รับฟัง : สิ่งที่ขาดหายไประหว่างเรา
 1

เรานั่งอยู่ตรงนั้นดื่มกาแฟร้อนด้วยอาการสงบ พยายามไม่เข้าไปยุ่งกับบทสนทนาระหว่างพ่อกับลูกชาย

ที่จริง จะเรียกว่าพวกเขา “คุยกัน” ไม่ได้เสียด้วยซ้ำไป เพราะไม่ว่าครั้งใดที่เราเห็นคุณลูกชายอยู่กับคุณพ่อ ฝ่ายลูกชายจะพูดสั้น ห้วน รีบจบการสนทนา มีธุระสำคัญเร่งร้อนให้ต้องรีบผละออกไปเสมอ

น่าแปลก.

จะคนพ่อก็ดี คนลูกก็ดี ปกติทั้งคู่ก็เป็นคนอารมณ์ดี มีมุกตลก มีเรื่องสนุกมาเล่ามากมายไม่จบไม่สิ้น

แต่พออยู่ด้วยกันทีไร คนพ่อที่เป็นผู้ใหญ่ใจดี ทำธุรกิจประสบความสำเร็จ กลับกลายเป็นตาแก่หัวโบราณที่สื่อสารกับลูกตัวเองไม่ได้ ส่วนคนลูกที่เก่งกล้าสามารถในวงเพื่อนฝูง พอกลับบ้านก็กลายเป็นลูกชายที่ทำอะไรไม่ถูกใจคนในบ้านไปเสียหมด


“เค้าไม่เข้าใจเราเลย” เธอมาระบายความทุกข์เรื่องแฟน

“แม่อ่ะพูดไม่รู้เรื่อง ถึงเราพูดไป นางก็ไม่ฟังหรอก” ลูกสาวมาระบายความทุกข์เรื่องแม่

“ลูกไม่เคยได้อย่างใจ เตือนอะไรก็ไม่ฟัง” แม่ที่มาพูดเรื่องลูกสาว


มันน่าแปลกจริงๆ ทั้งที่ทุกคนก็เป็นคนดี มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นคนซื่อสัตย์ ที่ไม่ไปฆ่าสัตว์ ฆ่าคน ลักทรัพย์หรือประพฤติผิดในกามแน่นอน เราสามารถเรียกพวกเขาว่าเป็นคนดีได้แบบสนิทใจ

แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังมีเหตุการณ์ที่คนดีเหล่านี้พูดไม่เข้าหูใส่กัน ขึ้นเสียงใส่กัน ทะเลาะ ไม่พอใจ ต่างฝ่ายต่างทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวด ขั้นรุนแรงที่สุดคือเลิกพูดคุย ไม่มองหน้า สุดท้ายแล้วก็เป็นตัวเองที่ต้องมาเจ็บปวดเอง


ทุกคนเป็นคนดี เรารับรองได้ 
เพราะถ้าเรื่องนี้จบที่การเลิกคุยกัน โกรธแล้วเก็บเงียบไว้กับตัวเองแบบนั้น คนๆ นั้นเป็นคนดีแน่นอน

เพราะคนไม่ดีจะไม่จบแค่นี้ มันจะไม่ใช่แค่ทะเลาะ ขึ้นเสียง สร้างบรรยากาศมาคุผ่านความเงียบ แต่ระดับความร้ายกาจจะทวีความรุนแรงหนักข้อขึ้น พูดเสียดสี พูดเอาดีเข้าตัว เลยเถอดไปจนถึง ขโมยของ ยักยอกทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย ไปจนถึงเรื่องผิดกฎหมายอื่นๆ

ทุกคนเป็นคนดี
แต่สิ่งที่ขาดไประหว่างความสัมพันธ์ของเรา คือ “การฟัง”



