กรุงเทพช่างไร้อารมณ์ขันเสียจริงในปีพ.ศ.นี้
"ถึง คุณรงค์ 

    ผมจุดบุหรี่เหมือนที่คุณเคยบอกผมไว้ในคืนที่หนาวเหน็บทุกคืน บรรลัยจริงที่บุหรี่ตอนนี้ราคามันแพงกว่าข้าวแกงจานนึงเสียทีสิคุณรงค์ ผมชักนึกอิจฉาคุณเสียที่มีโอกาสได้ลิ้มรสนวลนางลัคกี้สไตรค์ในราคาที่ย่อมเยาว์กับกระเป๋าสตางค์ อย่าว่าแต่บุหรี่เลย แท่งไฟแช๊กสีสันสดสวยสมัยนี้คงซื้อข้าวปลาได้มากโขในสมัยคุณ คุณรงค์ผมล่ะคิดถึงคุณเสียจริง หากจะพูดตามทฤษฎีแล้วคุณก็แก่ราวคราวคุณตาผมอยู่ล่ะ แต่ผมกลับรู้สึกเหมือนคุณคือเพื่อนที่แสนดีของผมเสียจริง เพื่อนที่พร้อมจะกินเหล้าเมาเที่ยวผู้หญิงด้วยกันในบางกอกจนเปรม แต่ก็นั่นแหล่ะ ใครจะอยู่ค้ำฟ้าเสียล่ะ 

    คุณจะรู้มั้ยในทุกวันนี้นักการเมืองไทยทั้งหลายเกือบตกงานกันเสีย ใครจะคิดล่ะว่าทหารจะเป็นนักการเมืองเสียเอง หากแต่ไม่เป็นมืออาชีพเท่าไหร่เหมือนในช่วงคุณ คุณเคยบ่นเรื่องการกินหินกินปูนเป็นเรื่องปกติวิสัยของนักการเมือง นรก! สมัยนี้เขากลับกินมากกว่าเดิม กินตั้งแต่เจ้าเรือดำน้ำไปถึงบ้านบนดอยสุเทพ ใช่..เชียงใหม่ที่คุณรักพอๆกับบางกอกนี้คงไม่สวยงามเหมือนวันที่คุณยังอยู่เสียแล้ว ศาลที่ตั้งอยู่ก็เอียงเหมือนหอเมืองปิซ่าเสียแล้ว แต่ก็นั่นแหล่ะอย่างที่คุณว่า มีสตางค์ทำอะไรก็ได้จะอายหน้าใคร 

    บ้านคุณที่เชียงใหม่ยังคงมีคนดูแลอยู่หรอกไม่ต้องเป็นห่วงอะไรทั้งนั้น ผมก็ยังคงบ่นต่อไป เสียใจอยู่ที่ผมไม่สามารถรักบางกอกได้เท่าคุณเสียสิ ออกจะชังมันนิดๆด้วยซ้ำ คุณจะรู้จักรถติดไหมนะผมไม่มั่นใจ มันเป็นอะไรที่คุณคงไม่ชอบมันในช่วงแรกแต่ท้ายสุดคุณก็มักจะหาอะไรขบขันเกี่ยวกับมันมาเล่าได้อย่างแสบสันอยู่ดี ก็คุณเองเสียนี่นะ!! ให้ตายสิ คุณจะนึกออกไหมว่าผู้คนในยุคสมัยนี้พูดจากันแปลกขึ้น ในทางตรงกันข้ามมักไม่พูดไม่จากันเสียด้วยซ้ำ อ๋อ! คลองน้ำครำที่คุณพูดถึงมันเป็นน้ำครำจริงๆแล้วนะในปีพ.ศ.นี้ ครำและส่งกลิ่นเหม็นจนไม่มีแม้แต่ใครจะมองมัน บ้านริมคลองของคุณที่บางกอกผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าตอนนี้เป็นอย่างไร จะยังเป็นบ้านเหมือนเดิมหรือร้านโชว์ห่วยที่เปิดทั้งวันทั้งคืนก็ไม่รู้สิ คุณรงค์ผมคิดถึงคุณเสียจริงๆ บางกอกในปีพ.ศ.นี้มันไร้อารมณ์ขันเสียจริง หากคุณยังอยู่เพื่อชมมัน คุณอาจหลั่งน้ำตาลูกผู้ชายเสียได้

