญาอันนี้เองซึ่งค้านท์ถือว่าปัญญาเป็นแก่นแท้ของมนุษย์ทุกคน ตัวอย่างเช่น 1.คนที่มีนิสัยตระหนี่ขี้เหนียวแต่สามารถเอาชนะและฝืนนิสัยนั้นด้วยปัญญาตามกฏศีลธรรมจึงเลือกที่จะบริจาคทานแก่คนยากไร้ แบบนี้ถือว่า มีคุณค่าทางศีลธรรม 2. คนที่เป็นคนดีในสายตาทุกคนเพราะเขาชอบช่วยเหลือผู้อื่นเสมอไม่ว่าใคร การช่วยเหลือของเขานั้นถือว่า ไม่มีคุณค่าทางศีลธรรมเลย เพราะ ไม่ได้เกิดจากการเอาชนะแรงขับด้วยปัญญาและเหตุผล เพราะเขาย่อมช่วยเหลือทุกคนไม่เลือกหน้าอยู่แล้ว เป็นต้น นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญของระบบจริยธรรมของค้านท์คือ การใส่ใจแต่ตัวการกระทำเท่านั้น โดยไม่สนว่าผลลัพธ์จากการกระทำดังกล่าวจะให้ผลออกมาในรูปแบบใด ซึ่งออกจะสุดโต่ง ไม่ยืดหยุ่นและส่งให้เกิดปัญหาได้ในหลายกรณี
.
   ค้านท์ยังกล่าวว่า "ไม่ว่าในโลกนี้หรือนอกโลก มีสิ่งที่ดีในตัวเองโดยไม่ต้องพิสูจน์สิ่งเดียวเท่านั้นคือการมีเจตนาที่ดี" สรุปว่า การเป็นคนดีในแบบของค้านท์ คือการกระทำที่เกิดจากเจตนาดี สำนึกในหน้าที่อย่างตายตัวเด็ดขาดในทุกกรณี (หน้าที่นิยม) และประกอบไปด้วย ปัญญาบริสุทธิ์และเหตุผลบริสุทธิ์เป็นพื้นฐาน โดยไม่เจือปนด้วยอารมณ์และความรู้สึกใดใดเลย หรือมิฉะนั้นก็ต้องใช้ปัญญาเอาชนะเหนือแรงขับและอารมณ์ให้ได้ เช่นนี้แล้วการกระทำดังกล่าวจึงเรียกได้ว่ามีคุณค่าทางศีลธรรม และเป็นการกระทำที่ดี ดังนั้นศีลธรรมแบบค้านท์จึงมีรูปแบบเป็นคำสั่งเด็ดขาด (Categorical Imperative) กล่าวคือ "จง............." (การกระทำตามกฎศีลธรรมจะเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์หลุดพ้นจากอารมณ์ กิเลสตัณหา แรงขับมาสู่ปัญญาเท่านั้น และเมื่อเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมนุษย์ทุกคนย่อมรู้ว่าอะไรคือหน้าที่ที่ควรทำตรงกันหมดทุกคน)
.
   สุดท้ายนี้ขอลาจากไปด้วยคำกล่าวอันกินใจจากค้านท์
“จงปฏิบัติต่อผู้อื่นโดยถือว่าเขาเป็นจุดหมายในตัวเอง อย่าใช้ใครเป็นบันไดที่จะนำไปสู่จุดหมายของตัวท่าน” 

SHARE
Writer
Elan_Vital
A Happy Pessimist
I write in order to console my soul.

Comments