Jack Zenger และ Joseph Folkman ได้สำรวจพฤติกรรมของคน 3,492 คน เพื่อศึกษาคุณลักษณะของการเป็นผู้ฟังที่ดี ปรากฏว่า ลักษณะการฟังแบบที่เราคุ้นเคย เช่น ไม่พูดขณะคนอื่นพูดอยู่ หรือ การพยักหน้ารับรู้ หรือส่งเสียง “อื้ม” เป็นระยะๆ เพื่อแสดงว่าตนกำลังรับฟัง “ไม่" ถือเป็นคุณลักษณะของผู้ฟังที่ดี 
 

ทักษะการสื่อสารมี 4 อย่าง คือ ฟัง-พูด-อ่าน-เขียน แต่ดูเหมือนว่าที่เราร่ำเรียนกันมาแต่เด็กน่าจะมีบางอย่างตกหล่นไป ทักษะการพูด การอ่าน การเขียน มีหลักสูตรอบรม คอร์สพัฒนาตนเอง หรือหนังสือเฉพาะทางที่เขียนขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารดังกล่าวอยู่มากมาย แต่การฟังกลับเป็นทักษะที่พวกเราหลงลืมไปเสียสนิท

และถึงจะมีการฝึกเรื่องการฟัง ก็มักเป็นไปในแง่การพัฒนาบุคลิกภาพ สอนเทคนิคเพื่อให้คู่สนทนารับรู้ว่าเราตั้งใจฟังอยู่ เช่น สบตาผู้พูด, ฟังอย่างกระตือรือร้น, จับประเด็นด้วยการตั้งคำถามกลับไป, ไม่เล่นมือถือขณะสนทนา ฯลฯ

ทั้งหมดเป็นเพียงเทคนิคและมารยาท ยิ่งถ้าอีกฝ่ายไหวตัวทันว่าเราใช้เทคนิคประเภทนี้ เขายิ่งจะรู้สึกไม่ปลอดภัยมากขึ้น เพราะเขาย่อมสงสัยว่าเราใช้เทคนิคแบบนี้กับเขาทำไม มุ่งหวังอะไรอยู่ บรรยากาศการสนทนาจะยิ่งแย่ลง เพราะระหว่างเราเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

ที่เข้าใจว่าตัวเองรู้จักการฟังดีพอ ความจริง เราอาจไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการฟังเลยก็ได้


3
 
ในหนังสือ 7 Habits of Highly Effective People ของ Stephen Covey ยกให้ “การฟัง” เป็น 1 ใน 7 สุดยอดอุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง มันคืออุปนิสัยที่ 5 “ฟังเพื่อทำความเข้าใจคนอื่น ก่อนหวังจะให้ใครมาเข้าใจตัวเรา”

“ลูกผมหัวแข็ง ผมพูดอะไรไปมันไม่ฟังหรอก" ผู้เป็นพ่อพูด "ไม่เข้าใจเลยว่ามันคิดจะเอายังไงกับชีวิตมันกันแน่” 

ประโยคนี้ แปลว่า “พ่อพูดแล้วลูกไม่ฟัง พ่อไม่เข้าใจลูก”
เป็นตรรกะที่แปลกทีเดียว... 
ก็การที่เราจะเข้าใจใครสักคนได้ ต้องให้ฝ่ายนั้นเป็นคนพูด แล้วเราเป็นฝ่ายรับฟังเขาไม่ใช่เหรอ?

ระยะนี้กลับมาได้ยินคำว่า “ช่องว่างแห่งวัย” อีกครั้ง เพราะความเผ็ดร้อนทางการเมือง
ผู้ใหญ่มองว่าเด็กรุ่นใหม่อวดดี ไร้ความสามารถ ไม่มีสัมมาคารวะ ขาดความรอบคอบ คนหนุ่มก็คือคนหนุ่มวันยังค่ำ
ส่วนคนรุ่นใหม่ก็มองว่าคนรุ่นก่อนไม่รู้อะไรเลย โลกเปลี่ยนแปลงไปถึงไหนต่อไหน ยังจะใช้ลูกไม้เดิมๆ อีก

