วันแม่ของผม
จานข้าวขาหมูเนื้อหนังพร้อมคะน้าลวกน้ำพะโล้วางอยู่ตรงหน้า ผมกำลังยื่นช้อนในมือออกไปเพื่อจะตักมัน พลางน้ำตาก็ไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว

"ผมเกลียด..ผมเกลียดแม่ ได้ยินไหม ผมเกลียดแม่" ผมวิ่งออกจากบ้านไปพร้อมคำสบถและประโยคบอกเล่าที่เพิ่งจบไปเมื่อครู่ ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งออกไปอย่างไม่คิดชีวิต สุดท้ายก็ไปนั่งร้องไห้ที่ตู้โทรศัพท์ที่ตอนนี้เหมือนที่ติดป้ายโฆษณาเงินกู้นอกระบบกับเบอร์นักสืบเอกชนมากกว่า

ผมร้องไห้เพราะแม่ไม่เคยรักผมเลย ไม่เคยให้เวลาผมแม้เพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ

"ปริญญา ครูอยากให้ผมเชิญแม่มางานวันแม่ที่โรงเรียนหน่อย ปีนี้ครูเลือกผมเป็นตัวแทนนะ อย่าลืมบอกท่านล่ะ" คำพูดที่เหมือนฆ้อนเหล็กเขื่องที่ฟาดเข้าที่ขมับในฉับพลันที่ได้ยิน เพราะผมรู้ดีว่าจะต้องเจอกับอะไร

"แม่ คุณครูให้แม่ไปร่วมงานวันแม่ด้วย ตอนเช้า 10 โมง" ผมวางกระเป๋าที่เริ่มขาดด้านข้างไว้ที่โต๊ะวางของหลังบ้าน

"ทำไมไม่บอกว่าแม่ไปไม่ได้ ต้นก็รู้นี่ ว่าแม่ไม่มีเวลาหรอก" แม่ตักน้ำส้มใส่ถุงเล็กๆ แล้วมัดอย่างชำนาญ แต่แม่ไม่เคยชำนาญมนการเลี้ยงดูผม

"ครูบอกว่า ต้องให้แม่มาให้ได้" ผมหยิบการบ้านคณิตศาสตร์ที่ลอกเพื่อนไม่เสร็จออกมาลอกต่อ

"ถ้าต้องไป ก็ไม่ต้องทำมาหากินอะไรกันกันเลยสิ โรงเรียนก็จะอะไรนักหนา" แม่เปลี่ยนไปหยิบขาหมูที่เผาแล้วมาขูดขนออก

ข้าวขาหมูคือสมบัติชิ้นเดียวที่พ่อทิ้งไว้ให้เราสองแม่ลูก หลังจากที่พ่อด่วนจากไปด้วยมะเร็งปอดจากฤทธิ์ควันบุหรี่วันละสองซอง ผมก็ไม่แปลกใจที่จะเห็นพ่อจากไปอย่างแสนทรมาน

แต่ที่หนักกว่าคือแม่ ผู้หญิงที่แม้วันที่ร่างพ่อโดนเผา แม่ก็ไม่มีน้ำตาแม้เพียงหยด ผมไม่แน่ใจว่าเพราะแม่เข้มแข็งหรือเพราะแม่ไม่มีหัวใจกันแน่

แต่ข้าวขาหมูที่แม่ขาย ก็เลี้ยงดูเราสองแม่ลูกมาได้หลายปีแล้ว แต่นั่นทำให้แม่แทบไม่มีเวลาคุยกับผมด้วยซ้ำ แม่ต้องตื่นตั้งแต่ตีสองไปตลาดซื้อของสด กลับมาก็เกือบตีห้า มาปลดเตาที่ต้มขาหมูตั้งแต่ตื่นนอนลง เตรียมหั่นพวกผักชีต้นหอม แกะกระเทียม กับทำน้ำจิ้มพริกดองรสเปรี้ยวแก้เลี่ยน ตามด้วยล้างผักคะน้าอย่างบรรจง แบ่งขาหมูใส่หม้อตุ๋นไฟอ่อนเคี่ยวไปเรื่อยๆ แล้วค่อยเตรียมโต๊ะเก้าอี้ ส่วนผมตื่นนอนตอนตีห้าครึ่ง เสร็จแล้วต้องลงมาช่วยเช็ดโต๊ะกับต้มไข่ แล้วรอลุงมอไซค์มารับไปส่งที่โรงเรียน เป็นอย่างนี้มาตลอดหลายปีจนผมเข้าโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด

