ถ้าโลกนี้ไม่มีกระเป๋ารถเมล์ -

4 ทุ่ม 24 นาทีกับรถเมล์สายเดิม ๆ ในชานเมืองกรุงเทพฯ

เราเข้าใจว่าปัญหาการจราจร คมนาคมหรือขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ เป็นอะไรที่ฟักอัพมาก ๆ หลาย ๆ ครั้งเรานั่งรถกับพ่อแล้วจะมักแซวผู้คนที่อยู่ตามป้ายรถเมล์ว่า “ดูดิ แล้วจะได้กลับบ้านเมื่อไหร่”

พอเข้ามาวัยทำงานก็พบว่า เรื่องนี้แม่งก็เกิดกับตัวเองนี่แหละ

เราพร้อมจะก่นด่าระบบคมนาคมในกรุงเทพฯ ท้องถนน รถเมล์ รถไฟฟ้า วินรับจ้าง เรือคลองแสนแสบ และอีกมาก

เราทนกับความระยำตำบอนของชีวิตเราไม่ไหว ในบางครั้งที่ภาครัฐประกาศอะไรห่วย ๆ ออกมา เช่นขึ้นค่าโดยสาร เปลี่ยนสายรถเมล์ ทำตู้เก็บเงินอัตโนมัติ จัดระบบรถตู้ อะไรเทือกนี้ มันเป็นอะไรที่ไม่ได้สะท้อนความต้องการของชาวกรุงแต่อย่างใด

เราต้องการขนส่งมวลชนที่ทันสมัย มีคุณภาพ มีความปลอดภัย และราคาถูก เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่พวกเราเรียกร้องมาตลอด

แต่มันก็แลกมาด้วยการสูญเสียบุคลากร unskilled labour ที่เราชอบมองว่าเขาไม่มีประโยชน์ตลอด แม้จะไม่เคยด่าตรง ๆ แต่เราก็ล้วนไม่อยากให้อาชีพดังกล่าวอยู่เป็นสัญลักษณ์แสดงความอันศิวิไลซ์ของประเทศกรุงเทพนี้

กระเป๋ารถเมล์

ถ้าการเปลี่ยนแปลงระบบขนส่งมวลชนเกิดขึ้น แม้คนทั้งเมืองกรุงจะเป็น gainer ในเกมนี้ แต่ลึก ๆ แล้วกระเป๋ารถเมล์นี่แหละที่เป็น loser

ทำไมเราต้องมาแคร์เขาด้วยล่ะ เพราะเขาก็เป็นคนกรุงเทพฯ คนเมืองที่มีชีวิต จ่ายภาษี และอาจจะลูกมีเมียมีผัวให้ต้องดูแล ส่งเสีย สร้างคุณภาพชีวิตให้พวกเขาอยู่ก็ได้

อาจจะเป็นอาชีพที่โคตร unique เพราะรถเมล์ 1 คันก็จะมีกระเป๋า 1 คน ถ้าเช่นนั้น อาชีพกระเป๋ารถเมล์ก็น่าจะมีไม่ถึง 2,000 คนในประเทศด้วยซ้ำมั้ง

แต่พวกเขากำลังจะถูกทำให้หายไป ถ้านวัตกรรมต่าง ๆ มันสมบูรณ์เพียบพร้อมแล้ว

เราคงไม่ได้บอกว่า อย่าพัฒนาสิฮะ ให้กระเป๋ารถเมล์ได้มีงานทำต่อไปไง เรื่องแบบนี้คงบังคับให้ไม่เกิดการพัฒนาคงเป็นไปไม่ได้ หากแต่แล้ว เราจะรับผิดชอบชีวิตพวกเขายังไงวะ

เราว่าการย้าย segment ของอาชีพเป็นสิ่งสำคัญแล้วรัฐหรือเอกชนไม่สามารถรองรับฟังก์ชั่นนี้ได้ดีเท่าที่ควร

เออก็จริงอยู่ ยุค disruptive technology อาจจะเป็นยุคที่ “อ่อนแอก็แพ้ไป” แต่คุณจะกล้าคิดแบบนี้กับคุณลุงวัยใกล้เกษียณที่ทำแต่งานนี้มานมนานจริง ๆ หรอ

พวกเขาควรได้รับโอกาสในการเคลื่อนย้ายงาน มีการเรียนรู้ มีการรองรับงานใหม่ที่ดีกว่านี้ ฝึกเอาไปเป็นพนักงานบัญชี เช็ครอบรถ หรืออะไรก็ได้ ขอให้มีงานที่รองรับพวกเขา

แต่เราไม่รู้ และไม่มีใครรับประกันได้ว่า พวกเขาจะตกงานมั้ยหลังจากการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

ท่ามกลางความ uncomfort ของชาวกรุงก็ต้องดีลกับชีวิต unskilled labour และครอบครัวของพวกเขาทั้งชีวิตนี่แหละ

แล้วถ้าเราแก่ตัวขึ้นมา เราจะยังมีความลื่นไหลในสายงานอยู่มั้ย วันหนึ่งถ้าเราต้องโดน disrupt เข้าซักวัน เราจะเป็น loser ที่ไม่มีทางหนีทีไล่รึเปล่า

เราว่าการย้าย segment ของภาคเกษตรก็น่าจะคล้าย ๆ กัน โลกนี้ถูก disrupt สินค้าเกษตรที่เป็นต้นน้ำย่อมมีราคาถูกกว่าสินค้าปลายน้ำที่มี value added แต่แล้วเกษตรกรจะใช้ชีวิตอยู่ยังไง

เป็นเราก็คงอ้างกฎ demand supply แล้วไล่ชาวนาไปทำอย่างอื่น เพราะผลผลิตมันเกินความต้องการของพ่อค้าคนกลาง choice ก็เลยเยอะ การกดราคาก็เป็นไปได้โดยง่าย

แน่นอนเราเสนอแบบนี้เราคงโดนด่า

แต่นั่นแหละสะท้อนปัญหา เพราะแรงงานไม่ได้ถูกบ่มเพาะให้มี fluidity ในตัวเองรึเปล่า พวกเขาไม่สามารถย้ายงานจากตรงนี้ได้ ถ้าวันนึงงานที่ทำอยู่โดน disrupt พวกเขาก็จะตาย

แต่นาย “โลกหมุนเร็วขึ้นทุกวันฉันตามไม่ทันแล้วพี่บัวลอย”

ถ้าคุณรู้จักแผนภูมิห่านดินกินหญ้าห่านฟ้ากินยุง (flying geese model) คุณก็จะพบว่า โลกเรามันเปลี่ยนวิถีของการผลิตไปเรื่อย ๆ อะ แล้วคนที่มีความสามารถด้านเดียวจะอยู่ในโลกยุคนี้ได้ไงนะ

แท้จริงแล้วถ้าระบบแรงงาน หรือการศึกษาไทยสร้างบุคลากรให้สามารถฟังก์ชันในหลาย ๆ ด้านได้ เราก็อาจจะไม่ต้องมาพะวงว่ากระเป๋ารถเมล์จะใช้ชีวิตต่อไปยังไง หรืออาจจะไล่แรงงานภาคเกษตรไปทำภาคบริการอย่างไม่อึดอัดใจได้ในที่สุดก็ได้

และเราอยากให้เป็นแบบนั้น

เพราะไม่ใช่แค่พนักงานออฟฟิศ ใคร ๆ ก็อยากได้ความมั่นคงในชีวิตทั้งนั้นแหละ

SHARE
Writer
cakeryishappy
a boy who loves green apple
เรื่องนี้เราไม่เคยบอกใครเลยนะ, whal & dolph (2017)

Comments