มันก็ไม่เชิงว่า “ช่องว่างแห่งวัย” เป็นเรื่องใหม่หรอก มันก็มีกันมาหลายพันปี พร้อมๆ กับวิวัฒนาการมนุษย์นั่นแหล่ะ
คน Gen X ก็มีปัญหาตอนต้องทำงานกับ Baby Boomer 
คนรุ่น Baby Boomer ก็มีปัญหาตอนต้องทำงานกับคนรุ่นก่อนหน้านั้น
คนหนุ่มสาวย่อมมองว่าตัวเองรู้มากกว่าคนแก่ ตัดสินใจเฉียบขาดกว่า วิสัยทัศน์มากกว่า ทำงานดีกว่า...

จะสมัยไหนก็เหมือนกัน พ่อต้องเคยทะเลาะกับปู่ 
และปู่ก็ต้องเคยรำคาญพ่อของตัวเอง 
ส่วนแม่ก็ทะเลาะกับยายให้เห็นออกจะบ่อย

ช่องว่างแห่งวัย จะสมัยไหนก็มี ไม่ใช่เรื่องใหม่ และก็ไม่เห็นแปลก เพราะจะเจนเนอเรชันไหนก็มีข้อดีข้อเสียเป็นของตนเอง
ประเด็นอยู่ที่ว่า เราฟังเพื่อทำความความเข้าใจอีกฝ่ายแล้วหรือยัง?
ไม่จำเป็นต้องสอน เทศน์ หรือให้คำแนะนำเสียด้วยซ้ำในบางที
แค่เราเป็นเราที่รับฟัง อยู่ตรงนั้น เวลานั้น และรับฟัง

คนญี่ปุ่นมีคำพูดที่ว่า “อิจิโกะ อิจิเอะ” หมายถึง หนึ่งขณะ หนึ่งประสบ
เมื่อถึงเวลาฟัง ก็ให้ฟังจริงๆ
 
คำสอน คำเทศน์ คำแนะนำ เป็นเพียงคำพูดที่ออกจากปาก
และคำพูดที่ออกจากปากคิดเป็นแค่ 10% ของการสื่อสาร
อีก 30% คนฟังรับรู้ผ่านการใช้น้ำเสียง
ส่วนอีก 60% คนรับรู้ผ่านภาษากาย ไม่ว่าจะเป็นแววตา ความเกร็ง-ความแข็งกร้าวบนใบหน้า ท่านั่ง การวางมือ

วิธีแสดงออกว่าหวังดีและเป็นห่วง สามารถเริ่มต้นได้โดยการรับฟัง 
ทำความเข้าใจอีกฝ่าย โดยไม่ไปตัดสิน

4

Stephen Covey ได้จัดระดับการฟังไว้เป็น 5 ขั้น คือ
(1) ไม่ฟัง
(2) แสร้งว่าฟัง - ทำเหมือนว่าฟัง แต่ความจริงไม่ได้ฟังเลย
(3) ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง
(4) ตั้งอกตั้งใจฟัง - ฟังอย่างมุ่งมั่นแน่วแน่กับทุกคำพูด
(5) ฟังด้วยจิตเมตตา - ไม่ใช่แค่ฟังด้วยหู แล้วสมองกลั่นกรองหลักการเหตุผล แต่เป็นการฟังด้วยตา ฟังด้วยใจ ฟังด้วยทุกประสาทสัมผัสรับรู้ความรู้สึก การฟังด้วยจิตเมตตาจะไม่ได้ฟังจากกรอบความคิดของตัวเรา แต่ฟังจากกรอบความคิดของอีกฝ่าย

