กฤษณะ story : กำเนิดพระกฤษณะ
ถ้าใครติดตามเรื่องราวเกี่ยวเทพเจ้าอินเดียแล้ว ไม่มีใครไม่รู้จักพระกฤษณะอย่างแน่นอน เพราะเป็นเทพเจ้าที่ได้รับการบูชาทั้งในฐานะอวตารแห่งพระนารายณ์ หรือแม้กระทั่งถูกยกให้เป็นเทพเจ้าสูงสุดของนิกายฮเรคริชณะ หรือเป็นตัวละครสำคัญในมหาภารตะ ซึ่งเรื่องราวที่มาของเขานั้นมีมากมายจริงๆ ก็เลยจะทำเป็นตอนๆ เล่าไปต่อเนื่องตั้งแต่วันนี้ ซึ่งก็จะขอเริ่มต้นด้วยกำเนิดของเขาครับ

พระกฤษณะถือกำเนิดในทวาปรยุคซึ่งเป็นยุคที่ 3 ของโลก เป็นยุคที่มีเปอร์เซ็นต์คนดี-คนชั่วเท่าๆกัน โดยเรื่องราวจะเริ่มต้นที่นครมถุรา ซึ่งในขณะนั้นปกครองโดยท้าวอุครเสนซึ่งเป็นกษัตริย์ผู้ทรงธรรมท่ามกลางเหล่ากษัตริย์ส่วนใหญ่ที่เป็นทรราช โดยเขามีมเหสีชื่อปวณะเรขาซึ่งมีความงดงามยิ่งนัก อยู่มาวันหนึ่ง อุครเสนก็ออกไปล่าสัตว์ ปวณะเรขาก็ติดตามไปด้วย ระหว่างทางมีอสูรตนนึงเห็นปวณะเรขาก็บังเกิดความใคร่ เผอิญว่าคืนนั้นปวณะเรขาต้องอยู่ในที่พักเพียงลำพัง อสูรตนนั้นจึงแปลงกายเป็นอุครเสนแล้วลอบ featuring ด้วย จนปวณะเรขาตั้งครรภ์โดยที่อุครเสนเข้าใจว่าเป็นลูกของตนจริงๆ ต่อมาก็ให้กำเนิดลูกชาย ต่อมาได้ชื่อว่า “กังสะ”

กังสะเป็นคนที่มีนิสัยหยาบช้าด้วยมีเชื้อสายอสูร เมื่อเติบใหญ่ขึ้นก็สร้างวีรกรรมชั่วๆมากมาย อีกทั้งเขาสั่งสมพันธมิตรทั้งเหล่ากษัตริย์ทรราชและเหล่าอสูรไว้มากมาย เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม กังสะจึงทำการรัฐประหารยึดอำนาจจากท้าวอุครเสนผู้เป็นบิดาแล้วตั้งตนเป็นกษัตริย์ปกครองนครมถุราแทน ส่วนอุครเสนนั้นถูกจองจำไว้อย่างแน่นหนา หลังจากนั้นมากังสะก็ปกครองด้วยอำนาจบาตรใหญ่จนประชาชนต่างได้รับความเดือดร้อนเป็นทุกหย่อมหญ้า พระแม่ธรณีซึ่งทนกับความเป็นทรราชของกังสะไม่ได้ จึงแปลงเป็นโคแล้วไปเข้าเฝ้าพระนารายณ์ที่เกษียรสมุทรเพื่อขอให้อวตารไปปราบเหล่ากษัตริย์ทรราช ซึ่งพระนารายณ์ก็ตอบรับแต่ต้องรอเวลาที่เหมาะสมเสียก่อน

ทีนี้ก็ตัดเรื่องไปที่เจ้าชายคนนึงนามว่า “วาสุเทพ” ต่อมาได้ตกลงปลงใจจะแต่งงานกับเจ้าหญิงนามว่า “เทวกี” ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของกังสะ ซึ่งกังสะก็ช่วยเป็นธุระในการจัดพิธีสมรสระหว่างทั้งสองเป็นอย่างดี แต่อยู่ๆก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาว่า...
“เจ้ากังสะจอมทรราช โอรสคนที่ 8 ของวาสุเทพและเทวกีจะเป็นผู้สังหารเจ้า!”
เท่านั้นแหละครับ กังสะก็ดึงผมเทวกีมาเตรียมจะฆ่าทิ้งทันทีด้วยความโกรธ วาสุเทพจึงรีบเข้าไปเจรจาห้ามปรามไว้ พร้อมกับให้สัญญาว่าจะมอบลูกทุกคนที่เกิดจากตนและเทวกีให้กับกังสะทันทีที่พวกเขาเกิดมา กังสะก็ใจอ่อนลงจึงยอมปล่อยเทวกีไป แต่เพื่อความไม่ประมาท กังสะก็สั่งให้จองจำทั้งคู่เอาไว้ด้วยกันพร้อมกับส่งคนไปควบคุมตลอด 24 ชั่วโมง

