เพื่อนต่างวัยจากโลกต่างดาว...และยาน C8 ที่ผมจะกลับไปหา
เป็นเวลาเกือบ 3 ชั่วโมงที่นั่งสนทนากับผู้อาวุโสทั้งสองท่านนี้ ณ ใจกลางชุมชนคนอยู่ห้องพัก อิมแพค เมืองทองธานี
.
เรายิ้ม เราตื่นเต้น เราหัวเราะไปกับเรื่องเล่าในอดีตอันแสนยาวนานของช่วงชีวิต
.
40 ปี มันเกิดอะไรขึ้นได้มากมายเช่นนั้นเชียวหรือ 'ชีวิตคนสมัยก่อนนี่ตื่นเต้นดีนะครับ'
ผมหลุดปากพูดประโยคนี้ไปครั้งหนึ่ง
.
โดยปกติแล้วผมเองไม่ใช่คนที่จะมาชวนคนแปลกหน้าคุย แต่เชื่อไหมครับว่าถ้าเราลองเปิดใจคุยโดยไม่มีนัยแอบแฝงอะไรเบื้องหลัง รู้จักฟังและตั้งคำถาม มากกว่าพูด เรื่องราวมากมายสามารถพรั่งพรูออกมาจากปากของผู้มาอยู่ก่อนได้อย่างไม่น่าเชื่อ
.
เป็นครั้งที่สองแล้วที่ได้ลงพื้นที่เพื่อสัมภาษณ์หาประเด็นที่น่าสนใจ...และทั้งสองครั้งจะรู้สึกคล้ายๆกัน คือเหมือนตัวเราได้หายไป ทั้งความฝันและความเจ็บปวด
.
พี่เกียรติถามผมว่า
'รู้ไหมว่าทำไมเราต้องรู้ประวัติศาสตร์' ผมไม่ได้ตอบไปตรงๆ

ผมใช้เวลาครุ่นคิดอยู่เนิ่นนาน
เป็นสิ่งที่ตกค้างอยู่ในความรู้สึกมาถึงวินาทีนี้ มวลหมู่ผู้คนมากมายหลากพ่อพันแม่ที่ 'อพยพ' เข้ามาอยู่ที่ชุมชนเมืองทองตรงนี้ คล้ายๆจะกระซิบบอกผมว่า ประวัติศาสตร์ย่อมถูกเล่า ตีความและให้ความหมายแล้วแต่ผู้เล่า สมองมนุษย์ไม่จัดเก็บความทรงจำเป็นข้อมูลแยกส่วน เรากรุ๊ปมัน เราตัดตอน เราเสริมเพิ่มเติม และสุดท้ายเราให้ความหวังและความหมายในเรื่องเล่า
.
ประวัติศาสตร์ถูกบันทึกและส่งต่อด้วยวิธีการเช่นนั้น...อย่างน้อยๆ ก็สำหรับคนทั่วๆไป
.
.
ประวัติศาสตร์ของที่แห่งนี้ไม่ได้อยู่ในหิน อิฐและปูน ไม่มีโบราณสถานอะไรเทือกนั้น มีก็แต่อาคารปางเก่าปางใหม่ที่ถูกบูรณะอีกครั้งหลังการล้มละลายในปี 40...ก่อนจะกลับมาแออัดคับคลั่งอีกครั้งเมื่อกระแสผู้คนหลั่งไหลเข้ามาหาโอกาสชีวิตใหม่ๆ ผ่านการช่วยเหลือของนโยบายของหลายภาคส่วนเพื่อลดราคาที่พักอาศัยลง...คนจึงท้วมท้นเข้ามา แต่ก็หาได้แออัดคับแคบอย่างที่คิดไว้ตอนแรก
.
หากที่นี่จะมีประวัติศาสตร์
ก็คงอยู่ในเรื่องเล่าและผู้คนที่จรแรมผ่านไปมาเสียมากกว่า
.
.
.
มวลหมู่มนุษย์อาจมากก็จริง ณ เวลาเลิกงานอย่างนี้
แต่กลับไม่รู้สึกว่าน่าอึดอัดเลยจากการวางผังให้ทางเดินกว้างขวางกว่าปกติ...ช่องลม ช่องไฟ ช่องถนน ออกแบบมาไว้แล้ว...เช่นเดียวกับช่องว่างในจิตใจเวลานี้ที่อาจล้นไปด้วยความรู้สึกใหม่ๆ
.
หลังคุยไปซักพัก...
ผมรู้สึกถึงความสบาย...โปร่งโล่ง
ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าตัวเองช่างเล็กจ้อย
เมื่อเทียบกับขนาดอาคารหลังยักษ์
.
เมื่ออีโก้เราหมดลง
เมื่อเราคุยกับใครซักคนอย่างตั้งใจ
เมื่อเราหลอมรวมกับพื้นที่
ตัวเราก็ค่อยๆ เล็กลงจนเหมือนหายไป
.
ณ จุดที่ตัวเราเล็กที่สุดจนแทบจะเป็นฝุ่นผง
ความสามารถใหม่จึงถือกำเนิดขึ้น...ความสามารถในปลิวล่องไปได้อย่างไพศาลกว้างขวาง สุดความรับรู้ความเข้าใจที่เรามีต่อโลก
.
ตัวเราเล็กเป็นจุด...แต่ขนาดหัวใจของเราแผ่ขยายเท่ากับโลก
.
เมื่อเราตั้งใจฟังใครซักคนที่แตกต่างจากเรามากๆ มันแทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่อีโก้ของเราเหมือนถูกเจือจางหายไป
.
สภาวะจิตของผมตอนนี้...ไปตรงกับศัพท์คำหนึ่งที่พี่เลิศ(คนซ้าย) กำลังเล่าให้ฟัง มันคือคำว่า
'สัปปายะ'
.
ตามความเข้าใจของพี่เลิศ...มันคือสภาวะจิตที่แต่ละคนจะ 'บรรลุ' ถึงอะไรบางอย่าง แม้แกจะเล่าตัวอย่างของพระอรหันต์ที่อาจบรรลุธรรมได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นป่าช้า ชนบทห่างไกลหรือแม้กระทั่งวัดในตัวเมือง
.
ท่ามกลางความกลหลแสนกว้างใหญ่ของมหานครคอนกรีตสูงเสียดฟ้าคล้ายๆยานมนุษย์ต่างดาวที่มาลงจอด หากเป็นเช่นนั้น นี่จะไม่ใช่ยานที่มาจากดาวดวงเดียวกัน
.
ครูจากต่างจังหวัด
ราชการกระทรวงต่างๆ
คนงานตัวเล็กตัวน้อยที่ทำงานในอิมแพค
ต่างด้าวที่เข้ามาหาโอกาสในชีวิตใหม่
แล้วก็...ร้านหนังสือเก่าลับๆ แห่งตึก C8 แห่งนี้
.
สุดท้ายไม่ว่า 'สัปปายะ' จะคืออะไรในความหมายที่ชัดเจน ผมตั้งใจเก็บความคลุมเครือของมันเอาไว้เพื่อใช้อธิบายปรากฎการณ์ที่มันนำพาให้ผมมาค้นพบร้านหนังสือที่เต็มไปด้วยกีตาร์เรียงรายแห่งนี้
.
ผมเลือกสถานที่แห่งนี้ พอๆ กับที่มันเลือกผม
.
"ใครๆ ก็ว่าที่แถวนี้อันตราย แต่แปลกดีนะครับ ในร้านนี้ ตอนนี้ วินาทีนี้ผมรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยเหมือนบ้านตัวเอง" ไม่รู้อะไรให้ผมพูดประโยคที่อาจจะดูน่าจะเขินหน่อยๆ เมื่อได้นึกว่านี่คือการเปิดปากเปิดใจกับคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
.
คุณอาทั้งสองไม่ได้ตอบอะไรเพิ่มเติมเพียงแต่ยิ้มให้และพยักหน้าช้าๆ