Q: ฟังจากกรอบความคิดของตัวเราเป็นอย่างไร?
เวลาฟังผ่านกรอบความคิดของตัวเอง เราจะด่วนตัดสินคู่สนทนาไปแล้วล่วงหน้าว่าเราเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขากำลังพูด, เราถามคำถามเขาคาดคั้นราวกับสอบปากคำโดยอิงจากความรู้และจุดยืนของตัวเราเอง, เราแนะนำวิธีการที่ดีกว่าวิธีที่เขากำลังทำอยู่ เราผ่านอะไรมามากและเรารู้ว่าอะไรดีไม่ดี, เราพยายามตีความพฤติกรรมของคนพูดว่าที่เขาพูดอยู่นี้มีจุดประสงค์อะไร โดยอ้างอิงจากจุดประสงค์และพฤติกรรมของตัวเราเอง

Q: ฟังจากกรอบความคิดของอีกฝ่ายเป็นอย่างไร?
ฟังด้วยสายตาแบบเดียวกับผู้เล่า ประวัติความเป็นมาของเขา อุปนิสัย ความกลัว ความชอบ ความกังวล ประสบการณ์ทำงาน ฟังจากจุดยืนและมุมมองแบบเดียวกับผู้พูดจะทำให้เราเข้าใจว่าเขารู้สึกอย่างไร

การฟังด้วยจิตเมตตามีพลังในการบำบัดและเยียวยา เพราะมันทำให้ผู้เล่าที่ถูกปัญหารุมล้อมอยู่ รู้สึกว่าตอนนี้มีคนรับฟัง มีคนเข้าใจ มันเหมือนมีอากาศปลอดโปร่งเพิ่มขึ้น ทำให้เขาหายใจสะดวกขึ้น

เวลาเรารับฟังคนอื่น เรากำลังผลิตอากาศแบบนี้ออกมาเติมให้บรรยากาศ ผู้พูดจะรู้สึกปลอดภัยและยินดีรับฟัง แม้เราจะพูดทักท้วงหรือเสนอแนวทางอื่นซึ่งเขาไม่ได้เห็นด้วยกับเรา เขาก็จะยังยินดีรับฟัง เพราะรู้ว่าที่เราท้วงติงมา เราพูดด้วยความเป็นห่วง ไม่ใช่พูดเพราะตัดสินว่าเขาเป็นคนไม่ดี ไม่เก่ง ไม่ฉลาด ไม่มีความสามารถ



5

ไม่ว่าจะพ่อ vs ลูกชาย หรือแม่ vs ลูกสาว หรือเจ้านาย vs ลูกน้อง
คำถามคือ อีกฝ่ายจะรู้สึกสบายๆ เวลาคุยกับเราไหม? 
ถ้าเขารู้สึกว่าเราตัดสินเขาทุกอย่างตลอดเวลาตั้งแต่ก่อนเขาจะได้อ้าปากพูด เราก็ต้องกลับมาถามตัวเองแล้วว่าได้ผลิตอากาศสบายๆ ออกมาให้อีกฝ่ายได้หายใจบ้างรึเปล่า?

หรือถามคำถามแบบขอไปที จำพวก สบายดีไหม, งานยุ่งรึเปล่า, เรียนเป็นไงบ้าง คำถามแบบนี้เก็บไว้ให้ญาติที่นานๆ เจอกันทีเป็นคนถามก็พอ เพราะคำตอบของทุกคำถามเหล่านี้คือ “ก็ดี” และมันจะจบบทสนทนาอย่างรวดเร็ว ไม่มีการเปิดใจ ไม่มีการสื่อสาร และแบบนี้ ถึงจะคุยก็เหมือนไม่ได้คุย

คำแนะนำจากคุณ Stephen Covey คือ ให้ทวนประโยคเดิมที่ผู้พูดพูดมาด้วยภาษาของเราเอง (Rephrase) เพื่อเป็นการทวนให้อีกฝ่ายฟังว่าที่เราเข้าใจเขาแบบนี้ถูกหรือไม่ถูก ช่วงแรกอาจเปิดบทสนทนาได้ยากสักหน่อย แต่ลองทำดู ให้อดทนรอจนผ่านช่วงอินโทรที่เป็นน้ำๆ ในช่วงแรกไปให้ได้ก่อนแล้วเราจะทำความเข้าใจอีกฝ่ายตรงส่วนที่เป็นเนื้อในได้ดีขึ้น


