กลับบ้าน


     นายตรวจตั๋วร่างสูงอายุราว 30-35 ปีสวมชุดเครื่องแบบสีกรมท่าเดินเข้ามายังขบวนรถไฟพร้อมขยับหมวกปักตราที่สวมอยู่เล็กน้อยก่อนกล่าวให้ผู้โดยสารในขบวนรถได้ยิน
   
     "ตรวจตั๋วหน่อยครับ"

     รถไฟตู้นี้มีผู้โดยสารไม่มากนักจนเขาสามารถนับได้ด้วยมือข้างเดียว นายตรวจตั๋วเดินไปหาหญิงสาวสวมชุดเครื่องแบบข้าราชการเรียบร้อยซึ่งนั่งอยู่คนเดียว เธอยื่นตั๋วขนาดเท่ากระดาษโพสต์อิทใบเล็กให้เขาดู

     เขาหยิบตั๋วจากมือเธอไปตรวจเช็คความถูกต้องพลางเอ่ยถามอย่างเป็นมิตร "กำลังจะกลับบ้านเหรอครับ?"

     "ค่ะ" เธอตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ และแววตาที่หมองลงเล็กน้อย

     นายตรวจยื่นตั๋วคืนให้ "ไม่ทราบว่ามีเรื่องกังวลอะไรหรือเปล่าครับ?"

     หญิงสาวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง "...คือ...ฉันแค่กังวลว่าคุณแม่จะเป็นอย่างไรบ้างน่ะค่ะ" เธอหลุบสายตาลง "ท่านอาศัยอยู่คนเดียว ฉันเลยกังวลเรื่องสุขภาพของแม่"

     เขาเงียบอย่างใช้ความคิด แต่แค่ครู่เดียวก็ส่งยิ้มให้ผู้โดยสารสาว "อีกแค่สองสถานีก็จะได้พบคุณแม่แล้วล่ะครับ ไม่นานหรอก"

     เธอพยักหน้าเล็กน้อย แล้วยิ้มฝืนๆให้นายตรวจ "ขอบคุณมากค่ะ"





     เขาเดินไปหาผู้โดยสารคนถัดไปซึ่งนั่งเท้าคางมองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดสนิท คราวนี้เป็นชายวัยกลางคนอายุไม่น่าห่างจากเขามากนัก สวมเสื้อผ้าสบายๆจนเดาไม่ออกว่าทำอาชีพอะไร เมื่ออีกฝ่ายสังเกตเห็นว่านายตรวจได้เดินมาถึงเขาแล้วจึงยื่นตั๋วให้ดู

     เขารับตั๋วมาตรวจเช็คเช่นเคย แล้วกล่าว "อีกสามสถานีนะครับ"

     "อือฮึ" ชายคนนั้นขานรับในลำคอ แล้วมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง "...คุณคิดว่าผมดูเป็นไง?"

     "ครับ?" นายตรวจเลิกคิ้วแปลกใจกับคำถามนี้ แต่ก็มองอีกฝ่ายอย่างพิจารณาและตอบกลับไปอย่างสุภาพ "คุณผู้โดยสารดูดีแล้วล่ะครับ กำลังจะไปพบใครเหรอครับ?"

     ผู้โดยสารหนุ่มยกมือขึ้นเกาแก้มเก้อๆ "แฟนน่ะ ไม่สิ ตอนนี้น่าจะเป็นแฟนเก่ามากกว่า...แค่จะไปดูน่ะว่าเธอสบายดีรึเปล่า"

     นายตรวจคลี่ยิ้มให้ แล้วยื่นตั๋วคืนให้ผู้โดยสาร "ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้โชคดีนะครับ"






     เขาเดินต่อไปหาผู้โดยสารคนถัดไป เป็นชายผู้มีผมหงอกขึ้นเต็มศีรษะอายุราว 70 นั่งเขย่าขาตนเองท่าทางลุกลี้ลุกลนอยู่ไม่สุข เมื่อเห็นนายตรวจเดินมาก็รีบยื่นตั๋วให้พร้อมถาม

     "อีกเมื่อไหร่จะถึงสถานีของตาเหรอ"

     นายตรวจรับตั๋วจากคุณตามาดู "สถานีต่อไปนี่เองครับ จะกลับไปหาครอบครัวสินะครับ?"