แล้วงานวันแม่ที่ผมเกลียดนักหนาก็เวียนมาอีกจนได้

"นักเรียนมอบพวงมาลัยให้คุณแม่แล้วกราบเท้าท่านค่ะ" เสียงคุณครูประกาศออกเครื่องเสียงอันมหึมาที่ตั้งอยู่หน้าอาคาร แต่เก้าอี้ตรงหน้าผมว่างเปล่า ผมวางพวงมาลัยไว้บนเก้าอี้ที่เบาะขาดจนฟองน้ำห้อยปลิ้นออกมา แล้วลุกออกไป เดินไปห้องส้วมชาย ปิดประตู แล้วนั่งร้องไห้อยู่ในนั้น

วันนั้นพอกลับถึงบ้าน พบว่าร้านปิด ผมสงสัยว่าถ้าแม่ปิดร้านทำไมแม่ถึงไม่ไปร่วมงานวันแม่ ผมเริ่มโมโหที่แม่ไม่เคยจะสนใจสิ่งที่ผมบอกเลยแม้เพียงนิด

ผมเดินเข้าไปหลังประตูม้วนขึ้นสนิม ในร้านมืดสนิทแต่โต๊ะเก้าอี้ยังไม่ได้เก็บกวาด ผมเห็นถุงยาของโรงพยาบาลวางอยู่ที่โต๊ะข้างบันได ส่วนแม่นอนคุดคู้อยู่ที่โซฟาเก่าจนสปริงเหล็กโผล่ยื่นออกมาจากหนังเทียมราคาถูก

"แม่เป็นอะไร ไม่สบายเหรอ แล้วทำไมแม่ไม่ไปงานที่โรงเรียน" ผมถามน้ำเสียงเรียบเฉย

"ไม่สบายนิดหน่อย ช่างมันเถอะ" แม่ยังคงนอนตะแคงหันหลังให้ผม

"นิดหน่อย.. แล้วแม่ก็ปิดร้านที่แม่แทบไม่เคยปิดเลยตลอดปีตลอดชาติเนี่ยอ่ะนะ แต่แม่ทิ้งให้ผมเป็นลูกกำพร้าแม่อยู่คนเดียวในงานที่โรงเรียน แม่รู้ไหมว่าผมรู้สึกยังไง" ผมเริ่มน้ำเสียงสั่น

" แม่ขอโทษ" แม่เอ่ยเพียงสั้นๆ น้ำเสียงแผ่วเบา

"ผมเกลียดแม่!....."

และนั่นทำให้ผมมานั่งอยู่ตรงตู้โทรศัพท์นี่ ร้องไห้ฟูมฟายอยู่ตรงนี้

"ต้น มาร้องไห้ทำไมตรงนี้ลูก"

ผมเงยหน้าดูต้นเสียง เป็นป้าอรที่อยู่ร้านข้างๆ แกกำลังเอามือมาลูบหัวผม

"ไม่มีอะไรครับ" ผมรีบเอามือเช็ดน้ำตาแล้วลุกขึ้นยืน

"ไม่ไปอยู่เป็นเพื่อนแม่ล่ะลูก แม่เขาคงเจ็บแย่ รีบเก็บร้านใหญ่ไม่รู้จะรีบไปไหน ลูกค้าก็เร่ง เลยเผลอทำมีดบาดนิ้ว เลือดออกเยอะเลย ป้าเลยอาสาพาไปโรงพยาบาล โดนเย็บไปตั้งเจ็ดเข็มเลย ป้ายังเจ็บแทน" ป้าอรพูดพลางหน้าถอดสี