ลองดูตัวอย่างกัน
พ่อ: วันนี้เสร็จงานแล้ว? (พ่อเห็นลูกชายเลิกงานกลับบ้านไวกว่าปกติ)
ลูก: อื้อ
พ่อ: อ้าว จะออกไปข้างนอกอีกเหรอ
ลูก: มีคุยงานกับเพื่อน (พ่อแปลกใจ ไม่เคยได้ยินว่าลูกตัวเองต้องมีคุยงานกับเพื่อนมาก่อน)
พ่อ: คุยงานอะไรเหรอ
ลูก: เพื่อนจะเปิดร้านอาหาร อยากปรึกษาเรื่องเมนูกับเงินลงทุนนิดหน่อย
พ่อ: เปิดร้านอาหาร? เพื่อนจะทำเองเหรอ? ( Rephrase และพ่อเริ่มคิด ร้านของเพื่อน แล้วลูกเราไปเกี่ยวอะไร)
ลูก: ไม่หรอก ก็จ้างเชฟให้คิดเมนูให้ แล้วก็จ้างคนมาทำ (พ่อแน่ใจ... ไม่มีอะไรเกี่ยวกับลูกเลย แล้วแกจะไปคุยเพื่อ?)
พ่อ: ตั้งใจจะทำอาหารแนวไหนล่ะ
ลูก: ไม่รู้ ก็ถึงจะไปคุยเนียะ (ยิ่งฟังพ่อยิ่งไม่เข้าใจ ลูกเรามันเกี่ยวอะไรกับร้านเพื่อนหว่า)
พ่อ: ไม่มีในใจบ้างเลยเหรอ? (พ่ออยากลองฟังไอเดียธุรกิจคร่าวๆ เพื่อลองประเมินความเป็นไปได้ดู)
ลูก: ก็คงเป็นฟิวชั่นแหล่ะ ลูกครึ่งญี่ปุ่น-ฝรั่ง แล้วให้มีกลิ่นอายแบบไทยๆ แต่อยากให้เป็นเมนูแบบที่หาที่อื่นไม่ได้แบบนี้เป๊ะๆ
พ่อ: แล้วเรื่องเงินลงทุนล่ะ (พ่อย้อนกลับไปถามอีกหัวข้อที่ลูกชายเล่ามา)
ลูก: บ้านเพื่อนออกให้ก้อนนึง แต่พอดีมีคนรู้จักนักลงทุนจากจีน ก็เลยว่าจะเข้าไปคุยด้วยกันวันนี้ เผื่อว่าเขาสนใจจะได้มาลงทุนด้วยกัน
พ่อ: บ้านเพื่อนออกทุนให้ ยังต้องใช้เงินลงทุนจากที่อื่นอีกเหรอ? (Rephrase พ่อกังวลแล้ว เพราะไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ลูกตัวเองเกี่ยวข้องกับร้านนี้แน่นอน)
ลูก: โอย ทำร้านอาหาร แค่ค่าตกแต่งก็เป็นล้านแล้วมั้ย
ฯลฯ

บทสนทนามันก็สามารถต่อไปได้เรื่อยๆ ถ้าพ่อยังพยายามทำความเข้าใจลูกชายอยู่ 
แต่ทันทีที่พ่อฟังเรื่องร้านของลูกกับเพื่อนลูกแล้วฟันธงทันทีว่าไม่รอด เพราะพ่อทำธุรกิจมาเยอะ รู้เลยว่าเด็กๆ คิดงานไม่รอบคอบ หาเงินทุนมาโปะไปเรื่อยๆ แบบนี้ไม่ใช่แน่ 
แล้วพ่อก็พูดออกมาว่า “จะทำไปทำไม ทำแบบนี้ มีแต่เสียเงินกับเสียเวลา”
เหตุการณ์จริงอาจมีตัวเร่งปฏิกิริยาอย่างอื่นเพิ่มเติมอีก เช่น ตบโต๊ะ พรวดลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ ขึ้นเสียง ชี้หน้า หรือสิ่งอื่นๆ ที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายหนักกว่าเดิม