     "ใช่ๆ หลานสาวตาเพิ่งคลอดเมื่อวานนี้ ตาอยากไปดูหน้าสักหน่อย" คุณตากล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นขณะรับตั๋วคืนจากนายตรวจ "ตาอยากมีหลานสาวมาตั้งนานแล้ว ลูกสามคนของตาก็มีแต่ผู้ชาย พอไอ้สองคนโตแต่งงานไปมีหลาน ก็ดันเป็นหลานชายกันทั้งคู่อีก !"

     "หลานคนนี้ของลูกคนที่สามเหรอครับ?"

     "เปล่าหรอก ของเจ้าคนที่กลางนี่แหละ เจ้าคนเล็กยังไม่หาเมียสักทีจนตาชักกลุ้ม" ชายแก่ถอนหายใจ "มันเอาแต่ดูแลแม่มัน ไม่ไปใช้ชีวิตของตัวเองสักที"

     นายตรวจขมวดคิ้ว "หมายถึงภรรยาคุณตาใช่ไหมครับ?"

     "ก็ใช่น่ะสิ แก่จะลงโลงอยู่แล้ว ทุกวันนี้สมองเลอะเลือนไปหมด ลำบากลูกอีก น่าจะตายสักที"

     "คุณตา พูดแบบนั้นไม่ดีมั้งครับ"

     คุณตาโคลงศีรษะ "ยายแกก็อายุมากแล้ว โรคภัยก็ถามหา เดี๋ยวนี้โรคนู่นโรคนี่อันตรายเยอะแยะไปหมด" แกมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วกล่าวต่อ "ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้ไปสบายไม่ต้องเจ็บต้องป่วย"

     "..."

     นายตรวจได้ฟังเช่นนั้นก็ขยับปีกหมวกเล็กน้อย แล้วยิ้มให้คุณตา

     "ขอให้หลานสาวเป็นเด็กที่แข็งแรงนะครับ"




     ผู้โดยสารรายต่อมาเป็นหญิงวัยกลางคนและเด็กหญิงอายุราวๆ 5-6 ขวบ คาดว่าน่าจะเป็นแม่ลูกกัน โดยที่เด็กหญิงนั่งยืนเข่ามือเกาะหน้าต่างมองออกไปนอกรถไฟ

     "ขอตรวจตั๋วหน่อยครับ"

     "อ้ะ...นี่ค่ะ" คนแม่ที่เพิ่งสังเกตเห็นนายตรวจรีบยื่นตั๋วสองใบให้กับเขา เด็กหญิงได้ยินเสียงจึงละความสนใจจากนอกหน้าต่างมาสนใจชายหนุ่มแทน

     นายตรวจมองเด็กหญิงแล้วยิ้มทักทาย "สวัสดีจ้ะ"

     เด็กหญิงมองนายตรวจด้วยแววตาสงสัย "คุณอาเป็นใครเหรอคะ?"

     มาถึงตรงนี้เขารู้สึกดีใจนิดหน่อยที่ไม่ถูกเรียกว่าลุง "อาเป็นคนตรวจตั๋วจ้ะ หนูกับคุณแม่จะไปไหนเหรอ?"

     "วันนี้เราจะไปเยี่ยมคุณพ่อกันค่ะ !" เด็กหญิงตอบอย่างสดใส แล้วหันไปหาแม่ "คุณแม่พาหนูมาเที่ยวโดยไม่บอกคุณพ่อ ไม่ดีเลย แบบนี้คุณพ่อก็เหงาแย่ !"

