"ชุมชน" คำง่ายๆ ที่ฉันเพิ่งเข้าใจความหมายที่แท้จริง
เราว่ารางวัลสูงสุดในศึกษาเรื่อง 'ชุมชน' ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม...คือการได้ลดอีโก้และความลุ่มหลงตัวเองให้ลดน้อยถอยลง
.
ถ้าดูตามประวัติศาสตร์แล้วจะเห็นว่าก่อนยุคปฎิวัติอุตสาหกรรมซึ่งมันก็แค่สองสามร้อยปีก่อนมานี้เอง
.
ค่า default ไลฟ์สไตล์ปกติของมนุษย์ชาติคือการอยู่เป็นชุมชนท้องถิ่นที่ใกล้ชิดกัน (intimate local community) อาจจะไม่ถึงกับว่าทุกคนรู้จักกันใกล้ชิดเหมือนยุคหิน แต่อย่างน้อยๆ คนในยุคนั้นก็ไม่สามารถที่จะมาทำตัวอินดี้ไม่สนโลกได้ง่ายๆเหมือนคนในทุกวันนี้ (มีตังกูจะทำอะไรก็ได้)
.
เรายังอยู่เป็นครอบครัว และมักทำอาชีพที่เป็นของต้นตระกูลของตัวเอง ถ้าเกิดเป็นลูกชาวนาก็มักจะโตมาเป็นชาวนา หรือจะเป็นตระกูลช่างไม้ ตระกูลพ่อค้า
.
จุดน่าสนใจคือในตอนนั้น "เงินยังไม่ใช่พระเจ้า" ใช่แหละว่ามันมีเงิน มีทอง มีการใช้สิ่งสมมุติในการแลกเปลี่ยนซื้อขายแล้ว
.
แต่ส่วนมากแล้วคนในชุมชนพึ่งพาอาศัยความเชี่ยวชาญของเพื่อนบ้านผ่านการแลกเปลี่ยนที่ไม่ใช่เงิน
.
เราแลกของกันใช้ เรามี "น้ำใจประจำหมู่บ้าน" ตัวอย่างที่คนไทยน่าจะนึกออกคือการลงแขกเกี่ยวข้าว ที่นามันออกจะกว้างขนาดนั้น ก็เรียกคนในชุมชนบ้านใกล้เรือนเคียงมาช่วยๆกัน
.
ทีนี้ย้อนกลับมาที่ 'สมมุติฐาน' ที่เคลมไว้เมื่อต้นเรื่อง
.
ในโลกทุกวันนี้ที่คุณสามารถอยู่ในคอนโดได้เป็นปีๆโดยไม่รู้จักหน้าค่าตาห้องข้างๆ

คุณสามารถซื้อเกี๊ยวน้ำเซเว่นมากินโดยไม่เคยเห็นหน้าตาคนปรุง คนขับรถมาส่งสินค้า คุณก็แค่ยื่นเงินไปที่เคาเตอร์ เดินขึ้นห้องไปกินคนเดียวเงียบๆ
.
ทั้งหมดนี้ทำให้คนยุคใหม่ให้ค่ากับความเป็นปัจเจกสูงมากอย่างไม่เป็นมาก่อน เราเซลฟี่ลงมุมสวยๆ เราตัดต่อความเป็นจริงเพียงเสี้ยวเดียวของชีวิตลงโซเชียลมีเดีย เรามีคำขวัญประจำยุคสมัยว่า
.
"ทำในสิ่งที่รัก แสวงหาความฝันและเป้าหมาย"
"ไม่ต้องสนใจว่าคนอื่นจะมองว่ายังไง ถ้าไม่เดือดร้อนใครก็ทำไปเลยไม่ต้องไปแคร์"
.
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผิดอะไร เพราะมันก็เป็นสิ่งที่พวกเราโฮโม เซเปียนส์ในปัจจุบันสามารถ "เอื้อมได้ถึงแล้วจริงๆ" ขอเพียงแค่มีเงินที่มากพอ เราจะสามารถซื้อทุกความต้องการที่เป็นเชิงวัตถุมาได้โดยแทบไม่ต้องพึ่งพาความเชื่อใจ น้ำใจ และระยะเวลาในการผูกสัมพันธ์เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนด้วยใจแต่อย่างใดเลย

