Why do you leave me
Can you give me some reason to answer?
Okay, nothing to say, right?
That’s why I ask you about this question
If you don’t have any good idea for me,
You should stay here or go away from me.
It’s up to you
I don’t care about you anymore?
It’s none of my business. It’s your life!!!
I just move on and get over.

           คำว่า “ทิ้ง” คงจะเป็นหนึ่งในคำที่น่ากลัวที่สุดสำหรับคนใช้ชีวิตคู่ แต่หลายๆครั้ง เราเองก็เผลอมองข้ามความสวยงามของคำว่า “ทิ้ง” ไปอย่างน่าเสียดาย หากแต่จะมีใครค้นพบตรงนั้นมั้ย นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะส่วนมากคงเห็นด้านลบของมันมากกว่าอยู่เสมอ

          ฉันเองก็เป็นหนึ่งในคนส่วนนั้นที่รู้สึกไม่ค่อยดีกับคำนี้เช่นกัน 
“ความทรงจำ” เป็นตัวแปรที่ทำให้คนเรานั้นเจ็บปวด  “ความรัก” ก็คือส่วนหนึ่งในนั้น
 
          เพราะหัวใจของเราไปผูกความหวังและความเชื่อใจบนตัวเขา ทำให้ตัวของเราต้องเจ็บใจเสียเอง แม้ว่าจะขมขื่น แต่มันก็ได้สร้างตัวตนใหม่ที่เข้มแข็งและแข็งแกร่งกว่าเดิม

มันคงจะดีถ้าเรา “ทิ้ง” ความทรงจำที่ไม่ดีเหล่านั้นไปได้

ช่างน่าเศร้า เพราะโลกใบนี้ไม่ได้ใจดีอย่างทีคิด

โลกมักให้เราจดจำในสิ่งที่แย่ๆมากกว่าสิ่งดีๆเสมอ

เพื่อที่จะได้สอนเราว่าควรเลือกจำอะไรมากกว่ากัน

         “มาลินี” จึงเลือกที่จะเดินในเส้นทางที่คิดว่าเจ็บปวดน้อยที่สุด ภายหลังจากที่เธอนั้นได้พบกับชายผู้ซึ่งเป็นดั่งแสงสว่างในชีวิตของเธอ

         ย้อนกลับไปในปี 2547 ขณะที่มาลินีกำลังศึกษาอยู่ ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใจกลางเมืองหลวง ปีนี้นับเป็นปีสุดท้ายในชีวิตของการเรียนระดับอุดมศึกษา เธอตั้งใจเป็นอย่างมากว่าจะจบด้วยการคว้าเกียรตินิยมมาให้ได้ เพื่อเป็นของขวัญให้กับแม่ที่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูเธอมาตลอด

         ช่วงกลางปี มาลินี ได้พบกับคนคนหนึ่ง เขาเป็นรุ่นพี่ที่คณะวิศวะ “พี่ก้อง” หรือที่คณาจารย์รู้จักกันดีในชื่อ “สุธีระ” เขาเป็นหนึ่งในทีมองค์การนักศึกษาฯธรรมดาๆคนหนึ่ง แต่ที่มีคนรู้จัก เพราะ ก้อง เป็นคนขยันขันแข็ง ตั้งใจทำงาน ที่สำคัญงานเกือบทั้งหมดสำเร็จได้ก็จากแนวคิดของตัวเขาเอง วันนั้นเอง พี่ก้อง ได้เข้ามาจีบเธอและขอคบด้วย

         ไม่นานหลังจากดูใจกันไปได้สักพัก สุธีระ ได้รับปริญญาและจบไปก่อน แต่เขาก็ยังไปมาหาสู่อยู่เสมอ ไม่ห่างหายไปไหนเลย จนกระทั่งถึงคราวรับปริญญาของว่าที่ทันตแพทย์สาวอย่าง มาลินี บ้าง วันนั้นเองที่เธอได้รับข่าวร้ายที่เป็นดั่งฝันร้ายไปตลอดชีวิต และไม่มีวันเลือนลาง...