     นายตรวจมองผู้เป็นแม่ที่ยิ้มด้วยแววตาเศร้าสร้อย แล้วยกมือขึ้นลูบหัวเด็กหญิง "จ้ะ แม่ขอโทษนะ เดี๋ยวอีกแปปเดียวก็จะได้เจอคุณพ่อแล้วล่ะ"

     "อื้อ ! หนูอยากกลับไปกอดพ่อแล้ว"

     ชายหนุ่มมองเด็กหญิงผู้ไร้เดียงสาแล้วหลุบตาลงเล็กน้อย ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วยื่นตั๋วคืนให้กับคนเป็นแม่ "อีกไม่กี่สถานีก็จะถึงแล้วล่ะครับ"

     "นานไหมคะ หนูเบื่อแล้ว" เด็กหญิงพูดออกมาตามตรง นายตรวจจึงชี้ไปทางคุณตาคนเมื่อครู่ซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าแม่ลูกไปสองที่นั่ง

     "หนูไปเล่นกับคุณตาคนนั้นก่อนก็ได้นะถ้าเบื่อ แกนั่งคนเดียวคงจะเหงา"

     เด็กหญิงหันไปหาแม่เหมือนต้องการถามความเห็น คุณแม่พยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตให้เธอ เธอจึงกระโดดลงจากที่นั่งตนเองแล้วเดินไปหาคุณตาซึ่งนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างอยู่ นายตรวจมองตามแล้วหันกลับมาหาคนเป็นแม่

     "ยังไม่ได้บอกเธอเหรอครับ?"

     หญิงวัยกลางคนเม้มริมฝีปากอย่างลำบากใจ "ฉันไม่รู้จะบอกแกยังไงดีน่ะค่ะ"

     "เกิดขึ้นได้ยังไงเหรอครับ?"

     "...ผลจากอุบัติเหตุน่ะค่ะ" เธอกล่าวเสียงเบาหวิว มองไปยังลูกสาวของตนเองที่กำลังคุยกับคุณตาด้วยท่าทางสนุกสนาน "ตอนนั้นมีรถเสียหลักพุ่งเข้ามาบนฟุตบาท...แต่ดูเหมือนว่าแกจะจำไม่ได้ ฉันก็เลย..."

     นายตรวจนิ่งเงียบ ไม่แน่ใจว่าตนเองควรจะกล่าวว่าอะไรดี แต่ก่อนจะได้พูดอะไรไปผู้เป็นแม่ก็ละสายตาจากลูกสาวมายิ้มให้เขา

     "ฉันคิดว่าจะบอกแกหลังจากได้พบกับสามีน่ะค่ะ" เธอเว้นช่วงเล็กน้อย แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกับจะร้องไห้ "ไม่รู้เหมือนกันว่าแกจะรับได้รึเปล่า แล้วฉันก็ห่วงสามีด้วย ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะบอกลา แต่..."

     "...ครับ มันเป็นกฎ"

     "ค่ะ ฉันเข้าใจ ขอบคุณมากนะคะที่รับฟัง"

     นายตรวจเม้มริมฝีปากตนเอง แล้วคลี่ยิ้มบางให้หญิงวัยกลางคน

     "ขอให้โชคดีครับ"





     ผู้โดยสารคนสุดท้ายของตู้นี้เป็นเด็กสาวสวมเครื่องแบบนักเรียนมัธยมปลาย สีหน้าของเธอเรียบเฉยไม่มีทั้งแววตื่นเต้นดีใจหรือเศร้าหมองแตกต่างจากผู้โดยสารคนอื่นในตู้นี้

     "ขอตรวจตั๋วหน่อยครับ"

     เขาเอ่ย เธอยื่นตั๋วให้เขาโดยที่สายตาไม่ได้มองนายตรวจด้วยซ้ำ แต่นายตรวจไม่ได้ใส่ใจในท่าทีนั้นของเด็กสาวแล้วมองดูตั๋วในมือตนเอง

     ก่อนจะขมวดคิ้ว

     "เลยสถานีมาแล้วนะครับ"

     "ค่ะ"

     เด็กสาวตอบกลับด้วยท่าทางไม่ทุกข์ไม่ร้อน นั่นยิ่งทำให้นายตรวจงงหนัก

     "...ต้องการให้ผมแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อเปลี่ยนเวลาตั๋วให้ไหมครับ?"

