30/06/2019 ความเจ็บปวดของคนที่มีแขนขาแต่หัวใจสูญหาย
จริงๆ ก็ไม่ได้ทำหล่นหายที่ไหนหรอก แค่ในหลุมดำลึกๆ กลางอกตัวเองเท่านั้นเอง มันเกิดช่องว่างที่มองไม่เห็นก้นอยู่ตรงนั้น แล้วกลืนเอาทุกอย่างไปทีละนิดละหน่อย จนสุดท้ายเหลือเพียงร่างไร้วิญญาณ

ชีวิตของผู้ป่วยจิตเวชก็คงประมาณนี้ มันคือการทำตัวเองหายไป เป็นยามเช้าที่ตื่นมาแล้วพบว่าทุกอย่างเหมือนเดิมแต่ไม่เหมือนเดิม ยังมีแขนขา มีเรือนร่าง เสื้อผ้า ข้าวของ บ้านพัก แต่...มันไม่เหมือนอะไรที่เคยรู้จัก ทุกอย่างดูห่างไกล ไม่ชิน และบางครั้งเหมือนเราอาศัยอยู่ในร่างของคนอื่น พำนักอยู่ในชีวิตของใครสักคนที่เราไม่คุ้นเคย

แม้เราจะพบว่ามีช่วงที่อาการดีขึ้นจนลดยาที่ช่วยเรื่องฉุนเฉียวลงไปแล้ว แต่ช่วงนี้เรากลับแย่ลง เราแย่ลงมากๆ หลังจากกลับมาอยู่บ้านตัวเองอีกครั้ง ตอนแรกเราก็ทำใจอะไรได้หลายอย่าง เราทำใจกับความรักที่ไม่มีอีกแล้วได้ ทำใจกับความล้มเหลวต่างๆ ในชีวิตตัวเองได้แล้ว ลุกขึ้นยืนกับชีวิตที่จะไม่ดีเหมือนเดิม การยอมรับว่าอ่อนแอด้อยค่านี่ก็ไม่ได้ง่ายนะ สำหรับเราไม่เคยง่ายเลย เพราะชีวิตเราแต่ก่อนเต็มไปด้วยความกล้าหาญ ความสู้ ความพยายามอย่างไม่ถดถอย การต้องยอมรับว่า "แกน่ะ ไม่ใช่ยอดมนุษย์นะ อย่าเสร่อ" ไม่ง่ายหรอกจริงๆ

มันมาแย่ตรงที่มีคนพยายามเข้ามาในชีวิต รุกหนักดีจนถึงจุดที่เรารู้สึกประทับใจ รู้สึกไว้วางใจ และให้เข้ามารู้จักชีวิตเราพอตัว แต่วันหนึ่งเขากลับตัดสินชีวิตเรา ชีวิตที่เขารู้จักแค่เดือนสองเดือนว่าเราเป็นคนไร้ศักยภาพ ไม่มีอนาคต มันก็...แผลเดิมๆ นะ แผลแบบที่คนก่อนหน้าเคยพูดไว้ในวันที่เราอ่อนแอที่สุด เราจึงมีความเชื่อว่าเราอ่อนแอไม่ได้ไง เพราะทุกคนจะพูดว่าเราไม่เอาไหน ตั้งแต่พ่อแม่ ไปจนถึงคนรัก เราแพ้ไม่ได้ เราจอดไม่ได้ เราต้องสู้!

มีแค่เพื่อนบางคนที่ยังอยู่ นักจิตบำบัด จิตแพทย์ ผู้ป่วยอย่างเดียวกันเท่านั้นที่เข้าใจสภาพแบบนี้ เป็นกลุ่มคนไม่กี่คนที่จะบอกให้เราใจเย็น ให้เราเลิกกดดันตัวเอง เลิกพยายามแบบไม่ดูสภาพตัวเองแบบนี้ เพื่อไม่ให้อาการต้องแย่ลง แต่ความสับสนที่เกิดขึ้นจากคนอื่นก็ทำให้คนที่ปกติชอบคิดลบกับตัวเองต้องมาคอยคิดวนไปมาว่าทำไมนะ ฉันมันแย่นักเหรอ แค่เพราะฉันเป็นแบบนี้ฉันถึงเหี้ยเหรอ? ฉัันไม่ได้อยากเป็นแบบนี้สักหน่อย ฉันไม่เคยชอบ ฉันไม่เคยชอบเลย