“สวัสดีค่า น้าติ๋ม”
“จ้าลูก คือ...เอ่อ...น้ามีเรื่องต้องบอกหนูหน่อยน่ะจะ”
“อะไรเหรอคะ”
“คือว่า...คือ...”
“น้าเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมเสียงสั่นแบบนั้นคะ”
“คือ...น้าจะบอกว่า แม่ของหนูโดนรถชนแล้วก็...เสียแล้ว”

         ตั้งแต่วินาทีนั้น มาลินี แทบล้มทรุดไปกองกับพื้น มีก็เพียงแต่ พี่ก้อง ที่คอยปลอบใจเธอได้ วันที่เธออยากให้คนรักมาเห็นความสำเร็จ กลับกลายเป็นวันที่ความฝันนั้นพังทลาย คงไม่มีอีกแล้ว ชีวิตที่สดใสและรอยยิ้มจากผู้เป็นมารดา
         เธอ คิดเสมอว่า แม่ของเธอ เป็นแม่ที่ประเสริฐที่สุดในโลก ไม่มีใครเทียบได้

         มาลินียังจำได้เสมอ สมัยเด็กๆที่เธอมักหนีออกไปเล่นนอกบ้าน แล้วกลับมาตัวเปลอะเปื้อน แม่ไม่เคยว่าสักครั้ง  หรือวันไหนที่แอบไปเล่นเกมกับเพื่อน แม่ก็ไม่เคยว่าสักครั้ง มีเพียงแต่ความรักที่มอบให้กับลูกและคำสอนที่พร่ำบอกลูกอยู่เสมอ

         จนวันที่ลูกต้องเดินตามทางความฝันของตัวเอง แม่ของมาลินี ไม่เคยบังคับว่าต้องเรียนอะไร เป็นอะไร หรือตามกรอบแบบไหน เพียงแต่พูดว่า
 “ถ้าลูกคิดว่าจะต่อสายนี้ ก็ให้คิดว่าตัวเราเองชอบมั้ย อย่าไปสอบเพื่อแม่ ทั้งๆที่ตัวเองไม่ชอบ ลูกทำงานอะไรหรือจะไปเป็นอะไร แม่โอเคหมดแหล่ะ ขอแค่ลูกมีความสุขกับสิ่งที่ทำ และสิ่งนั้นต้องไม่เดือนร้อนคนอื่น แค่นั้นพอ” 
            เพราะอย่างนี้ทำให้เธอต้องตั้งใจเรียน แม้ว่าจะไม่เก่งเหมือนคนอื่นก็ตาม มาลินีคิดว่า บางทีชีวิตก็ไม่จำเป็นต้องไปเปรียบเทียบกับใคร ขอแค่ในใจนำตัวเองเป็นมาตรฐานเพื่อพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม 

           ภายหลังจากที่แม่ได้เสียชีวิตไปได้ 3 เดือน เธอจำเป็นต้องเดินหน้าต่อ เพราะคำพูดของแม่ที่ว่าไว้ เมื่อตอนป่วยหนัก สมัยที่เธอยังเรียนอยู่มัธยมว่า


หากไม่มีแม่ ลูกจะต้องอยู่ให้ได้ แม้วันนี้อาจจะไม่ใช่วันสุดท้ายของแม่ก็ตาม แต่มันก็คงมีสักวันหนึ่งที่แม่ต้องจากไปอยู่ดี ไม่มีอะไรอยู่คงทนหรอกนะ จำไว้นะลูก ชีวิตคนเราเศร้ากับการสูญเสียได้ ไม่ว่าจะจากเป็นหรือตาย หากเมื่อไหร่ที่เราพร้อม ลูกจะต้อง ทิ้ง มันไว้ข้างหลัง และก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคงให้ได้ 
            นับเป็นตลกร้ายสำหรับเธอจริงๆ เมื่อคำพูดนี้สะท้อนกลับมาในอีก 6 ปี ให้หลัง  
            คุณเคยลองคิดบ้างหรือเปล่า ว่าจะมีใครที่โชคร้ายทั้งชีวิตมั้ย มันคงไม่มีหรอก มีแต่คนที่เจอสิ่งเลวร้ายมากกว่าสิ่งดีๆ ไม่รู้เพราะกรรมหรือเวรอะไรที่ทำให้คนคนหนึ่งพบกับความเศร้ามากกว่าความสุขแต่ให้ทำอย่างไรได้ ตัวเราก็ต้องสู้ต่อไปและยอมรับกับมันเท่านั้นเอง อนาคตมันเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าอยากให้ออกมาดี จงทำแต่กรรมดีด้วยแรงกายแรงใจอย่างเต็มที่ เมื่อนั้นวิมานที่ได้วาดไว้ย่อมปรากฏอยู่เบื้องหน้าแน่นอน