     เด็กสาวส่ายหน้า "ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่อยากลงสถานีนั้นแล้ว"

     คำตอบนั้นทำให้นายตรวจตั๋วเริ่มลังเล แม้ว่าการไปยุุ่งกับการตัดสินใจของผู้โดยสารมันไม่ใช่หน้าที่ของเขา แต่การที่เด็กสาวเลือกจะทิ้งสิทธิ์ของตนไปโดยที่เขาไม่ทราบเหตุผลเช่นนี้มันทำให้เขากังวลไม่น้อย

     อย่างไรเสียรถไฟตู้นี้ก็เป็นตู้สุดท้ายพอดี นายตรวจจึงถือวิสาสะนั่งลงตรงข้ามเด็กสาว "ขอถามได้ไหมว่าทำไม?"

     เด็กสาวดูตกใจไปแวบหนึ่งเมื่อเห็นนายตรวจนั่งลงตรงข้ามเธอ แต่ก็เพียงแค่ครู่เดียวก่อนจะเปลี่ยนเป็นความลังเลคล้ายไม่แน่ใจว่าจะบอกดีหรือไม่ นายตรวจเห็นดังนั้นจึงพูดต่อ

     "สิทธิ์ครั้งนี้ ถ้าเกิดไม่แจ้งเปลี่ยนเวลาภายใน 24 ชั่วโมงก็จะเสียสิทธิ์และต้องรอไปอีก 7 ปีเลยนะครับ น้องแน่ใจจริงๆเหรอ?"

     เด็กสาวเบนสายตาไปทางอื่นอย่างครุ่นคิด "...หนูไม่แน่ใจว่าควรจะไปพบจริงๆรึเปล่า"

     "ใครเหรอครับ?"

     "ครอบครัวน่ะค่ะ" เธอกล่าวพลางยกมือขึ้นลูบแขนตนเองข้างหนึ่ง "หนู...โดนเพื่อนร่วมชั้นแกล้งค่ะ"

     นัยน์ตาของผู้ฟังเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเป็นปกติรอให้เด็กสาวเล่าต่อ

     "หนูเข้าหาใครไม่เก่ง พอรู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นส่วนเกินของห้องเสมอ และเพราะหนูเป็นแบบนี้ เลยโดนกลุ่ม...พวกนั้นแกล้ง" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย "ตอนแรกมันก็แค่การแกล้งกันเล็กๆน้อยๆ แต่พอผ่านไปเรื่อยๆ มันก็เริ่มหนักขึ้น หนูเคยโดนแอบถ่ายคลิปตอนอาบน้ำวันเข้าค่ายแล้วถูกเอาไปแชร์ในโซเชียลด้วย..."

     "...แล้วคุณครูล่ะ?"

     "เพราะไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ เลยจบแค่การสั่งให้ลบคลิปกับบทลงโทษเล็กน้อย แต่ก็ยังมีหลายคนที่เคยเห็นคลิปนั้น"

     "พ่อกับแม่เธอรู้เรื่องรึเปล่า"

     เด็กสาวเงียบ แล้วส่ายหน้าให้แทนคำตอบ

     "ทำไมล่ะ?"

     "...หนูมีพี่สาวอยู่หนึ่งคน เธอเป็นคนเก่ง สวย ดีไปทุกอย่าง เป็นที่ภูมิใจของพ่อแม่" เธอเบนสายตามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย "ฉันเรียนไม่เก่ง หน้าตาก็ไม่สวยเหมือนพี่ ไม่มีอะไรดีเลย พ่อแม่ไม่สนใจคนแบบฉันหรอกค่ะ แถมงานยุ่งอยู่เสมอด้วย"

     "เพราะงั้นบางที แบบนี้อาจจะดีที่สุดแล้วก็ได้ค่ะ"





