ความไม่จริงใจต่อตัวเอง,การหลอกลวงตัวเอง (Bad Faith) คืออะไร?
"บริกรในภัตตาคารแห่งหนึ่งในกรุงปารีส เมื่อมาถึงภัตตาคาร ผู้ทำหน้าที่บริกรก็สวมเครื่องแต่งกายของบริกร ทำกิริยาท่าทางให้สมบทบาทบริกร ตั้งแต่การพูดจากับลูกค้าไปจนถึงการเสิร์ฟอาหาร เหมือนดั่งตัวละครที่เล่นไปตามบทบาทว่าควรแสดงกิริยา ท่าทาง สีหน้า อย่างไร โดยนัยนี้ตัวละครนั้นไม่ได้มีความรู้สึกอะไรที่แท้จริงอยู่ข้างในตัวตนเลย เสมือนกับว่าแค่เล่นไปตามบทที่กำหนดไว้แล้วเท่านั้น เมื่อหมดเวลางาน ผู้นั้นก็หวนคืนสภาพคนธรรมดาเช่นคนทั่วไป ซึ่งอาจถึงกับมีบุคลิกตรงกันข้ามกับตอนที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่เลยก็ได้ ทั้งหมดนี้เพียงเพื่อให้ได้เงินมาเลี้ยงชีพ"   ความไม่จริงใจต่อตัวเอง,การหลอกลวงตัวเอง (Bad Faith ,Mauvaise Foi) ตามนัยปรัชญาของสกุลปรัชญาอัตถิภาวะนิยม (Existentialism) นั้น คือการปฏิบัติตนให้ขัดแย้งกับความจริงมูลฐานที่ว่า "มนุษย์คือเสรีภาพ" เช่น การไม่ยอมรับว่าเรามีเสรีภาพในการเลือกชีวิตด้วยตนเอง ไม่ยอมรับว่ามีเสรีภาพที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นอย่างอื่นๆได้ในอนาคต ปล่อยชีวิตล่องลอยไปตามชะตากรรมโดยไม่ตัดสินใจเลือกด้วยตนเองจนอาจจะทำให้ต้องตกอยู่ในสภาพจำยอมบางอย่างในช่วงระยะหนึ่งของชีวิตหรือแม้กระทั่งตลอดชีวิต หรือการคิดว่าเราเป็นอะไรก็ถููกกำหนดมาแล้วไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำรงชีวิตอะไรได้เลย รวมไปถึงการเสแสร้งต่อตนเอง หลอกตัวเองว่าเราไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วในการดำรงชีวิตต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น เราอาจเสแสร้งต่อจิตสำนึกของตนเองว่าเราไร้ทางเลือก แต่แท้จริงแล้วเราได้เลือกไปแล้ว เลือกอะไร? "ความจริงคือเราได้เลือกที่จะหลอกตัวเองว่าเราไม่มีทางเลือกไงล่ะ" (เราหนีการเลือกไม่ได้ตลอดชีวิต ทุกวันของชีวิตเต็มไปด้วยการเลือกและทางเลือก) แท้จริงแล้วชีวิตของเรามันยิ่งใหญ่กว่านั้น!
.
   ตามหลักปรัชญาอัตถิภาวนิยมนั้นได้เทิดทูนเสรีภาพหรืออิสรภาพเอาไว้สูงสุด "มนุษย์คือเสรีภาพ" (Being-for-themselves) นี่คือสิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากวัตถุเช่น ก้อนหิน ต้นไม้ ซึ่งไม่มีเสรีภาพในการเลือกใดๆเพราะมีความเต็มอิ่มในตัวเองอยู่แล้ว (Being-in-itself) มนุษย์มีเสรีภาพที่จะเป็นสิ่งอื่นๆต่อไปได้ในอนาคต อันเป็นศักยภาพที่มีอยู่แล้วในมนุษย์ทุกคนที่จะปั้นตัวเองให้เป็นอะไรต่ออะไรได้อย่าง(เกือบจะ)ไร้ขีดจำกัดตามการเลือกของเราเองในปัจจุบัน มนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่าจิตใจ ซึ่งอยู่ในสภาพกลวง ว่างเปล่า คอยไขว่คว้าสิ่งนอกกายมาเติมเต็มให้ชีวิตอย่างไม่รู้จบ จิตใจของมนุษย์มีศักยภาพที่จะ "ไม่ยอมรับตัวเองในปัจจุบัน และพุ่งไปสู่ความเป็นคนอื่นในอนาคต" 
.