เราเข้าใจความหวังดีและความเป็นห่วงของคนเป็นพ่อ แต่ถ้าเป็นเรา เกิดเจอพ่อพูดสวนกลับมาแบบนี้ เราก็ช็อค

ในมุมมองของลูกชาย ร้านอาหารแห่งนี้:
-เป็นธุรกิจครั้งสำคัญที่เขาทำร่วมกับเพื่อน, 
-เป็นธุรกิจที่อาจประสบความสำเร็จ เป็นหน้าเป็นตาให้เขากับเพื่อน, 
-เป็นสัญลักษณ์ของการแสดงออกว่า ตัวลูกชายเองก็สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้ประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน เขาสามารถทำของให้เป็นที่รู้จักได้ โดยไม่ต้องใช้ความช่วยเหลือจากพ่อ, 
-ร้านนี้สำคัญ เพราะถ้าเขาทำสำเร็จ พ่อจะได้เลิกมองดูเขาเป็นเด็กๆ เสียที

ลูกชายอยากได้การยอมรับ
และคนที่ลูกชายอยากให้ยอมรับเขามากที่สุดในโลก ก็คือพ่อของเขานั่นเอง

6

ถ้าฟังด้วยจิตเมตตา จะพบว่ามนุษย์มีมุมมองแตกต่างกัน และความแตกต่างเหล่านั้นก็มีความหลากหลายมาก 

หญิงสาว A เมื่อคิดจะซื้อเสื้อผ้า ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าสักชุดของเธอ 3 ลำดับแรกคือ เป็นแบรนด์ดังที่ตัวเองชอบเป็นพิเศษ, มีดีไซน์และสีที่ตัวเองชอบ, มีเนื้อผ้าดี สวมใส่สบาย  (ใช้เรื่องรสนิยมเป็นหลัก)

ในขณะที่หญิงสาว B อาจตัดสินใจซื้อเสื้อผ้า เพราะราคาอยู่ในเกณฑ์ที่เธอพอใจ, เสื้อผ้าเป็นแบบที่กำลังอยู่ในเทรนด์, ร้านค้ายินดีรับบัตรเครดิต (ใช้เรื่องเงินเป็นหลัก)
 
คนแต่ละคนให้คุณค่ากับสิ่งที่แตกต่างกัน ไม่มีผิดไม่มีถูก เพราะมุมมองของเราไม่เหมือนกัน
ร้านอาหารในตัวอย่างข้างต้นเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับลูกชาย แต่ไม่สำคัญเลยในสายตาพ่อ

สิ่งที่ดูเป็น “ข้อเท็จจริง” จึงไม่จำเป็นว่าคนแต่ละคนจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องเดียวกันเสมอไป เพราะเราสวมแว่นตาในการมองโลกแตกต่างกันอยู่แล้ว

ในหนังสือ 7 Habits บอกไว้ว่า “การฟังเพื่อทำความเข้าใจอีกฝ่าย” เป็นอุปนิสัยอย่างแรกที่ต้องมีเวลาต้องทำงานร่วมกับคนอื่น โดยเฉพาะกับคนที่มีพื้นฐานทัศนคติแตกต่างจากเรามาก อุปนิสัยการฟังเช่นนี้คือก้าวแรกที่ทำให้การประสานงานเป็นไปได้ด้วยดี ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งกับฝ่ายเราและฝ่ายเขาต่อไปในอนาคต 

7

การสื่อสารให้เข้าใจกัน มันต้องอาศัยการหันหน้าเข้าหากันของทั้งสองฝ่าย แต่เราเปลี่ยนนิสัยกับพฤติกรรมของใครไม่ได้ นอกจากตัวเราเอง และเราสามารถเปลี่ยนวิธีการฟังของตัวเราเองได้ 