     รถไฟเคลื่อนตัวจอดที่สถานีแห่งหนึ่ง คุณตาลุกขึ้นยืนแล้วโบกมือลาเด็กหญิงที่มาเป็นเพื่อนคุยเล่นกับตน ก่อนจะก้าวลงจากขบวน รถไฟเริ่มเคลื่อนออกจากชานชาลาอีกครั้ง

     นายตรวจมองตามแผ่นหลังของคุณตา "คุณตาคนนั้นน่ะ เห็นว่ากำลังจะไปพบหลานสาวล่ะครับ"

     เด็กสาวแปลกใจที่จู่ๆอีกฝ่ายก็เปลี่ยนบทสนทนาไปเป็นเรื่องอื่น "คะ?"

     "แกเสียเพราะมะเร็ง ดูเหมือนว่าจะกังวลเรื่องภรรยาและลูกชายคนเล็กอยู่" นายตรวจพยักเพยิดไปทางคู่แม่ลูก "ส่วนแม่ลูกคู่นั้นประสบอุบัติเหตุ ทางลูกสาวยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตายแล้ว ทั้งคู่กำลังจะไปพบคนพ่อกันครับ"

     "..."

     "ส่วนผู้ชายด้านนั้นทำงานหนักมากเกินไปจนหัวใจวายตายกลางดึก ตอนนี้เขากำลังจะไปพบแฟนที่เคยคบกันสมัยที่เขามีชีวิตอยู่ครับ"

     "แล้วก็ผู้หญิงคนนั้น เธอเองก็คล้ายกับคุณครับ"

     เด็กสาวมองไปยังผู้หญิงที่นั่งอยู่ที่นั่งแถวหน้า


     "เธอฆ่าตัวตายเหรอ?"

     "เปล่า เธอเคยสละสิทธิ์เมื่อรอบก่อนเหมือนน้อง"



     เด็กสาวหันมามองนายตรวจอย่างตกใจ เขาเพียงยิ้มให้แล้วเล่าต่อ

     "ผู้หญิงคนนั้นทำงานหนักทุกวัน ความเหนื่อยและความเครียดสะสมอย่างมาก จนกระทั่งวันหนึ่งระหว่างทางกลับบ้าน เธอเหนื่อยจนไม่ทันได้มองรอบตัวให้ดี เลยถูกรถชนระหว่างข้ามถนนครับ"

     "..."

     "หลังจากนั้นเธอก็ได้รับสิทธิ์ แต่ดูเหมือนว่าเธอจะเปลี่ยนใจในช่วงเวลาสุดท้าย เลยเลือกจะนั่งเลยสถานีไปแบบที่น้องทำนั่นแหละ"

     "...แล้วหลังจากนั้น...?"

     "เธอลงที่สถานีปลายทาง แล้วก็ร้องไห้ เสียใจที่ตนเองเลือกจะไม่ไปพบคุณแม่อีกครั้ง"

      นายตรวจกล่าวพร้อมรอยยิ้มเศร้า เด็กสาวนิ่งเงียบแล้วประสานกุมมือตนเองบนตัก

     "ถ้าสุดท้ายแล้วน้องจะเลือกสละสิทธิ์นี้จริงๆ มันก็เป็นการตัดสินใจของน้อง แต่ผมแค่อยากจะให้ลองคิดทบทวนอีกครั้งก่อนที่จะถึงสถานีปลายทาง..."

    "น้องไม่มีคนที่อยากไปพบจริงๆเหรอครับ?"

     เด็กสาวไม่ตอบในทันที เธอหลุบตาลงปล่อยให้เกิดความเงียบที่ไม่มีใครเริ่มทำลายมัน

     จวบจนรถไฟเคลื่อนเข้าใกล้ชานชาลาต่อไป เธอจึงเริ่มเล่า

     "จริงๆแล้วเมื่อก่อน พี่สาวกับหนูสนิทกันมากๆค่ะ"

     นายตรวจตั๋วที่คิดว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมพูดอะไรมีท่าทีแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็เงียบฟังที่เธอพูด

     "หนูติดพี่สาวมากๆ ชื่นชมพี่ที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์ แต่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่พรสวรรค์ของพี่ทำให้หนูเจ็บปวด พอรู้ตัวอีกทีหนูก็ก้าวออกมาจากโลกของพี่แล้ว"

     "หากเป็นไปได้ ก็อยากจะกลับไปสนิทกันอีกครั้ง...แต่มาถึงตอนนี้แล้วมันก็คงสายไปแล้วเนอะ?"