           หากถามถึงพ่อของมาลินี แม้แต่ลูกแท้ๆยังไม่ทันจำหน้าพ่อได้เลย เพราะตอนที่เธออายุได้ขวบกับอีกแปดเดือน พ่อของเธอก็เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งตับ จากที่ได้รักษาอาการไวรัสตับอักเสบบี มาก่อนหน้านี้เป็นเวลากว่า 1 ปี เป็นที่น่าเสียดาย ท่านคงไม่เสียชีวิต หากไปตรวจเร็วกว่านี้ เพราะแพทย์ได้บอกกับทางครอบครัวของมาลินีว่า มันได้ลุกลามจนถึงขั้นเรื้อรังเสียแล้ว และไม่นานก็คงกลายเป็นมะเร็งตับ แพทย์ได้พยายามยื้อชีวิตอย่างสุดความสามารถและรักษามาโดยตลอดจนกระทั่งถึงวาระสุดท้าย

         เพราะอย่างนี้ แม่ของมาลินี จึงได้บอกเธอไปอย่างนั้น ในวันที่ตัวเองป่วย เธอจึงเข้าใจทุกความรู้สึกของผู้เป็นแม่ว่าเจ็บปวดแค่ไหนที่สามีอันเป็นที่รักได้เสียชีวิตไปก่อนตัวเอง เพียงเท่านี้ มาลินีก็รู้แล้วว่า แม่นั้นเข้มแข็งมาก และเข้มแข็งพอที่จะเดินหน้าต่อไปด้วยการเลี้ยงดูลูกด้วยสองมือและลำแข้งของตัวเองอย่างไม่ย่อท้อ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีอะไรให้คิดถึงพ่อ แม่มักจะร้องไห้เสมอ แต่แม่มักจะไม่ให้ความเศร้านั้นมาหยุดยั้งชีวิต เพราะเวลามันไม่เคยรอใคร อย่าให้เวลามันเดินหน้า จนเราต้องรู้สึกเสียดายเลย

         กลับไปที่เรื่องราวของมาลินี พี่ก้องได้รับหน้าที่ดูแลเธอแทนคุณแม่นับตั้งแต่วันที่แม่เสีย เมื่อสามเดือนที่แล้ว ด้วยความรักความเอาใจใส่ ทำให้เธอคลายเศร้าลงไปได้มาก แต่ก็อาจไม่มากพอให้ลืมไปได้เลย ความที่เธอเป็นลูกคนเดียวของครอบครัวเหมือนกับพี่ก้อง ทำให้เขาเข้าใจความรู้สึกดีว่า มันทั้งเหนื่อยและท้อ ดังนั้นเขาจึงพร้อมที่จะดูแลเธอไปตลอดชีวิต และยิ่งสร้างความมั่นใจไปอีกเมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น

         พอในปี 2552 ทั้งคู่ได้ฉลองครบรอบ 4 ปีของการเป็นแฟนกัน โดยฝ่ายชายได้ปรึกษากับทางครอบครัวแล้วว่าตนเองจะแต่งงานกับมาลินี พ่อกับแม่ก็ตกลง เพราะเห็นว่าคบกันมานานและฝ่ายหญิงก็มีฐานะกับมีอาชีพที่มั่นคง ซึ่งฝั่งทางญาติของมาลินีเองก็เห็นด้วยที่จะให้ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ได้มีการนัดกันพบทั้งสองฝ่าย และยังมีการนัดดูฤกษ์ ดูชุดแต่งงาน และถ่ายพรีเวดดิ้ง ทุกอย่างดูกำลังไปได้ดี 

แต่ทว่า...