"ฉันเกลียดตัวเองที่สุด
เกลียดตั้งแต่เป็นเด็กที่ไม่รู้จักวิ่งหนีความเจ็บปวด
ฉันเกลียดตัวเองที่สุด
เกลียดตั้งแต่การยอมทนให้คนอื่นติฉินนินทาและทำร้าย
ฉันเกลียดตัวเองที่สุด
ที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่เคยพอหรือดีในสายตาใครสักที
ฉันเกลียดตัวเองที่สุด
ฉันเกลียดตัวเองที่ทำให้คนอื่นรังเกียจได้มากขนาดนี้
แม้จะเกลียดตัวเองขนาดนี้ฉันก็ยังเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย" 
หลายครั้งที่เรามองตัวเองในกระจก มองใบหน้า ร่างกาย แขนขา ทุกอย่างที่ดูสมประกอบดี แล้วก็เปรียบเทียบตัวเองกับคนที่มีน้อยกว่าหรือด้อยกว่า ตั้งแต่คนที่มีแขนขาเหมือนกันแต่โอกาสในชีวิตน้อยกว่า ไปจนถึงคนพิการ คนเป็นอัมพาต

ฉันเคยอ่านเรื่องของคนเขียน "นักประดาน้ำและผีเสื้อ" ฌ็อง-โดมินิก โมบี้ ที่โชคร้ายเป็นอัมพาตทั้งตัวขยับได้แต่เปลือกตา แต่สามารถเขียนหนังสือจบเล่มได้ด้วยการกะพริบตาเท่านั้น ส่วนเราสิ...เรามีทุกอย่างที่เคลื่อนไหวได้ปกติ แต่เราไม่สามารถทำหนังสือให้สมบูรณ์ได้เสียที เราเขียนหนังสือตั้งแต่มัธยม จนถึงตอนนี้ใกล้ 15 ปีแล้ว แต่เรายังไม่มีความสำเร็จใดๆ เลย 

เราอยากหลอกตัวเองให้คิดว่า...ทุกครั้งที่มีคนพิมพ์ข้อความขอบคุณ แสดงความรู้สึกกับงานเขียนเรา นั่นน่าจะเพียงพอแล้ว และที่ควรดีใจให้มากคือเมื่อเขาบอกว่าเขาเก็บข้อความต่างๆ ที่เราเขียนไว้ไปทวิตบ้าง เอาไว้จดจำและนึกถึงบ้าง มีคนชอบถึงเพียงนั้น เราน่าจะดีใจได้แล้ว นักเขียนบางคนยังไม่ได้แบบนี้เลย

แต่เราจับต้องมันไม่ได้ เราจับเอาความรู้สึกนั้่นมาสวมใส่ไม่ได้อย่างเสื้อผ้า เสื้อผ้าที่ห่อหุ้มตัวอวดต่อสายตาชาวบ้านนั้นเราหามาได้ด้วยเงินซึ่งได้มาจากงานอย่างอื่น จะโพนทะนาบอกใครไม่ได้หรอกว่าเขียนหนังสือหากิน ทั้งที่ทำได้แค่เขียนบทความที่ใช้เพียงเสี้ยวของความสามารถที่เคยมีทำมันขึ้นมา

วันนี้เราได้ดูคลิปการเล่นไวโอลินของ มานามิ อิโต้ ซึ่งเคยเป็นเด็กที่ชอบเล่นไวโอลินมากๆ เธอเล่นไวโอลินตั้งแต่เจ็ดขวบ ก่อนที่รถบรรทุกจะพรากความฝันไปพร้อมแขนขวาของเธอ ลองคิดดูสิว่ามันโหดร้ายแค่ไหนสำหรับผู้หญิงคนนึงในวัย 20 ปี กับโอกาสในการเล่นไวโอลิน = 0 

เราร้องไห้ ไม่ใช่แค่เพราะเพลง Ito ที่เธอเล่นเท่านั้น แต่เป็นเพราะแม้จะไม่สมบูรณ์แต่มันก็สวยงามเหลือเกิน เธอไม่ยอมให้แขนขวาที่หายไปเอาความฝันเธอไปด้วย เธอทิ้่งความรู้สึกสิ้นหวังให้จบอยู่กับรถคันนั้น และพยายามเล่นด้วยแขนเทียมที่ออกแบบมาเพื่อช่วยในการขยับคันชัก แรงบันดาลใจของเธอคือเรื่องเล็กน้อยและความเรียบง่าย คือการได้ยินแม่ของเธอบอกว่า "อยากให้เธอเล่นไวโอลินให้แม่ฟังอีกสักครั้ง"