     เด็กสาวฝืนยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกเจ็บปวด ดวงตาที่เคยเฉยเมยไร้แววเริ่มมีน้ำตาคลอหน่วย

     "หนูน่ะ ไม่รู้หรอกว่าพ่อกับแม่จะคิดยังไง จะเสียใจรึเปล่า ทุกคนในห้องจะดีใจไหมที่เรื่องจบลงแบบนี้...แต่กับพี่น่ะ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะไปพบค่ะ"

     รถไฟจอดลงที่ชานชาลา หญิงสาวในชุดเครื่องแบบข้าราชการเดินออกจากขบวน เธอหันมามองนายตรวจแล้วโค้งตัวให้เล็กน้อยพร้อมยิ้มให้

     นายตรวจผงกศีรษะให้หล่อนแล้วขยับหมวก "ถ้าลงที่สถานีนี้จะพบกับนายสถานียืนรออยู่ น้องเอาตั๋วไปยื่นแล้วแจ้งกับนายสถานีได้เลยนะ"

     "...หนูตัดสินใจแบบนี้ ดีแล้วใช่ไหมคะ?"

     เด็กสาวถามอย่างไม่มั่นใจ นายตรวจตั๋วเองก็ไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ทันที เขาไม่สามารถบอกได้เพราะมีหลายคนที่มีความสุขที่ได้เห็นคนสำคัญของตนก้าวต่อไป และเศร้าเสียใจที่เห็นคนสำคัญของตนเจ็บปวดต่อการสูญเสีย บางที การที่เด็กสาวกลับไปอาจจะทำให้เจอกับเรื่องน่าเจ็บปวดก็ได้ แต่นั่นก็เป็นเพียงการคาดเดาที่เราจะไม่มีวันรู้คำตอบหากไม่ได้ลงมือทำ


     "อยู่ที่ตัวน้องเองครับ ว่าจะรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจนี้รึเปล่า"


     เด็กสาวลังเล เธอกำมือแน่นเม้มริมฝีปาก ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปที่ประตูทางออก

     รถไฟเริ่มเคลื่อนตัวช้าๆเตรียมออกจากสถานี เธอสูดหายใจแล้วกระโดดออกไปยืนบนชานชาลาก่อนจะหันกลับมามองขบวนรถไฟพร้อมโบกมือให้นายตรวจตั๋ว

     นายตรวจตั๋วยิ้มให้ มองเด็กสาวที่ค่อยๆลับสายตาไป สถานีรถไฟหายไปจากสายตาเขาแล้ว ร่างสูงลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปยังตู้รถก่อนหน้าตนเพื่อไปยังหัวขบวน





     หลากหลายผู้คน หลากหลายชีวิต ล้วนมีความปรารถนาที่อยากพบใครสักคนเป็นครั้งสุดท้าย อาจจะเป็นครอบครัว เพื่อนสนิท หรือคนรัก ใครสักคนที่มีความหมายต่อชีวิตของเรา

     ไม่มีใครรู้หรอก ว่าวันสุดท้ายของตนเองจะมาถึงเมื่อไหร่ วันที่ยังสามารถใช้เวลาร่วมกับคนสำคัญได้นั้นมีมากแค่ไหน


     ในวันที่ยังสามารถพบพวกเขาเหล่านั้นได้อยู่ รักษามันให้ดีๆนะ

     
     


SHARE
Written in this book
One day
Writer
SmokerZ
Writer
เอาไว้ลงเรื่องสั้นตามอารมณ์เป็นหลัก

Comments