          แฟนเก่าของก้อง “ชุติมา” ได้เข้ามาในชีวิตของเขาอีกครั้ง ภายหลังจากที่แต่งงานกันไปได้ 2 เดือน ชุติมาพยายามติดต่อกับสุธีระอยู่เป็นประจำ แต่เขาปฏิเสธเสมอ และให้มาลินียึดโทรศัพท์ไปเลย พร้อมบอกเหตุผลว่าแฟนเก่ากำลังตามรังควาน แม้รู้ว่าจะแต่งงานไปแล้วก็ตาม ก้องได้เปลี่ยนทั้งเบอร์โทรศัพท์และอะไรหลายอย่างเพื่อหลีกหนีตัวปัญหา อย่างชุติมารวมถึงปิดที่อยู่บ้านและที่ทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงการพบเจอกัน

         ถ้าให้พูดถึงชุติมา เธอเป็นคนที่เพียบพร้อมเกือบทุกอย่าง ทั้งสวย ทั้งฐานะทางการเงินและอาชีพที่บ้านมีความมั่นคง ขนาดที่ว่าเธอสามารถเอาเงินซื้อใครต่อใครก็ได้ แม้กระทั่งตัวก้องเอง เธอซื้อของอะไรให้เกือบทุกอย่าง
         เขาเคยคบกับเธอตอนสมัยเรียนมัธยม ซึ่งคบกันเป็นเวลากว่า 2 ปี ทำให้มันผูกพันเกินกว่าที่จะตัดขาดกันได้ แต่เขามักเบื่อแฟนอย่างเธอเอามากๆ เพราะชุติมาหรือหญิงก็มักจะคอยหึงหวง จู้จี้ และตัวติดกับเขาตลอด พอทนไม่ไหว จึงขอบอกเลิกไป ดันพอดีกับทางครอบครัวของหญิงย้ายไปอยู่อิตาลี ทำให้เธอจำต้องย้ายตามไป จนกระทั่งเธอจบและกลับมาที่ไทยพร้อมครอบครัวเหมือนอย่างวันนี้

         อีกอย่างคนแบบชุติมาไม่เคยยอมใคร เมื่อรู้ว่าแฟนเก่าของตัวเองไปคบและแต่งงานกับผู้หญิงคนใหม่อย่างมาลินี จึงเกิดความรู้สึกอิจฉา และอยากที่จะนำของที่เคยเป็นของตัวเองมาครอบครองเหมือนเก่า เพราะอย่างนั้น ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้สำหรับเธอคนนี้ ไม่นานหญิงก็ได้ที่อยู่จากแหล่งข่าวใกล้ชิดจากที่ทำงานของตัวสุธีระเอง

“นี่ หญิง เลิกยุ่งกับชีวิตพี่ซะทีเถอะ”
“ทำไมล่ะคะ น้องมันไม่ดีตรงไหน”
“ทุกตรงนั่นแหล่ะหญิง รู้มั้ย ตอนนี้พี่ก็มีความสุขดี ชีวิตพี่กำลังจะดี อย่าให้แฟนพี่ต้องเดือดร้อนไปด้วยเลย”
“นี่พี่ก้อง แฟนพี่น่ะ มันจะดีกว่าน้องขนาดไหนกันเชียว”
“ก็ดีกว่าหญิงหลายเท่าก็แล้วกัน เพราะว่าเราไม่เคยรู้จักคำว่ารักเลย ทำไมถึงคิดว่า รักคือการครอบครองล่ะ ทำไมถึงไม่คิดว่า ความรักคือการทำให้คนที่เรารักมีความสุข ทำไมถึงเห็นแก่ตัวแบบนี้หญิง พี่เสียดายมากเลยนะ อุตส่าห์จบสูงซะเปล่า แต่ไม่ได้อะไรกลับมาเลย”
“กรี๊ดดดดด นี่พี่กำลังว่าหนูเหรอ ก็ได้น้องน่ะไม่รู้จักหรอก ไอ้คำว่ารักอะไรของพี่น่ะ แต่เมื่อน้องไม่ได้ ใครหน้าไหนก็อย่ามาได้ของของๆน้อง คอยดูนะ”

