ไส้ติ่ง
ย้อนกลับไปเมื่อปี 57 เราจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดี เราปวดท้อง ปวดมากๆแบบที่ไม่เคยปวดขนาดนี้มาก่อน ปวดมาตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 2 ทุ่ม เรากินยาแก้ปวดท้องต่างๆนานาๆ อาการปวดก็ไม่ได้ทุเลาลงเลยแม้แต่น้อย 
เราบอกแม่ แม่รับรู้และถามถึงอาการ แม่ก็เอายาให้กินอีก เราก็สังเกตอาการตัวเองเรื่อยๆ บอกเพื่อนสนิทด้วย เพื่อนก็บอกว่า
ไส้ติ่งหรือเปล่าเอาหล่ะ ณ ตอนนั้น เริ่มกลัว กฃัวว่าถ้าเป็นไส้ติ่งจริงๆแล้วไม่ไปหาหมอเกิดไส้ติ่งแตกทำไง เราอดทนมากๆ ปลอบใจตัวเองว่าคงไม่ใช่ 

อดทนจน 4 ทุ่มกว่าๆ ก็เริ่มจะไม่ไหว ปวดหนักขึ้นกว่าเดิม ตอนนั้นบอกตัวเองว่า
ไม่ไหวแล้วตัดสินใจบอกแม่ให้ไปส่งโรงพยาบาล แม่ก็ปลุกพี่สาวขับรถไปส่ง ไปถึงโรงพยาบาลตอนนั้นเกือบๆ 5 ทุ่ม หมอเฉพาะทางไม่มีแล้วมีแต่หมอเวร รถเข็นก็ไม่มีบริการ เดินไปยื่นบัตรทำเรื่อง บลาๆ จนไปรอพบหมอ รอตามคิวประมาณครึ่งชั่วโมง 
เป็นอะไรมาครับ
คำถามแรกเมื่อเจอหน้าหมอ เราก็บอกอาการไปทั้งหมด หมอก็กดๆ แล้วก็ถามว่า ปวดตรงไหน ตรงนี้ปวดมั้ย พอหมอกดลงมาที่ท้องฝั่งขวามือของเรา คือร้องโอ๊ยออกมาโดยอัตโนมัติ และหมอก็บอกให้ไปเจาะเลือด ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ นั่งรถผลอีกกว่าครึ่งชั่วโมง เมื่อใดที่ผลเลือดและผลปัสสาวะออก เมื่อนั้นจึงจะได้เข้าพบกับหมออีกครั้ง เมื่อถึงเวลาที่ได้เข้าไปหาหมออีกครั้ง หมอก็พูดออกมาว่า
คนไข้เป็นไส้ติ่งนะครับ คืนนี้ admit รอผ่าตัดนะ
ขึ้นตึกมาพยาบาลก็ซักประวัติอีกกินข้าวกินน้ำล่าสุดเวลากี่โมง บลาบลาบลา เปลี่ยนชุดนอนรอเวลาผ่าระหว่างนั้นพยาบาลก็จะเดินมาหาเจาะเลือด(อีกแล้ว) วัดไข้ วัดความดัน เราก็นอนปวดต่อไป ข่มตานอนไปได้แปบนึง ถึงเวลาเข้าไปสู่ห้องเชือด ตอนตี2 เวรเปลเข็นเตียงไปส่งที่ห้องผ่าตัด นอนรอในห้องอันเย็นเฉียบ นอนมองเพดานมองไฟไป ไม่นานเขาก็เข็นไปที่ห้องผ่าตัดจำไว้ว่าห้องเบอร์ 9 วินาทีที่เปลเข้าไปเทียบท่าเตียงผ่าตัด เพลงไกลแค่ไหนคือใกล้ ก็เริ่มบรรเลง(อันนี้คือพยาบาลเปิดเว้ยมีเอ็มวีให้ดูด้วยเพลินป่ะหล่ะ) พยาบาลหลายๆคนก็เข้ามาเตรียมการผ่าตัด แปะที่วัดคลื่นหัวใจ วัดความดัน จับชีพจรเอยอะไรเอย (คนที่เคยรับการผ่าตัดน่าจะเข้าใจ) เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว วิสัญญีแพทย์ ก็จะบอกว่า
เดี๋ยวหายใจเข้าลึกๆนะคะ จะรู้สึกเย็นๆนิดนึงหายใจลึกๆสูดยาสลบไปจ้า เย็นจมูกเชียวหล่ะสดชื่นได้แปบเดียวก็วาร์ปไปตอนตี4 เลยจ้า ออกจากห้องผ่าตัดกลับมาที่เตียงนอนพักฟื้น พยาบาลและเวรเปลพูดคุยกันตลอดตอนนั้นเรารับรู้แล้ว แต่เราลืมตาไม่ขึ้นจริงๆ พยาบาลบอกให้เราขยับตัวขึ้นเตียง เราก็ทำ จากนั้นก็หลับต่อไปจ้า 6 โมงเช้าตื่นจ้า ยังเมายาสลบอยู่จ้า มึนๆสติยังมาไม่ครบจ้า พยาบาลมาวัดไข้ วัดความดันเช่นเคย จากนั้น ช่วงเวลาประมาณ 8 โมง จะมีอาหารมาเสิร์ฟถึงเตียงเลยจ้า ไม่แน่ใจว่าตอนนั้นได้กินมั้ย 55 (ลืมไปแล้วอ่ะ) พอเวลาประมาณ 9 โมง พยาบาลก็จะเชิญญาติๆออกไปรอข้างนอก แม่บ้านก็จะเข้ามาทำความสะอาด จากนั้นพยาบาลก็จะเข้ามาล้างแผล เช็คแผล บลาบลาบลา 

หลังจากผ่าตัดมาสิ่งที่เรากลัวที่สุดคือแผลแตกต้องเย็บใหม่ อันนี้น่ากลัวเราก็เลยระวังเป็นอย่างมาก ไม่ไอ ไม่จาม แต่เราจะรู้สึกอยากไอ อยากจามมากๆเลยเว้ย แล้วพยาบาลก็จะถาม
ไอรึยังคะ
เราก็ไอแบบเบาๆ พยาบาลบอกว่า ไอ จามบ้าง ลำไส้จะได้เข้าที่ โอโห ขนลุกเลย 555 

ก็อยู่โรงพยาบาลได้ 1 วัน ลุกเดินได้ ช่วยเหลือตัวเองได้ก็ได้กลับบ้าน กลับมาพักฟื้นที่บ้านได้ 7 วันไปตัดไหม เสร็จกลับมาบ้าน ก็มานอนที่เก้าอี้ไว้ อยู่ๆเกิดอยากจามขึ้นมาอย่างกระทันหัน จามแรงมากพอสมควรเลยตอนนั้น และ.....
ความรู้สึกคือ ไส้ลั่น คือเรารู้สึกได้เลยว่าลำไส้ขดตัวเลี้ยวไปทางไหนอ่ะ ไม่รู้ว่าเราคิดไปเองหรือเปล่า แต่เรารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

ไปเล่าประสบการณ์ไส้ลั่นให้เพื่อนฟังเพื่อนขำไม่หยุดเลย 555

สุดท้ายแล้วก็จะบอกว่า ประสบการณ์ครั้งนี้คือประสบการณ์การนอนโรงพยาบาลครั้งแรกในชีวิต เข้าห้องผ่าตัดครั้งแรกในชีวิต เลยหล่ะ 
SHARE
Writer
GrayRainbow
...
single

Comments