voyage of larynx
บันทึกการเดินทางของกล่องเสียงก้าวแรก...เริ่มขึ้นในช่วงมัธยมต้น ตอนนั้นฉันกำลังพยายามฝึกสครีม (scream) หรือ อธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น คือเสียงร้องแหกปาก ฟังดูหลอนบ้าง น่ากลัวบ้าง ของพวกนักร้องเมทัลคนโปรดทั้งหลายของฉัน 
ในตอนนั้นฉันดูแลคอและเสียงของตัวเองอย่างดีและใส่ใจ ทั้งนอนไว ดื่มน้ำบ่อยๆ และขยันทำตามบทเรียนบริหารกล้ามเนื้อปาก กล่องเสียง เส้นเสียง การวอร์มอัพ การฝึกควบคุมลมหายใจ ฯลฯ แต่สุดท้ายฉันก็ได้ผลลัพย์ที่ไม่ดีนัก พร้อมกับคำตอบที่ว่า "มันต้องใช้เวลานาน"

ก้าวที่สอง...คงจะเป็นการก้าวเข้าไปในห้องเรียนมัธยมปลาย สายศิลปะ-ดนตรี ครั้งแรกที่ฉันต้องหัดร้องเพลงจริงจัง และต้องเป็นการฝึกตามแบบแผนและขั้นตอน ไม่ใช่การลองผิดถูก ทำตามใจตัวเองเหมือนก่อน ที่สำคัญ เกณฑ์การตัดสินที่ชี้เป็นชี้ตายของครู กับประโยคที่ว่า "ใครร้องดีก็ผ่าน ถ้าร้องไม่ดีก็ 0" ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอะไรนัก หากการสอบร้องเพลงนี้ไม่ใช่คะแนนดิบ 50 คะแนน
เพลงที่พวกเราต้องร้องสอบนั้น คือ เหล่าบทเพลงทั้งหลายที่ถูกยกย่องด้วยชื่อเรียกเอาไว้สวยหรู "เพลงพระราชนิพนธ์" เพื่อนส่วนใหญ่ล้วนเลือกเพลงที่เข้ากับเสียงตัวเอง เพื่อนผู้ชายเลือกเพลงที่ผู้ชายร้อง เพื่อนผู้หญิงเลือกเพลงที่ผู้หญิงร้อง 
ส่วนฉัน...เป็นหนึ่งในผู้ชาย ที่เลือกเพลงที่ผู้หญฺิงร้อง 
แสงเดือนฉันเห็นเพื่อนหลายคนที่ร้องได้ไม่ทันจบประโยค ก็โดนตัดบทจบเพลง พร้อมเรียกคนถัดไปขึ้นมาร้องต่อทันที 
ส่วนเพื่อนบางคนที่มีความสามารถติดตัวมาบ้าง ก็ร้องอย่างสบายๆจนจบเพลง คว้าคะแนน 47-49 ไปครอง 
การสอบดำเนินไปเรื่อยจนถึงลำดับของฉัน 
ไม่รู้ว่าเพราะโชคช่วย หรืออย่างไร การที่ฉันเลือกเพลงที่ตัวเองชอบและอยากร้องมันจริงๆนั้น มันกลับช่วยให้ฉันผ่านการสอบมาได้ ด้วยคะแนน 47คะแนน
นั่นคือสิ่งที่ทำให้ฉันมีกำลังใจ และ กล้าที่จะก้าวต่อไปข้างหน้ามากยิ่งขึ้น
ถึงแม้ตัวฉันจะไม่ได้รับคอมเม้นท์จากครูท่านนั้น แต่เพื่อนนักดนตรีที่สนิทกับคุณครูก็แอบมากระซิบกับฉันทีหลัง ว่ามันเห็นครูเขายิ้มๆตอนฉันร้องอยู่แวบนึง 
เพียงเท่านั้น...ฉันก็พอใจแล้ว

ก้าวที่สาม...โดยปกตินั้นเรื่องเล่ามันควรจะไต่ระดับความน่าสนใจ และความพีคขึ้นไปเรื่อยๆแต่น่าเสียดายที่เรื่องนี้เล่ามาจากความจริง 
ก้าวสุดท้ายนี้ จึงเป็นเพียงเรื่องราวภายในห้องน้ำเล็กๆ ที่บ้านของฉันเท่านั้น
มันคือห้องซ้อมเดียวของฉัน มันเป็นคุณครูที่สำคัญ และเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาของฉัน
เพราะถ้าฉันไม่ได้ร้องเพลงตอนอาบน้ำแทบทุกวัน 
ไม่ได้ใช้ความพยายามอยู่ในนั้นเป็นชั่วโมง กับการตะโกนแหกปาก พยายามลองผิดลองถูก 
ใช้สมองคิดทบทวน ประมวลผลจากคำสอน และประสบการณ์ที่ผ่านมา 
ฉันคงไม่มีทางจะร้องเพลงได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน

จนถึงทุกวันนี้ ฉันพัฒนาขึ้นมาได้ จากคนที่ร้องเพลงฟังไม่ได้สักนิด 
กลายเป็นคนที่ร้องเพลงได้พอฟังได้ 
ช่วงเวลา 10 ปีตั้งแต่ ม.1 ถึง ปี4
กับพัฒนาการจากคำว่า
ฟังไม่ได้ เป็น ฟังพอได้


"แต่ผมภูมิใจในพัฒนาการอันยาวนานและเชื่องช้าของผมนะ"
พราะถึงอย่างไร 
.
"มันก็ได้เห็นผลลัพย์ในความดันทุรัง ที่ทุ่มเทลงไป"

SHARE
Written in this book
Experience
Writer
KonKean
Rookie Writer
Hi, I'm jame. 22 years old (23/03/1997) I love travel, culture, nature, photography and music. nice to meet yall.

Comments