           หลังจากนั้น ชุติมาก็พยายามสร้างความแตกแยกให้ทั้งสองบ้าน และพยายามไปที่บ้านของสุธีระ แต่หลายต่อหลายครั้งก็เจอญาติของตัวฝ่ายชายและมาลินีคอยกันไว้เสมอจนกระทั่ง...

“สวัสดีค่ะ คุณมาลินี”
“อ้าว สวัสดีค่ะ คุณชุติมา เชิญนั่งก่อนค่ะ” มาลินีผายมือเป็นเชิงให้นั่งบนโซฟาก่อนจะพูดต่อ...
“ฉันได้ยินชื่อเสียงของคุณมาพอสมควร จะว่าไปคงเป็นอย่างที่ร่ำลือกันจริงๆสินะ”
“ทำไมเหรอคะ” 
“ก็แหม คุณดันมาในวันที่ทุกคนออกไปทำธุระกันหมดแบบนี้ อย่างกับคุณมีตาทิพย์ซะอย่างนั้น ถ้าไม่มีกล้องแอบซ่อนมากับของที่คุณให้มาผ่านพี่ก้อง ฉันคงไม่สงสัยหรอกค่ะให้เรียกว่าอะไรดีคะ รู้ดีหรือสอใส่เกือกดีคะ”
“นี่ยัยมาลินี”
“อ้าว แค่นี้ก็เรียกว่ายัยเลยเหรอคะ คุณชุติมา อันที่จริงต้องขอโทษด้วยที่ว่าไปแบบนั้น ฉันไม่ได้ตั้งใจจริง...แต่เอาตรงๆเลยนะ คุณต้องการจะทำอะไร”
“แหม ฉันก็ต้องการของของๆฉันคืนน่ะสิ!!!”
“ตุ๊กตาหมียักษ์นั่นน่ะเหรอ เดี๋ยวฉันเอามาให้นะ”
“นังนี่ ฉันหมายถึงพี่ก้องของแกน่ะ อย่ากวนให้มันมาก”
“ต้องขอโทษด้วย ของชิ้นนั้นเป็นของฉันไปที่เรียบร้อยแล้ว อย่าคิดแย่งของคนอื่น เพียงเพราะตัวเองมาก่อนเพราะบางทีคนที่ได้ทีหลัง อาจจะดูแลมันดีกว่าเจ้าของเดิมก็ได้ จริงมั้ยคะคุณชุติมา”
“ยัย...”
“อ๊ะๆ อย่าเพิ่งพูดสิ ฉันยังพูดไม่จบ อีกอย่าง คุณชุติมาเคยเลี้ยงหมามั้ยคะ การที่คนเราไปขโมยหมาคนอื่นมาเลี้ยง ตัวหมาเองจะมีความสุขมั้ยคะ แม้เจ้าของใหม่จะมีความสุข แต่ตัวหมามันไม่มีความสุขหรอกค่ะ”
“แล้วรู้ได้ยังไงว่าเธอเป็นเจ้าของแล้ว" 
“แต่งงานน่ะสิ ถามมาได้”
“เธอนี่โง่เนอะ แค่แต่งงาน จะหมายถึงเป็นเจ้าของเหรอ ฉันก็นึกว่าจะตอบได้กันแล้วเสียอีก”
“นังหญิง เธออย่าพูดจาสกปรกแบบนี้นะ”
“ตายจริง แสดงว่ายังไม่ได้กันสิ แบบนี้ฉันชนะ เพราะว่าฉันกับเขาได้กันแล้ว และตอนนี้กำลังท้องอยู่ด้วย”
“อะไรนะ” 
“ใช่ เธอฟังไม่ผิดหรอก คุณดาว เขายอมพลีกายเพื่อฉันตั้งแต่เห็นหน้ากันครั้งแรกแล้ว”
“ไม่จริง เธอโกหก” ทันใดนั้นเองมาลินีง้างมือและตบเข้าไปที่แก้มของชุติมาอย่างเต็มแรง
“โอ๊ยยัยดอกจิก เธอทำอะไรฉัน”
“แค่นี้มันน้อยไป เธออย่าตอ....ไปมากกว่านี้เลย ฉันไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด จำเอาไว้ด้วย”