"เหรอครับ ผมไม่ทราบเลย" ผมสะดุ้งกับคำพูดของป้าอรจนเย็นวาบในท้อง

"แม่เขายังยืนยันจะไปธุระอยู่เลยตอนที่อยู่โรงบาล แต่รอคิวเขอหมอนานมาก เลยไปไม่ทันแล้ว นั่งร้องไห้ใหญ่เลย ไม่รู้อะไรสำคัญรึเปล่า ดูแม่เขาเครียดเลยนะลูก" ป้าอรหยิบถุงที่ห้อยในมือยื่นมาให้

"เอานี่ข้าวต้ม แบ่งทานกับแม่นะลูก ป้าซื้อมาเผื่อสองคนเลย แม่คงทำกับข้าวไม่ไหวหรอก" ป้าอรยิ้มให้พร้อมข้าวต้มที่อุ่นมากในความรู้สึกผม

"ขอบคุณครับ ขอบคุณมากๆ ครับ" ผมรับถุงข้าวต้มแล้วยกมือไหว้

ผมเดินกลับบ้านอย่างเจ็บปวด คำพูดก่อนหน้าทิ่มแทงหัวใจผมมาตลอดทาง ราวกับการลงฑัณฑ์อย่างสาสมกับสิ่งที่ผมทำ

"แม่ครับ...แม่" ผมพูดเสียงเอื่อย

"ต้น มาแล้วเหรอ หายไปไหนมา" แม่เดินมาจากหลังบ้านน้ำตานองหน้า

ผมวางถุงข้าวต้มลง เดินเข้าไปกอดแม่ที่เอว ผมค่อยๆ ก้มลงกราบเท้าท่านตัวสั่นด้วยความเจ็บปวดอย่างสุดแสนในหัวใจ กับคำพูดเลวร้ายที่ผมเอ่ยออกไปแบบนั้น

"ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร" แม่เอามือปิดปากร้องไห้จนตัวโยน ผมเองก็เหมือนกัน เท้าแม่เปื้อนไปด้วยน้ำตา แต่หัวใจผมเปื้อนไปด้วยความเสียใจ

"แม่ครับ ผมขอโทษ ผมขอโทษครับ แม่ยกโทษให้ต้นนะ ต้นขอโทษ ฮืออ"

"แม่ไม่โกรธต้นหรอก ไม่เคยโกรธเลย แม่ก็เสียใจที่ดูแลผมไม่ดีพอนะ แม่ขอโทษ.." แม่ก้มลงมาดึงผมลุกขึ้นมาแล้วโอบกอดผมอย่างอ่อนโยน

"ต่อไปนี้ผมจะไม่โทษแม่อีกแล้ว ผมรู้..รู้ว่าแม่ต้องลำบากเพื่อผมขนาดไหน" ผมกอดแม่จนแน่น

"ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร" แม่เอามือลูบหลังผมไปมา

ค่ำนั้นเรากินข้าวต้มที่ป้าอรฝากให้ รสชาติมันธรรมดา แต่ผมจำได้ว่ามันเป็นข้าวต้มที่ผมเอิ่มเอิบที่สุดในชีวิต ผมนั่งกินข้าวกับแม่ เรานั่งคุยกันหลายเรื่อง หัวเราะกับเรื่องเพื่อนบ้าๆ บอๆ ของผมกันจนดึก

คืนนั้นผมนอนกอดแม่จนเช้า และทุกคืนหลังจากนั้นตลอดหลายปี จนผมได้ทำงาน และทำงานจนมีหลักมีฐาน ผมแยกออกไปอยู่อีกบ้านเพราะครอบครัวเรามีหลายคน ผมมีหลานให้แม่อีกสามคน แต่ผมก็แวะมาทานข้าวกับแม่ทุกอาทิตย์

แม่เลิกร้านขาหมูมาเกือบห้าปีแล้ว เพราะท่านป่วยเป็นอัลไซเมอร์ ผมรับแม่มาอยู่ด้วยที่บ้านเพื่อจะดูแลท่านได้สะดวกขึ้น ซึ่งภรรยาและหลานๆ ก็เห็นดีด้วย

"แม่จะไปต้มขาหมู ต้นไปแกะกระเทียมให้แม่ทีนะ" แม่เอามือสั่นเทาพยายามเอื้อมไปหยิบไม้เท้า

