เกลียดความคิดถึงที่สุดเลย

"วันนึงที่เรารู้ตัวว่าเราไม่ใช่ต่อกันและกันแล้ว สัญญาได้ไหมว่าจะบอกกันตรงๆ"

แอลกอฮอล์ไหลรินผ่านลำคอระหง
หากว่าผิวหนังใสดั่งแก้วที่ถูกกระดกขึ้นตอนนี้ คงมองเห็นการไหลเวียนของน้ำสีอำพันที่เคลื่อนไหวอยู่ในร่างกาย แก้วนับสิบถูกเก็บและวนมาเสิร์ฟใหม่อย่างไม่จบสิ้น

อีกแล้ว

อีกแล้วที่ฉันใช้ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์
มอมเมาตัวเองเมื่อฉันคิดถึงเขา

ฉันตั้งชื่อความสัมพันธ์ของเราสองคนไม่ถูก มันคือการเล่นซ่อนแอบความรู้สึก
มันสนุกหากว่าทุกอย่างยังคงเป็นความลับ
แต่มันจะทุกข์หากว่าใครสักคนดันอินว่ามัน
เป็นความรัก

และคนที่อินมันคือฉัน

"ไง เมาอีกแล้วนะ"
เสียงของคนที่พึ่งเดินเข้ามาใหม่พร้อมตีบ่าฉันเบาๆ ไม่ต้องหันไปดูก็รู้ว่าใคร เพื่อนสนิทคนเดียวของฉันและเป็นผู้หญิงที่อยู่ข้างฉันมาโดยตลอด

"อืม แย่ว่ะ"
ฉันตอบแล้วหันไปสั่งเครื่องดื่มให้คนที่นั่งลงข้างๆ เราไม่ได้ต่อบทสนทนาไปมากกว่านั้น คำปลอบโยนต่างๆเหล่านั้นน่ะ ฉันฟังมาเยอะแล้ว เผลอๆบางคำฉันก็รู้ดีอยู่แล้วด้วยซ้ำ เข้าใจใช่ไหม? ว่ารู้แต่ทำไม่ได้มันเป็นยังไง

ยิ่งนานเข้าฤทธิ์ของเครื่องดื่ม
ที่สลับกันกระดกลงคอก็เริ่มทำงาน

"เมื่อไหร่มึงจะเปิดใจวะ?"
อีกแล้วเช่นกัน
เมื่อไหร่ที่มันเมาก็จะพรั่งพรูทุกอย่างออกมา ฉันมารู้ว่ามันชอบฉัน ก็ตอนที่มันเมาแล้วพูดทุกอย่างที่เก็บเอาไว้นี่แหละ นี่สินะที่เขาว่า คนเมาไม่ใช่คนที่พูดไม่คิด จะเป็นคนที่พูดในสิ่งที่คิด แต่ไม่เคยมีสิทธิ์ที่จะได้พูด พอตอนที่มันสร่างมันก็ไม่เผยความรู้สึกอะไร ฉันเองก็ปล่อยผ่าน เพราะไม่อยากมองหน้ากันไม่ติด

"เปิดใจอะไรวะ? มึงเมาก็กลับไปนอนได้ละ"
ฉันไม่ได้สนใจอะไร ได้แต่นั่งกินเหล้าต่อปล่อยให้มันพูดไป
"ทำไมมึงไม่มองมาที่กูมั่งวะ กับคนเลวๆแบบนั้นจะสนใจอะไรมันนักห๊ะ? มันทิ้งมึงนะ มันเห็นมึงเป็นแค่ของเล่นเท่านั้นแหละ"
ความร้อนที่ดื่มแอลกอฮอล์เข้าไป ปะทะกับความขุ่นเคืองของคำพูดไม่เข้าหู ทำให้ฉันไม่อาจนั่งใจเย็นตรงนั้นต่อไปได้ ถ้าไม่ติดว่ามันเป็นเพืื่อน ฉันคงซัดมันร่วงโดยไม่สนว่ามันจะมีสติหรือไม่กับคำพูดนั้น