"ที่นี่ก็เหมือนที่อื่นนั่นแหละ เหมือนช้างที่มีหัว มีหาง มีงา มีตัว อยู่ทึ่ใครจะมาสัมผัสส่วนไหน" อาเลิศกล่าว
.
หากได้รู้ว่าในบรรดาตึกพักอาศัยนับสิบๆหลัง เต็มไปด้วยผู้อาศัยนับหมื่นๆ คน มีร้านหนังสือเก่าอยู่แค่ 1 ร้าน
.
คุณคงคิดว่าช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่ผมเลือกเดินมาที่ตึกแห่งนี้ ณ เวลาตอนนี้ ณ ความรู้สึกและจุดประสงค์เช่นนี้
.
แต่เมื่อเงยหน้าออกไปแหงนหน้ามองไฟบนอาคารยามอาทิตย์ดับแสงนับร้อยๆดวง จากอาคารต่างดาวมหึมานับสิบตึกที่ฉายส่อง...ผมก็คิดขึ้นได้ว่า
.
.
อาจเป็นความบังเอิญที่ทำให้เราได้พบพาน แต่มันเป็นความตั้งใจเสมอว่าเราจะกระโจนเข้าไปร่วมวงกับปรากฎการณ์เหล่านั้นไหม
.
.
เช่นเดียวกับหนังสือปกเก่าแต่หัวข้อเข้มขลังที่อยู่รอบตัวกระซิบบอกผมว่า...จะดูแค่ปกก็ไม่ว่า แต่ถ้าจะพากลับบ้าน ก็ต้องตัดสินใจเอาเอง
.
.
ผมกลับบ้านพร้อมหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ
'The Last lecture' ฉบับภาษาอังกฤษในราคา 80 บาท หนังสือคือบันทึกของศาตราจารย์ไม้ใกล้ฝั่งคนหนึ่งต่อคำถามที่ว่า "คุณจะทำอะไรถ้ารู้ว่าอยู่บนโลกนี้ได้อีกไม่กี่เดือน"
.
ทุกวันคือการพบกันครั้งแรกและอาจเป็นครั้งสุดท้าย...เรื่องบังเอิญกลายเป็นสิ่งธรรมดา หากมองให้ดีความมหัศจรรย์มีอยู่รอบตัว
.
มาถึงตรงนี้...
คุณอาจจะเห็นแค่คุณลุงแก่ๆสองคนคุยกันในร้านหนังสือ หรือคุณอาจจะเห็นอีกหนึ่งจักรวาลที่ซ่อนอยู่
.
ผมกล่าวลามนุษย์ต่างดาวอาวุโสทั้งสองท่าน ก่อนเดินออกจากยาน C8...

มุ่งเดินทางสู่สิ่งที่เรียกว่าโลก...โลกที่ผมเรียกว่าบ้าน...และใช่, มันไม่ใช่โลกเดียวในจักรวาล...ยังมีอีกหลายโลกข้างนอกนั่นให้ผมออกเดินทางไปรู้จัก

ผมแทบอดใจรอการเดินทางครั้งหน้าไม่ไหวแล้ว

#ค่ายสารคดี15
SHARE
Writer
Nui_Napat
so many role to play
ใกล้เรียนจบแล้ว กำลังแสวงหาโอกาสและคุณค่าของสิ่งที่ทำอยู่และกำลังจะทำต่อไป (ปัจจุบันเรียนจบ รับปริญญามา 2 ปี 8 เดือนแล้ว)

Comments