           และแล้วการตบครั้งที่สองจากมือมาลินีดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เธอบีบแก้มเอาไว้ด้วยและผลักชุติมาลงเต็มแรงก่อนจะนั่งคร่อมตัวและจัดการกระชากผม ก่อนจะตบเป็นครั้งที่สาม

“จำไว้นะ ให้รู้ว่านี่เป็นบ้านใคร ออกไปเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นฉันแจ้งตำรวจแน่ ออกไป!!!”

          หลังจากนั้นชุติมา ก็เก็บความแค้นนั้นเอาไว้ ผ่านไปหลายสัปดาห์ จนกระทั่งเจอตัวของพี่ก้อง เธอก็ได้มอมยาจนสำเร็จ จากนั้นก็พาเขาไปทำกิจกรรมบนเตียง และเธอก็คิดเสมอว่า เธอถือไพ่เหนือไว้แล้ว ควรค่าที่จะเปิดต่อหน้ามาลินี

          ขณะเดียวกัน สุธีระ ก็มีท่าทีเปลี่ยนไปจนมาลินีสังเกตได้ พอถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า เขาก็เพียงพยักหน้า และบอกไม่เป็นไร คงบอก น่าจะเป็นเพราะเรื่องงานมากกว่า แต่เธอรู้ดีว่าต้องเป็นฝีมือของนังตัวดีอย่างชุติมาแน่ๆ และแล้วก็มาถึง ตอนที่เขาและเธอเดินไปเที่ยวห้างกันอยู่...

“ว่าไงคะ คุณพ่อ ทำไมไปเดินกับผู้หญิงแปลกหน้าแบบนั้นล่ะคะ แม่เสียใจนะ” ชุติมาทักทายก่อนจะโพล่งขึ้นมา
“นี่เธอหยุดเลยนะ รู้มั้ยว่าช่วงนี้เขาเครียดมากเลยน่ะ” มาลินีพูดทันควัน
“จริงเหรอคะ แหม จะไม่ให้เครียดได้ไง ก็ห่างจากลูกขนาดนั้นใช่มั้ยคะพี่ก้อง” พี่ก้องเพียงแค่ส่ายหัวเท่านั้น ส่วนสีหน้ายังคงดูตกใจที่เจอชุติมาในวันนี้
“อะไรนะ” มาลินีหันไปมองพี่ก้องอย่างรวดเร็ว
“ตายแล้ว นี่พี่ก้องยังไม่ได้บอกคุณมาลินีหรอกเหรอ ว่าเรามีลูกกันแล้ว และฉันก็ท้องด้วย...คราวนี้ฉันพูดจริงนะยัยดอกจิก”
“นี่พี่ก้อง บอกน้องมาเดี๋ยวนี้เลยนะ”
“เอ่อ...จ...จริง...พ...พะ...พี่ขอโทษ...แต่พี่อธิบายได้นะ”
“ไม่ต้องพูดค่ะ” มาลินีตบหน้า พี่ก้อง ไปหนึ่งที ก่อนจะพูดออกมาว่า
“ไปเลยนะ ไปเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องมาหาดาวอีก เราเลิกกัน”
“เดี๋ยวๆ ฟังพี่ก่อน ดาว ฟังพี่ก่อน”

           ครั้งนั้นนับเป็นฝันร้ายครั้งที่สอง เพราะวันนั้น มาลินีวิ่งหนีไปพร้อมกับธารน้ำตาที่หลั่งรินอาบแก้ม เธอไม่ฟังอะไรทั้งนั้น แม้ภายหลังจะรู้ว่าเขาถูกวางยาก็ตาม เพราะถ้าหากเขาทนได้อีกนิด มันคงจะไม่เกิดเรื่องนี้ หรือถ้าเขาใช้โทรศัพท์ใหม่โทรหาให้มาลินีไปจัดการ มันคงจะดีกว่านี้ 