ฉันเดินออกมาจากจุดนั้น ขึ้นมาบนดาดฟ้าของร้าน เสียงเพลงยังคงไล่หลังมา แต่เบากว่าในจุดที่ฉันนั่งเมื่อกี้

แท่งนิโคตินถูกหยิบขึ้นมาทำหน้าที่ ควันสีขาวลอยผ่านหน้าไปตามแรงลม ฉันติดมันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เมื่อก่อนฉันมักจะออกมายืนเป็นเพื่อนเขา เวลาเขาจะสูบบุหรี่
อาจดูไม่ค่อยดีนักเวลาเห็นภาพคนสูบบุหรี่ แต่พอเป็นเขามันดูเสริมบุคลิกให้เขาดูมีอะไร เขาคือข้อละเว้นทุกอย่าง อะไรที่ฉันไม่ชอบเวลาคนอื่นทำ แต่ถ้าเป็นเขาทำ

ฉันชอบ

ฉันได้แต่แหงนหน้าสูดอากาศในยามค่ำคืน
ดับบุหรี่ลงเพราะรู้ตัวว่าควันสีขาวเหล่านั้น
จะเป็นชนวนที่ทำให้ภาพความทรงจำ ของเขาหวนคืนกลับมา ความจริงเขาไม่ได้หายไปไกลจากชีวิตฉันสักเท่าไหร่ เขาแค่กลับไปใช้ชีวิตบนความถูกต้อง

ใครกันนะ?
ที่มาตัดสินชีวิตของพวกเรา ว่ามันถูกหรือผิด หากว่าเรามีความสุข แม้ว่าวิธีการมีความสุขเหล่านั้น จะไม่ใช่วิธีการที่คนทั่วไปทำกัน ก็คงผิดอยู่ดีใช่ไหม?

ฉันหลับตานึกถึงเรื่องที่แย่ที่สุด ในความสัมพันธ์ของเรา แต่นึกเท่าไหร่ 
ภาพเหตุการณ์เหล่านั้น ก็บางเบาแทบมองไม่เห็น

ฉันดันลืม
ลืมไปว่าเขาเคยทำร้ายความรู้สึกฉัน

ความผิดของเขา มันเหมือนควันบุหรี่ เดี๋ยวเดียวก็จางหายไปให้ได้ลืม รับรู้ได้แค่ว่าเคยมี แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร

ครั้งสุดท้ายที่เราอยู่ด้วยกัน มันเป็นค่ำคืนที่ฝนเทกระหน่ำ ฉันเสนอให้เขาค้างอยู่กับฉัน เพราะมันดึกมากอีกทั้งฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

เสียงหยดน้ำกระหน่ำตกลงมากระทบพื้นเสียงดังสนั่นทำลายความเงียบงัน ที่เกิดขึ้นระหว่างเรา เขานอนอยู่บนเตียง ใช้มือตีไปบนที่นอน เป็นสัญญาณบ่งบอกให้ฉันไปนอนข้างๆ ฉันสวมกอดเขาตามความเคยชิน อ้อมกอดที่อบอุ่นและทำให้ฉันหลับตาลงได้สนิท แต่ตอนนั้นพอได้กอด
หยดน้ำตาก็พาลไหลออกมาดื้อๆ เสียงสะอื้นนั้นไม่ได้เบาไปกว่าเสียงฝนที่อยู่ข้างนอก

"ร้องไห้ทำไม?"
เขาถามทั้งที่ยังนอนหลับตาอยู่อย่างนั้น
"ตั้งแต่เมื่อไหร่? กับเขาคนนั้นน่ะตั้งแต่เมื่อไหร่"ฉันพยายามควบคุมตัวเอง ไม่ให้อารมณ์มันพุ่งขึ้นสูงไปกว่านี้
"ก็สักพักแหละ" น้ำเสียงนิ่งเรียบเหมือนไม่รู้สึกอะไร กับการไม่ลืมตามาตอบคำถามสักนิด นั่นยิ่งทำให้ฉันเจ็บปวด
"รักเขาแล้วเหรอ?" ในหัวฉันมันมีแต่คำถาม
"ไม่รู้สิ" น้ำเสียงที่ตอบอย่างไม่ใส่ใจ แต่รับรู้ได้ว่าเขาเริ่มจะหงุดหงิด
"เลิกได้ไหม?" สิ้นเสียงคำถามนั้น เขาจับมือฉัน ออกจากการกอดเขา ลุกขึ้นนั่งด้วยความไม่พอใจ พร้อมทั้งตวาดเสียงดังลั่น
"หยุดพูดอะไรไร้สาระได้ไหม! ทีีีคุณมีแฟน ผมยังไม่เคยขอให้คุณเลิกกับเขามาหาผมเลยสักครั้ง"