ลองเป็นฝ่ายเริ่มฟังเพื่อทำความเข้าใจอีกฝ่ายก่อน ก่อนจะหวังให้ใครมาเข้าใจเรา

หากกังวลว่าบางครั้งเราไม่มีคำตอบดีๆ หรือทางแก้ไขที่ดีพอเวลามีคนมาปรึกษา ความจริงก็คือ คนฟังไม่จำเป็นต้องแนะทางแก้ให้ผู้พูดเสียด้วยซ้ำ เพราะเวลามีคนรับฟังด้วยใจ ผู้พูดจะค่อยๆ เปิดเผยตัวตนมากขึ้นและลึกขึ้นเรื่อยๆ เราในฐานะคนฟังก็เพียงแต่สะท้อนสิ่งเดิมที่เขาพูดออกมากลับไปให้เขาเห็นตัวเองชัดขึ้น ต้องให้เวลากับผู้พูดเพื่อให้เขาได้ค่อยๆ ลอกเปลือกหัวหอมของตนเองออกทีละชั้นๆ จนเขาพบทางแก้ปัญหาด้วยตนเอง

เวลาเจอคนที่ยินดีรับฟังและตั้งใจฟังเพื่อเข้าใจเขาจริงๆ ผู้คนจะดีใจมาก เขาจะเปิดใจและเปิดเผยจนคนฟังบางทีก็รู้สึกประหลาดใจ เวลาที่ใครคนหนึ่งเปิดเผย มันคือการสัมผัสในระดับจิตวิญญาณ เราได้สัมผัสเบื้องลึกของมนุษย์อีกคนจากจุดนั้น และที่ตรงนั้นมีทั้งความรู้ ความเข้าใจ และปัญญาที่ถ่ายทอดระหว่างกันจากมนุษย์คนหนึ่งสู่มนุษย์อีกคนหนึ่ง ความเข้าใจระหว่างกันแบบนี้เอาชนะเทคนิคการพูดทุกอย่าง

คนที่สามารถฟังด้วยจิตเมตตาเป็นปกติสามารถรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นภายใต้เปลือกนอกทะลุลงลึกเข้าไปข้างในได้อย่างรวดเร็ว เขาแสดงออกว่าเขารับรู้ เข้าใจ และมีท่าทีสบายๆ ที่เอื้อให้อีกฝ่ายปลอดภัยที่จะพูดต่อ สบายใจที่จะเล่าเรื่องที่ซ่อนไว้ลึกกว่าเดิมต่อไปอีก จนไปถึงจุดที่ผู้พูดมองเห็นได้ด้วยตนเองแล้วว่าอะไรคือสาเหตุของปัญหาที่เขาเผชิญอยู่กันแน่
  
จากการฟังด้วยจิตเมตตา เราสามารถนำพาความนับถือตนเองกลับคืนมาสู่ผู้พูดได้ด้วยประการเช่นนี้ และบทสนทนาวันนั้นก็จะกลายเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่ทั้งสองฝ่ายได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างร่วมกัน 


8

อเมริกาโนร้อนแก้วนั้น ...
ใช้กาแฟที่คุณลูกชายประกอบเครื่องจักรเอง ไปซื้อเมล็ดเอง คั่วเอง เบลนด์สูตรของตัวเองเอง 
เป็นกาแฟแก้วเดียวกันกับที่คนพ่อบดและชงให้เราดื่ม 
ก็เหมือนกับแขกทุกคนที่มาเยือนบ้านหลังนี้ ที่คนพ่อจะยิ้มแย้มเชื้อเชิญแขกให้ดื่มกาแฟฝีมือลูกชายตนเองเป็นอย่างแรก