เวลาผ่านไป เทวกีก็ให้กำเนิดลูกชายคนแรก วาสุเทพก็ส่งลูกให้กับกังสะตามสัญญา แรกทีเดียวกังสะก็รู้สึกเอ็นดูหลานของตนจึงคิดจะเลี้ยงไว้ แต่พระนารทฤาษีก็ปรากฎตัวต่อหน้ากังสะพร้อมบอกว่า “ขอเตือนเจ้าว่าไม่ว่าจะลูกของคนไหนของวาสุเทพและเทวกีก็สังหารเจ้าได้ทุกคน!” (คือที่พระนารทฤาษีทำอย่างนี้เพราะต้องการให้พระนารายณ์อวตารเร็วๆนั่นเอง) ด้วยความโกรธและกลัวตาย กังสะก็ตัดสินใจสังหารทารกน้อยนั้นทิ้งเสียต่อหน้าวาสุเทพและเทวกี พร้อมกับบอกว่าตนจะสังหารลูกของทั้งสองเสียทุกคน ซึ่งกังสะก็ทำตามนั้นจริงๆ คือตั้งแต่ลูกคนที่ 2 จนถึงลูกคนที่ 6 ของวาสุเทพและเทวกี เมื่อกังสะทราบข่าวก็บึ่งมาพร้อมกับสังหารทารกน้อยทิ้งทันที

จนกระทั่งเมื่อถึงกาลที่เทวกีจะมีลูกคนที่ 7 พระนารายณ์จึงส่งส่วนหนึ่งของพญาอนันตนาคราชไปเกิดในครรภ์ของเทวกี แต่ก่อนที่ทารกน้อยจะเกิดมา พระนารายณ์จึงใช้ฤทธิ์ของตนย้ายทารกจากครรภ์ของเทวกีมาไว้ในครรภ์ของ “โรหิณี” ซึ่งเป็นภรรยาอีกคนนึงของวาสุเทพที่อยู่ที่เมืองโคกุลพร้อมบอกกับโรหิณีว่าให้ดูแลลูกชายของวาสุเทพและเทวกีให้เป็นอย่างดี ด้านกังสะนั้นก็เข้าใจว่าเทวกีแท้งลูกคนที่ 7 ไปแล้ว แต่ก็สั่งให้คนของเขาเฝ้าระวังไว้ตลอดเวลา เพราะลูกคนที่ 8 ของเทวกีคงจะเกิดในอีกเร็วๆนี้อย่างแน่นอน ด้านโรหิณีเมื่อครบกำหนดก็ให้กำเนิดลูกชายคนที่ 7 ของเทวกี ต่อมาเด็กคนนั้นมีชื่อว่า “พลราม”

ต่อมา เมื่อพระนารายณ์เห็นว่าถึงเวลาที่ตนจะอวตารลงไปแล้ว จึงได้ปรากฎตัวต่อหน้าวาสุเทพและเทวกี โดยกล่าวกับทั้งสองว่าตนจะเกิดเป็นลูกของทั้งสองพร้อมกับแสดงความเคารพทั้งสองในฐานะบิดาและมารดาแห่งร่างอวตารของตน วาสุเทพและเทวกีต่างปลื้มใจเป็นอย่างมาก ซึ่งหลังจากนั้นเทวกีก็ตั้งครรภ์ขึ้นมาจริงๆ และเมื่อกังสะทราบว่าเทวกีตั้งครรภ์แล้วก็ยิ่งเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดขึ้น จนกระทั่งเมื่อครบกำหนดคลอด เทวกีก็ให้กำเนิดทารกน้อยผิวคล้ำที่มีความสง่างามยิ่งนัก ในวันที่เด็กน้อยเกิดขึ้นมีฝนตกหนัก แถมเด็กน้อยนั้นก็ไม่ได้ร้องออกมา ทำให้ทหารที่เฝ้าระวังอยู่ไม่ได้ยินเสียงใดๆ ในที่ๆวาสุเทพและเทวกีถูกจองจำ