          ซึ่งตัวสุธีระเองก็รู้สึกผิดอย่างมากที่ทำให้คนที่เขารักและคนที่รักเขาอย่างมาลินีเสียใจมากที่สุดในชีวิตอีกครั้ง แม้จะอยากกลับไปหา แต่ก็คงไม่ได้ เพราะความสะเพร่าของตัวเอง และต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น ชีวิตของก้องเองก็พังทลายลงไม่เป็นท่า ทุกคนต่างผิดหวังและไม่ให้อภัยกับความผิดร้ายแรงที่เกิดขึ้น ก้องเองก็ไม่เคยมีความสุขอีกเลยนับตั้งแต่วันนั้น

          วันรุ่งขึ้นมาลินีขอย้ายกลับบ้านเกิด ก่อนจะแพ็กของเก็บทุกอย่างเพื่อเดินทางพร้อมกับญาติที่ตามมาอยู่ในกรุงเทพฯ ทางฝ่ายผู้ใหญ่ของก้องเองก็อยากให้อยู่ต่อและเดี๋ยวจะจัดการแจ้งตำรวจและดำเนินคดีตามกฎหมายกับชุติมาให้ แต่มาลินีปฏิเสธ เพราะเธอคิดว่ามันคงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเกินไปและจะลำบากทั้งสองฝ่าย แล้วเธอกับเขาอาจจะเกลียดกันจริงๆก็ได้

            ที่สำคัญเธอไม่ลืมที่จะไปจดทะเบียนหย่า เพื่อให้เรื่องราวทั้งหมดหยุดที่ตรงนี้ แม้จะต้องเสียน้ำตาสักแค่ไหนก็ตาม เพราะยังไงมาลินีก็ยังรักเขาอยู่เหมือนเดิม แค่ไม่อยากเจอเขาเท่านั้นเอง ส่วน พี่ก้อง ก็ยังรักเธอเหมือนเก่า แม้ภายหลังจะเลิกกับ ชุติมาแล้วก็ตาม เขายังพยายามส่งข้อความหาเธออยู่เสมอทุกวัน แต่ก็ไม่เคยไปถึงเพราะมาลินีได้บล็อกแชทไปเสียแล้ว

            คนเราบางคนก็เลือกที่จะ “ทิ้ง”ความรู้สึกไม่ดีต่างๆ ความทรงจำแย่ๆที่ผ่านมามากมาย เรื่องราวที่บั่นทอนใจ อย่าง มาลินี ที่เจอมาทั้งชีวิต คนเราทุกคนต่างมีกระเป๋ามาคนละใบ แต่ข้อจำกัดคือ พื้นที่มันมีนิดเดียว แต่คนเราก็เลือกที่จะยัดความทุกข์และขยะต่างๆใส่ลงไป พอใส่ไปมากๆ มันก็แบกไว้ไม่ไหว ความสุขต่างหากที่ควรจะใส่ลงไป และควรที่จะเก็บมันไว้ให้ดี เหมือนอย่างมาลินีในวันนี้ ที่เธอกำลังจะย่างเข้าอายุ 38 ปีในวันคล้ายวันเกิดที่จะถึงในวันสงกรานต์ 2562 ก็เลือกที่จะรักษาสิ่งดีๆระหว่าง สุธีระ เอาไว้ เพื่อใช้เป็นแรงในการเดินทางในชีวิตต่อไป...