#เงินกลายเป็นพระเจ้า
.
คำถามสำคัญที่เราควรย้อนกลับมาถามตัวเองคือ...เรารู้ตัวไหมว่าอิสระดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่เราเพิ่งได้รับมาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษย์
.
เราได้ประดิษฐ์โครงสร้างทางการเมือง สังคม กฎหมาย และแน่นอนที่สุด ระบบเศรษฐกิจหลังยุคอุตสาหกรรมที่การแบ่งงานกันทำ (divistion of labour)
.
ทำให้เราไม่ต้องทำเป็นซักกะอย่างก็สามารถมีได้ทุกอย่างจากความเชี่ยวชาญของผู้อื่นผ่านอำนาจเงินตราในการซื้อ
.
เป็นเวลานับหมื่นๆปีที่เราอยู่อาศัยเป็นชุมชน แต่แล้วการปฎิวัติอุตสาหกรรม ลัทธิเสรีนิยม และระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมก็เข้ามาตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านวัตถุของเราไป
.
เราไม่ต้องมีใคร
แต่เราต้องมีเงิน
.
ผัวไม่ต้องมี
ขอแค่มีเงินชั้นก็อยู่ได้ 555
.
เราได้ยินคำพูดประมาณนี้จนเป็นเรื่องปกติในยุคสมัย
.
ชุมชนแม้เหลือน้อยลงมากแล้วแต่ก็ยังพอมี
.
ชุมชนคือพื้นที่ที่เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตที่รอให้เราได้เข้าไปศึกษา เป็นเหมือนยาเม็ดแก้อาการหลงตัวเอง เป็นเหมือนการแกว่งไปอีกด้านของลูกตุ้มนาฬิกาที่เราเคยยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง
.
ใช่, โลกทุกวันนี้เราสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งใคร แต่ในเบื้องลึกของจิตวิญญาณ โดยธรรมชาติเนื้อแท้เราไม่เคยหยุดโหยหาการหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ความรู้สึกอ้างว้างเปลี่ยวเหงาที่อยู่ลึกๆ อัตราการฆ่าตัวตายที่สูงเป็นประวัติการณ์ทำให้เราต้องย้อนกลับมาถามตัวเองถึงสิ่งที่เป็นความหมายของชีวิต
.
ถ้าเรามีชีวิตอยู่แค่เพื่อตัวเอง เพื่อไอสิ่งที่เราเรียกว่าความรักและความฝัน แล้วถ้าเราทำมันได้สำเร็จ ถ้าเราปีนไปถึงยอดเขาที่ฝันใฝ่แต่พอหันกลับมาไม่มีใครให้ร่วมแชร์ เราจะรู้สึกอย่างไรในตอนนั้น
.
การลงพื้นที่ชุมชนดึงผมเองกลับไปยังความรู้สึกเหล่านี้ ความเป็นส่วนหนึ่ง เราเป็นคนตัวเล็กๆ ที่บัดนี้เริ่มจะทำตัวหยิ่งผยองไปกับอำนาจที่เงินตราสามารถซื้อหา แต่พอ the end of the day มาถึง ก็เป็นตัวเราเองนี่แหละที่ขอแค่ได้รู้สึกว่าเราได้ทำประโยชน์หรือมีค่ากับคนอื่นบ้าง แม้โลกสมัยใหม่จะไม่ได้มีชุมชนหรือรากเหง้าให้เรากลับไปสัมผัสได้อีกต่อไป แต่เราสามารถสร้างชุมชนในความเชื่อของเราเองได้ไหม อาจจะเป็นชุมชนเล็กๆ ทำในนามงานอดิเรก กลุ่มเพื่อน หรือแม้กระทั่งบริษัท ทำอะไรบางอย่างที่มันมีความหมาย...เป็นการทำอะไรเพื่อผู้อื่น
.
การลงพื้นที่ชุมชนสอนฉันในสิ่งเหล่านี้
เมื่ออีโก้หดเล็กลง เราจะเลิกถามว่าฉันเก่งแค่ไหน ฉันเก่งอะไร กลายเป็น...ด้วยความสามารถที่ฉันมี ฉันอาจทำอะไรเพื่อสังคมได้บ้าง...และตรงนั้นเองที่ความสุขจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อทำอย่างมีความสุข เมื่อมีคนอื่นได้รับประโยชน์ ไม่ว่าคุณจะต้องการหรือไม่ สุดท้ายเงินก็จะตามมาเอง
.
เป็นเงินที่ไม่ได้ ได้มาจากความโลภเพื่อเอามาจับจ่ายซื้อหรือเพื่อแสดงฐานะหรือเพื่อการแบ่งแยกตัวเองออกจากโลก
.
แต่เป็นเงินกระแสเย็นมีเมตตาที่สามารถเอาไปผลักดันคลื่นกระแสใหม่ๆ ที่หวัง คิด ทำ เพื่อชุมชนรอบๆตัวต่อไปไม่รู้จบ
.
คงจะดีถ้าชีวิตไปถึงจุดนั้น
จุดที่ได้ทำสิ่งที่รัก ที่ถนัด
และเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นไปในตัว
เป็นการขัดเกลาจิตใจผ่านการทำงานที่งดงามจริงๆ
.
ความคิดทั้งหมดนี้ฉันอุทิศแด่คำว่า "ชุมชน"
คำง่ายๆ ที่ฉันเองก็เพิ่งเข้าใจความหมายของมันจริงๆ เมื่อไม่นานมานี้เอง

ปล.แรงบันดาลใจการเขียนมาจากการลงพื้นที่ศึกษาชุมชนในค่ายสารคดีครั้งที่ 15
SHARE
Writer
Nui_Napat
so many role to play
ใกล้เรียนจบแล้ว กำลังแสวงหาโอกาสและคุณค่าของสิ่งที่ทำอยู่และกำลังจะทำต่อไป (ปัจจุบันเรียนจบ รับปริญญามา 2 ปี 8 เดือนแล้ว)

Comments