   ปัญหาก็คือมนุษย์มักจะเลือกทางที่ง่ายกว่าคือการเดินตามกระแสและแรงกดดันจากสังคม (take the easy way out) โดยไม่มีจุดยืนหรือการกล้าหาญที่จะเลือกทางของตัวเองด้วยการลงแรงตัดสินใจอย่างจริงใจต่อตนเอง ด้วยตนเอง เพื่อตนเอง แต่กลับปล่อยให้ชีวิตล่องลอยเคว้งคว้างไปเรื่อยๆตามชะตากรรมโดยตนเองไม่มีส่วนในการถือบังเหียนของชีวิตตัวเองให้เต็มที่เลย ลึกๆแล้วเราได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ของชีวิตที่เราจะปั้นให้เป็นอย่างไรก็ได้ แต่กลับหลอกตัวเองว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่ในตอนนี้คือสิ่งเดียวเท่านั้นที่เราจะเป็นได้ ไม่มีหนทางอื่นๆอีกแล้ว ดังนั้นการกระทำดังกล่าวจึงขัดกับหลักความจริงมูลฐานว่า "มนุษย์คือเสรีภาพ" เราไม่ยอมจ่ายราคาในระยะสั้นเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิต (ไม่จำกัดว่าเป็นเรื่องเงินแต่อย่างเดียว รวมถึงราคาทางจิตใจ แรงกายด้วย) จนทำให้เราต้องอยู่ในสภาพที่เราเองจริงๆก็ไม่ต้องการในระยะยาว การไม่ยอมเลือกด้วยตนเองในฐานะมนุษย์ที่มีเสรีภาพนั้นมีราคาค่างวดของมันเหมือนกัน ก็คือ ความเจ็บปวด ผิดหวัง ในระยะยาว การเสียโอกาสในการปรับปรุง พัฒนาตัวเอง ให้เติบโตได้เต็มที่ที่สุดเท่าที่คนคนหนึ่งจะไปถึงได้ Bad faith นั้นส่งผลให้เราลดทอนความเป็นมนุษย์อันมีอิสรภาพในการเลือกอยู่เสมอของเรา ให้เป็นเพียงวัตถุชิ้นหนึ่ง (Being-in-itself) เท่านั้น
.
   ส่วนตัวผมคิดว่าหลักการของ Bad Faith นั้นก็เอามาปรับใช้ในเรื่องความรักได้เหมือนกันกล่าวคือ บางคนเมื่อหลงรักใครสักคน ชอบพอถูกใจใครสักคน ก็มักจะทึกทักเอาเองว่า "ต้องเป็นคนนี้เท่านั้นในโลก" ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริงว่า ผู้ชายหรือผู้หญิงคนอื่นๆที่สามารถทำให้คุณหลงรักได้ย่อมมีอีกเป็นจำนวนมากซึ่งคุณยังไม่ค้นพบ ในแง่นี้เท่ากับเป็นการสร้างความหวังอันคับแคบ สร้างความ "เกร็ง" ให้ตัวเอง และขยายปัญหาที่เล็กให้ใหญ่โดยใช่เหตุ หากรักนั้นไม่สมหวัง
.
   สุดท้ายนี้ขอทิ้งท้ายด้วยคำขวัญของปรัชญาอัตถิภาวนิยมว่า "Existence precedes Essence" แปลว่า "การดำรงอยู่มาก่อนและสำคัญกว่าสารัตถะของชีวิต"


SHARE
Writer
Elan_Vital
Wannabe Philosopher
I write in order to console my soul.

Comments