ฉันพึ่งรู้ตัวว่านั่นคือความผิด เป็นความผิดที่ร่วมกันก่อตั้งแต่แรก แต่วันนี้เหมือนเขาจะประกาศออกมา ว่าอยากใช้ชีวิตแบบที่มันถูกต้อง

ฉันพูดอะไรไม่ออก ที่เขาพูดมันคือความจริงทุกอย่าง ฉันจับมือเขา หวังให้เขาใจเย็นลง และเป็นการบอกกลายๆว่า
ฉันยอมแล้ว......

เขาลุกขึ้นทำท่าเหมือนจะกลับ นั่นยิ่งทำให้ฉันร้อนใจ ว่าฉันกำลังจะเสียเขาไปตลอดกาล


"จะไปแล้วจริงๆเหรอ? พี่ไม่คิดจะลาฉันสักนิดเลยหรือไง?"
เขาหันมามองพร้อมกับเดินมากอดเด็กเอาแต่ใจอย่่่างฉัน เรากอดกันแน่นกว่าครั้งไหนๆ ราวกับว่าจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสกันอีกแล้ว

ฉันค่อยๆคลายอ้อมกอดออก แล้วเอามือทั้งสองประคองแก้มของเขาเอาไว้ ค่อยๆเลื่อนหน้าเข้าใกล้เพื่อจะจูบเขาเหมือนที่เคยชอบทำ เขาเบนหน้าหนี ปฏิเสธการจูบในครั้งนี้

"ไม่ได้"  

สำหรับเขาการจะรักใครสักคน เขาจะเก็บทุกๆอย่างไว้เพื่อคนคนนั้นคนเดียว ฉันเข้าใจ ว่าเขาคงรักคนคนนั้นไปแล้ว หัวใจของฉันยิ่งสั่นแรงเพราะความเจ็บปวด

"ไม่คิดจะจูบลากันหน่อยเหรอ?" น่าละอายที่ต้องร้องขอการจูบ แต่เพื่อเน้นย้ำให้ฉันตัดใจ ถึงจะเป็นครั้งสุดท้าย ฉันก็หวังให้มีโอกาสร่ำลากันดีกว่าหายไปดื้อๆ

เขาทำท่าครุ่นคิดแค่แวบเดียวเท่านั้น ริมฝีปากอุ่นก็เคลื่อนมาประกบ จูบครั้งนี้มันเชื่องช้าและอ้อยอิ่ง ราวกับว่ากำลังละเลียดชิมของอร่อย ที่ไม่อยากให้มันหมดไปโดยเร็ว

เราผละออกจากกันไม่มีคำพูดใดๆ มีเพียงอ้อมกอดที่ปลอบใจคนที่กำลังสะอื้นร้องไห้อย่างอ่อนแออยู่ตรงนี้

เขาไปโดยไม่หันกลับมา
ท่ามกลางพายุฝนในคืนนั้น


แค่คิดถึงเรื่องเก่าๆ
ขาก็พลันจะหมดแรงยืนซะอย่างนั้น
ฉันใช้มือทั้งสองข้างเกาะราวกั้น
พยุงตัวเองให้ยืนขึ้น

ได้แต่ถอนหายใจ
ตอกย้ำความอ่อนแอในตอนนี้


พี่........
ฉันขอโทษ


คิดถึงพี่อีกแล้ว




SHARE
Written in this book
สีเทา
เรื่องสั้นในวันที่หัวใจเป็นผุยผง

Comments