           “พรนภา” แม่ของมาลินีเอง ก็เลือกที่จะ ทิ้ง ความจริงที่ปกปิดไว้เช่นกัน เพื่อกันความรู้สึกที่ต้องพรั่งพรูออกมาทั้งตัวเองและลูก ความจริงที่ว่านั้นคือการตายของพ่อมาลินี เขาไม่ได้ตายเพราะโรคมะเร็งตับ แต่เขาได้บอกเลิกกับ พรนภา ซึ่งมันจำเป็นต้องแยกทางกัน เพื่อที่ไปแต่งงานกับผู้หญิงชาวต่างชาติคนหนึ่งที่เดินทางมาสัมมนาที่บริษัทธุรกิจส่งออกของพ่อ ในขณะที่เขากำลังดำรงตำแหน่งเป็นประธานบริษัทฯอยู่ 
           ไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลอันใด ไม่นานเขาต้องเดินทางไปต่างประเทศพร้อมกับแฟนใหม่ เพื่อไปพบกับครอบครัวฝ่ายหญิง ก่อนจะจากลา เขาได้ขอบคุณเธอมากมายหลายร้อยเหตุผล พร้อมยังฝากความรักอันมากล้นไปยังลูกของตัวเองที่พรนภากำลังอุ้มท้องอยู่

           บ้านของพ่อมาลินีรู้ดีว่า เขากำลังคบหากับ พรนภา แต่เพื่อธุรกิจ ในสมัยนั้น การที่จะต้องขยายสาขาและความเจริญในธุรกิจ จำเป็นต้องแต่งงานกันเพื่อประโยชน์ทางการค้า พรนภา เองก็เข้าใจดี และรับปากว่าจะดูแลลูกให้ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ พ่อของมาลินีก็รับปากว่าจะช่วยเหลือทางด้านการเงินเอง ด้วยเหตุนี้ ทำให้ พรนภา ไม่เคยประสบปัญหาเรื่องหนี้สินเลยแม้แต่นิดเดียว

           ความรักของพรนภายังคงมีอยู่จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต เธอเลือกที่จะ ทิ้ง ความเศร้านั้นไว้ และเลือกที่จะเดินต่อ เพราะพ่อของมาลินี ไม่เคย ทิ้ง เธอเลย ต่างกับตัวของลูกที่คิดว่าเราควร ทิ้ง คนคนนั้นไว้เบื้องหลัง แล้วปล่อยความรู้สึกคิดถึงส่งหากันก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องติดต่อกันก็ได้
 
         ความงามภายในใจของแม่มาลินีต่างหากเป็นเครื่องยืนยันความเด็ดเดี่ยวนั้นได้
เพราะ พรนภา เป็นคนเลือกเองต่างหาก
เลือกที่จะ“ทิ้ง” อารมณ์และความรู้สึก เพื่อความรัก 
ตอนป่วยหนักก็เป็นการเลือก “ทิ้ง” สังขารที่ยึดอยู่ เพื่อปล่อยวางในชีวิต 
และตอนแยกทางกัน เธอก็เลือกที่จะ “ทิ้ง” อัตตา เพื่อยอมปล่อยตัวพ่อของมาลินีให้ไปพบชีวิตที่ดีกว่านี้ ซึ่งมันย้อนกลับมาในห้วงความคิดตอนที่จะเข้าสู่ภาวะความเป็นนิรันดร์...
 ทำไมคุณจึงทิ้งฉัน คุณให้เหตุผลได้ไหม ถ้าไม่มีอะไรจะพูด คุณอยู่กับฉันได้ไหม หรือไม่คุณก็ไปอย่างที่คุณต้องการ ความจำเป็นของฉันมันไม่มีอีกแล้ว ชีวิตเป็นของคุณ คุณเลือกเองได้ ขอเพียงเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทิ้งไปเถอะ ถ้าทุกอย่างมันจะดีขึ้น         นี่ต่างหากล่ะ จึงเป็นคำว่า “ทิ้ง” ในความหมายดีๆที่ซ่อนอยู่
                                   คนเราถ้าเลือกได้ คุณจะทิ้งอะไรสักอย่างไหม          
         เหมือนอย่าง พรนภา และ มาลินี ที่พร้อมที่จะสละทิ้งทุกสิ่งเพื่อค้นหาความหมายที่แท้จริงของชีวิตยังไงล่ะ


ริชมอนด์ "วาทะแห่งธรรม" เขียน          


SHARE
Writer
Richmond
Writer
Happy and successful is my goal. To reach that I need to complete everything with my hands.

Comments