"แม่ แม่ต้มเสร็จแล้ว แม่ลืมแล้วเหรอ ผมยกลงมาแล้ว แม่นั่งพักเถอะครับ " ผมจับมือแม่แล้วพยุงกลับไปนั่งที่โซฟานุ่มหนาด้วยหนังแท้บุอย่างดี

"ขอบใจนะต้น แต่งตัวไปโรงเรียนเถอะ เดี๋ยวสายลูก" แกนั่งมองไปปนอกหน้าต่าง เห็นแสงแดดยามสายส่องลอดเข้ามา

"ครับแม่ เดี๋ยวผมไปก่อนนะ เดี๋ยวเย็นๆ เจอกันครับ" ผมจับมือแม่กำแน่นๆ แล้วจึงปล่อย

"ข้าวขาหมูจ้า อร่อยนะ ทานไหมจ๊ะ" แม่หันไปพูดกับหน้าต่าง นี่เป็นเสียงลูกค้าของแม่สมัยร้านเราเปิดใหม่ แทบไม่มีใครเดินเข้าร้านสักคน แม่ทุ่มเททั้งชีวิตให้ร้านจนมีชื่อเสียงและเลี้ยงปากท้องเราสองคนมาได้เกือบสี่สิบปี และที่สำคัญผมก็เติบโตมาเพราะข้าวขาหมูของแม่พร้อมหยาดเหงื่อและแรงกายแรงใจของแม่ ที่เลี้ยงผมมาด้วยตัวเองเพียงลำพัง

วันนี้ผมไปตลาด ซื้อของสด ผักและเครื่องปรุงอีกเล็กน้อย วันนี้ผมจะทำข้าวขาหมูของแม่ ข้าวขาหมูของเราและชีวิตของเรา

ผมหั่นขาหมูอย่างชำนาญ หั่นคะน้าเป็นชิ้นพอคำ ผักดองอีกนิดหน่อย ราดน้ำต้มขาหมูที่หอมกรุ่น เดินถือมันเข้าไปหาแม่ที่นั่งมองทีวีอยู่ราวกับเด็กน้อนที่ตื่นเต้นกับสิ่วตรงหน้า

"แม่ครับ ทานข้าวกัน ข้าวขาหมูของเราเอง เดี๋ยวผมป้อนนะ" ผมตักข้าวพร้อมหยาดน้ำตาที่ค่อยๆ ไหลออกมาเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในวันแม่เมื่อหลายสิบปีก่อน

"ข้าวขาหมูจ้า อร่อยนะจ๊ะ ทานไหมจ๊ะ" แม่หันมาพูดกับผม

"อร่อยครับ อร่อยจริงๆ " ผมยิ้มพร้อมน้ำตาที่หยดลงที่ปลายคาง

แม่อ้าปากกินข้าวในช้อนอย่างว่าง่าย มืออีกข้างค่อยยกขึ้นอย่างสั่นเทาเพื่อเช็ดน้ำตาที่แก้มผม รอบมีดบาดจนนิ้วแม่เป็นรอยแผลเป็นใหญ่ยังอยู่ตรงนั้น

"ร้องทำไมต้น แม่อยู่นี่ อย่าร้องนะครับ" แม่เคี้ยวข้าวพร้อมพูดแทบไม่เป็นคำ

"ผมรักแม่นะครับ" ผมวางจานลงแล้วก้มลงกราบแม่ที่ตักและร้องไห้อย่างไม่ต้องอายใครๆ

แม่ลูบหัวผม ยิ้ม และเคี้ยวข้าวอย่างช้าๆ อยู่อย่างนั้น


"แม่ก็รักต้นนะครับ"
SHARE
Written in this book
รวมจินตนาการถึงเรื่องสั้น
รวมเรื่องสั้นที่แต่งขึ้นเวลาที่นั่งว่างๆ
Writer
Deux
the fast sleeper
คนธรรมดามากๆ

Comments

niji
2 months ago
วันนี้มาเยือนสตอรี่ล็อก เย้
Reply
Deux
2 months ago
555555 อุตส่าห์เขียนเนอะ ลงหลายๆที่หน่อย