กาแฟดำมีรสขม เป็นเรื่องธรรมดา
เราก็แค่หวังว่าคนดีๆ แบบพวกเขาจะมีความสุข



 
nananatte

22.06.2019

ป.ล. กราบบบบบบบบขออภัยเป็นอย่างสูง ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ สำหรับการมาสายในสัปดาห์นี้ ไม่มีใครเรียกตัวทั้งนั้น และเราสบายดีค่ะ รู้สึกผิดสุดๆ ไม่ใช่เพราะไม่ได้มาโพสต์สิ่งที่ควรโพสต์ในเวลาที่ควรโพสต์นะคะ แต่รู้สึกผิดถ้าจะทำให้ใครเป็นห่วงว่าจะเกิดอะไรไม่ดีขึ้นกับเรารึเปล่า ถ้าทำให้คุณเป็นห่วง เราขอโทษจริงๆ ค่ะ

เหตุผลเดียวที่สัปดาห์นี้มาช้า เพราะเราเปลี่ยนหัวข้อและเนื้อหาทั้งหมดในวินาทีสุดท้าย และเราเขียนไม่ทันค่ะ T^T

เค้าขอโทษนะค้า....

ป.ล.2 โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ apple podcasts, google podcasts, spotify, podbean และ CastBox ค่ะ (^___^)v


Source:

บทความ Jack Zenger & Joseph Folk Man – What Great Listeners Actually Do (2016)
https://hbr.org/2016/07/what-great-listeners-actually-do
 
หนังสือ Stephen Covey – The 7 Habits of Highly Effective People

SHARE
Written in this book
sit down and write
บันทึกสิ่งที่ค่อยๆ เรียนรู้ไปบนเส้นทางนักเขียน 
Writer
nananatte
storyteller
nananatte (นานานัตเต) ...ทำอาหารไม่เก่ง ...ชอบแมว โดยเฉพาะแมวดำ ...เป็นนักเขียนนิยายแนว slice of life กึ่งโรแมนติก กึ่งชิลล์ เพราะชอบเรื่องราวของคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ นิยายที่เขียนก็เลยมีแต่เรื่องราวของผู้คนเหล่านี้ ...ชอบเครื่องเขียน ชอบกาแฟดำ ชอบอ่านหนังสือ ชอบสวน ชอบเดินเล่นในวันอากาศดีๆ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ ผลงานนิยายของเราตอนนี้มี 2 เรื่อง คือ Say You Love Me และ ร้านหนังสือเที่ยงคืน ติดตามอ่านกันได้ที่ fictionlog นะคะ :-)

Comments

porumdal
2 months ago
ก่อนสามสิบ เคยเปิด รร. สอนภาษาจ้ะ พี่สาวบอกว่าอย่าทำเลย แต่ถ้าอยากทำก็ทำ ถ้าล้มก่อนสามสิบจะลุกขึ้นเร็ว และสองปีหลังจากนั้น 600,000 ก็หายวับไปกับตา แต่ก็ลุกขึ้นเร็วจริงๆ คนมีประสบการณ์มักเตือนเราด้วยความหวังดีเสมอ 555 (ยิ้มทั้งน้ำตา)
Reply
nananatte
2 months ago
เราว่าเรื่องธุรกิจ cash flow สำคัญมาก ทำบัญชีสำคัญมาก ทำธุรกิจมันไม่ได้ใช้สกิลเดียว แต่ต้องทำเป็นทุกอย่างเลย

คนเราเจ็บแล้วเรียนรู้ ล้มแล้วลุก เราจะสตรองขึ้น... เราว่าคุณก็เรียนรู้อะไรเยอะมากจากเงินก้อนนั้น ถึงเราฟังก็เสียดายตังค์แทน แต่เราคิดว่าที่คุณขยันสุดฤทธิ์ ผลิตงานไวเลิศๆ แบบทุกวันนี้ ส่วนนึงก็เพราะเรียนรู้จากคราวนั้นนะ
imonkey7
1 month ago
เขียนยาว ขยันจัง เนื้อหาดีคับ
Reply