วาสุเทพเกรงว่าถ้ากังสะรู้ว่าตนมีลูกคนที่ 8 แล้วจะเข้ามาสังหาร จึงตั้งใจว่าจะพาทารกน้อยหนีไปให้พ้นจากที่นี่ พลันโซ่ที่ตรวนวาสุเทพอยู่ก็ปลดออก ประตูห้องจองจำก็เปิดออก ทหารที่เฝ้าอยู่ก็หลับไปทั้งหมด วาสุเทพเห็นเป็นอัศจรรย์ด้วยฤทธิ์แห่งพระผู้เป็นเจ้า จึงรีบอุ้มทารกน้อยออกมาจากนครมถุรา โดยมีพญาอนันตนาคราชแผ่พังพานบังฝนให้ตลอดทาง เมื่อต้องข้ามแม่น้ำยมุนาเพื่อข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ก็ปรากฎว่าน้ำนั้นแหวกออกเป็นทางเดินเป็นเหตุอัศจรรย์ จนกระทั่งถึงเมืองโคกุลซึ่งมีคนเลี้ยงวัวชื่อ “นันทะ” ซึ่งเป็นสหายมารออยู่ก่อนแล้ว นันทะเล่าว่าตนได้รับบัญชาจากพระนารายณ์ให้มารอวาสุเทพ และให้สับเปลี่ยนลูกสาวของตนที่เกิดกับยโสธากับลูกของวาสุเทพ

วาสุเทพกับนันทะจึงสับเปลี่ยนลูกกัน ก่อนที่วาสุเทพจะกลับไปยังนครมถุราก็เตือนให้นันทะระวังกังสะและพรรคพวกไว้ให้ดี พร้อมกับฝากฝังให้ช่วยดูแลลูกชายของตนด้วย นันทะรับปากแล้วทั้งคู่ก็แยกย้าย ซึ่งหลังจากวาสุเทพกลับมาในห้องจองจำ ทุกอย่างก็กลับมาสู่ภาวะปกติ เมื่อกังสะทราบว่าเทวกีคลอดลูกคนที่ 8 แล้วก็รีบบึ่งไปหาทันที แต่ก็ต้องมารู้ว่าลูกที่ 8 เป็นลูกสาวซึ่งไม่ตรงตามเสียงที่เคยบอกไว้ แต่กังสะก็ไม่ไว้ชีวิตแม้เทวกีจะขอร้องไว้ก็ตาม กังสะได้โยนเด็กน้อยออกไปหมายจะขว้างออกจากห้อง แต่เด็กน้อยก็กลายเป็นเทวีมายา พร้อมกับบอกว่า “เจ้าคนโฉดเขลา บัดนี้ผู้ที่จะสังหารเจ้าได้กำเนิดขึ้นแล้ว จงเตรียมใจไว้ให้ดีเถิด!” แล้วเทวีมายาก็หายไป

กังสะเมื่อรู้ว่าเด็กคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ก็ถึงกับเดือดดาลด้วยความหวาดกลัว จึงสั่งให้ทหารไปตามฆ่าทารกที่เกิดในวันนั้นในนครมถุราให้หมด คืนวันนั้นจึงกลายเป็นคืนแห่งการสังหารโหดของนครมถุรา แต่เป็นโชคดีของฝ่ายนันทะที่อยู่คนละเมืองกัน ทำให้พวกเขาสามารถพาคณะคนเลี้ยงวัวหนีไปได้ก่อนที่จะโดนลูกหลงไปด้วย ต่อมานันทะก็ได้ตั้งรกรากในพื้นที่ที่เรียกว่า “วรินดาวัน” ซึ่งจะเป็นที่ที่พลรามและพระกฤษณะ (ซึ่งตอนนั้นใช้ชื่อว่า “กัณหา”) ได้เติบโตและใช้ชีวิตวัยเด็กด้วยกัน รวมถึงพระกฤษณะก็จะสร้างวีรกรรมปราบอสูรต่างๆ รวมไปถึงวีรเกรียนที่สร้างความขบขันและปวดหัวกับคนรอบข้างไม่ใช่น้อยในเวลาต่อมา

นี่แค่เรื่องราวการกำเนิดของพระกฤษณะยังเล่าจนเยิ่นเย้อได้ขนาดนี้เชียว ในตอนต่อไปก็จะพูดถึงชีวิตในวัยเด็กของพระกฤษณะและพลรามว่าสร้างวีรกรรม-วีรเกรียนอะไรไว้บ้างนะครับ โปรดติดตาม...

SHARE
Writer
BenzKaweewut
Storyteller
ไม่ถนัดเล่าเรื่องตัวเอง ถนัดเล่าเรื่องอื่นมากกว่า #เล่าไปเรื่อยวรรณคดีอินเดีย

Comments