เมื่อก่อนเรามักจะพยายามคิดอย่างวิตกกังวลว่า...ถ้านิ้วมือหายไปสักนิ้ว มือหายไปสักข้าง งานเขียนที่ยังไม่จบแบบนี้จะทำอย่างไร ถ้าไม่สามารถทำการพิมพ์หรือเขียนหนังสือได้ ชีวิตเราจะแย่แค่ไหน การเขียนเป็นการแสดงออกที่เสียงดังมากกว่าการให้เราพูดเสียอีก เหมือนกับที่วันหนึ่งเสียงของเราหายไป แต่เราเป็นนักพูด มันคงจะแย่มากๆ แน่ๆ

ไม่เคยคาดคิดเลยว่าแม้มือและนิ้วจะมีเท่าเดิม แต่มีบางอย่างพรากเราไปจากการเขียนได้เหมือนกัน คือการที่ตัวเองต้องยอมจำนนกับสมองตื้อๆ ของคนป่วยโรคซึมเศร้า ความป่วยไข้นี้ทำให้เราใช้เวลาอ่านนานขึ้น และบางทีอ่านไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อย อย่าว่าแต่เขียนเลย การบรรยายความรู้สึกออกมานี่ยากพอๆ กับการที่สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง ใช้ชีวิตหลังจากป่วยนั่นแหละ

เมื่อเห็นคนที่มีชิ้นส่วนในร่างกายหายไป หรือไม่สามารถขยับร่างกายได้แต่ไม่ยอมทิ้งความฝัน เราก็รู้สึกแย่...รู้สึกแย่กับตัวเองที่ไม่พยายามมากกว่านี้ รู้สึกแย่ที่ป่วย รู้สึกแย่ที่ตัวเองต้องยอมแพ้ ทั้งที่เราปกติดีแท้ๆ ทำไมเราคิดเราเขียนไม่ได้ ทำไมเราตื่นนอน กิน ใช้ชีวิตแบบคนปกติยากเหลือเกิน และแม้บางครั้งสมองจะแล่นอย่างรวดเร็วขึ้นมา แต่การกระทำให้เป็นไปตามนั้นก็ยังช้า เหมือนสมองสั่งการไปไม่ถึงปลายนิ้วของตัวเอง

เราร้องไห้...เพราะทุกสิ่งมันช่างสวยงาม
สวยงามเกินไป เปราะบางจนเกินไป พิกลพิการเกินไป
หมายถึงสตีเฟ่น? อิโต้? โมบี้?
เปล่า...มันคือสภาพความรู้สึกของเราเอง
ทุกอย่างที่เราคิดและหลอกให้ตัวเองเชื่อ
เราร้องไห้เพราะเชื่อว่าทุกสิ่งมันช่างสวยงามเกินไป 
เราอยากตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าแขนหายไปสักข้าง เพื่อจะได้รู้สึกเชื่อได้ว่าตัวเองนั้นบกพร่อง เจ็บป่วย พิการจริงๆ จนส่งผลต่อการทำงานและความฝันของเราเอง หรือจะตื่นมาพบว่าขยับได้เพียงตาเท่านั้นก็ได้ แล้วเราก็จะได้หาทางหลับตลอดไปอย่างไม่รู้สึกผิดนัก หรือต่อให้ขยับบางส่วนได้อย่างปลายนิ้ว เราก็ยังหาข้ออ้างที่จะไม่จับปากกาได้อยู่ดี

เราอยากตื่นขึ้นมาเพื่อพบว่าสิ่งที่พิการเป็นร่างกาย...แทนที่จะเป็นสมอง ความคิด และจิตใจของเราเอง แบบนั้นมันน่าเชื่อมากกว่าที่จะบอกว่าตัวเองใจพิการ สมองพิการตั้งเยอะ ก็แขนหรือร่างกายน่ะ...มองด้วยตาเปล่าก็เข้าใจได้ง่ายกว่าสิ่งที่ไม่เป็นรูปธรรมตั้งเยอะ

FYI เผื่อใครอยากดูคลิป
https://www.youtube.com/watch?v=MYezcuVwUUA
 
SHARE
Written in this book
บันทึกลูกกวาดบนถนนสีเทา 
รวมไดอารี่สำหรับปี 2019 ตั้งใจว่าไม่เขียนเยอะขึ้น ก็จะเขียนน้อยลง การเขียนน้อยลงในนี้ แสดงว่าอาการดีขึ้นมากๆ แล้่ว
Writer
LILITU
Vampire
Prof. of Being Dead insides. A Girl who obsessed with Death, Crime, Cat and Night Creatures. Nothing more...nothing less. [http://fb.com/lilith.in.the.moon]

Comments