ด้วยรักและคิดถึง
ผู้อ่านดอกไม้ในถังขยะ
 
ป.ล. ทายซิว่าอะไรที่มันยังไม่เปลี่ยน ผมจะบอกให้ โสเภณีไงล่ะ ให้ตายเถอะ!! มันเป็นอาชีพบริการที่ไม่มีวันตายเสียจริง"

    ปากกาลูกลื่นสีดำถูกวางลงบนโต๊ะญี่ปุ่นสีขาว เสียงไซเรนแว่วมาตามลม ก้นบัหรี่สีขาวนวลถูกบี้ลงที่ๆมันควรจะใช้ชีวิตบั้นปลาย สูดหายใจเข้าลึกๆเพื่อให้น้ำตาที่ปริ่มอยู่หายไป ชั่วโมงนี้ผมไม่อยากร้องไห้หรอก ยังไม่ใช่ชั่วโมงนี้ บิดกุญแจใส่อสูรร้ายคันเล็กแล้วแล่นออกไปตามถนนลาดยาว แสงสีส้มนวลตาจากเสาสูงชลูดจูบร่างกายอย่างแผ่วเบา จิตวิญญาณนักผจญภัยมันพุ่งพล่านทุกครั้งที่สายลมร้อนตีปะทะหน้า

    ล้อนิ่งสนิทเข้าแตะกับฟุตบาตที่ร้อนกรุ่น ผู้คนเหยียบย่ำน้ำขังบนท้องถนนอย่างไม่แยแส น้ำสีขุ่นกระสาดกระเซ็นไปอย่างไร้ทิศทาง แปดเปื้อนผู้คนที่สัญจรไปไหนมาไหนในยามค่ำคืนรวมถึงขากางเกงผมให้ตายสิ 

"พระเจ้า" ผมสบถ

    กลิ่นเหม็นคละคลุ้งของคลองน้ำเน่าและกองขยะลอยอบอวลขึ้นมา หลายคนมักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามันชวนอ้วก ไม่พึงประสงค์เสียจริง อันที่จริงผมก็เห็นด้วยกับเขาเหล่านั้นเพียงแต่ผมกลับจดจำมันเป็นกลิ่นของกรุงเทพไปเสียแล้ว อนาถใจ... แสงไฟรถนับล้านเฉดทยานคว้างในอากาศสวนกันไปมาหากนั่งดูแล้วคงเหมือนแสงไฟเหล่านั้นกำลังสมสู่กันและมีไฟถนนสาดแสงเป็นพยานรัก ผมพยายามคิดว่าสิ่งที่เห็นทั้งหมดมันเป็นเรื่องตลกร้ายของกรุงเทพ แต่ข้อเสียคือมันร้ายกว่าตลกนี่สิ

"คุณคะ ตรงนี้ห้ามจอดนะคะ" เสียงแว่วมาจากป้ายรถเมล์
"ขอโทษครับ" ผมถูกดึงออกจากภวังค์ 

   อสูรน้อยคันเล็กก็ต้องรับแรงจากผมให้ไถลไปข้างหน้าประมาณ 10 เมตรได้ ทันใดนั้นเหมือนพระเจ้าจะเป็นใจ ฝนห่าใหญ่ก็ตกลงมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย มันแรงซะจนผมต้องวิ่งไปที่ป้ายรถเมล์นั่น "พระเจ้า" ผมสบถเป็นครั้งที่สองและตามด้วยครั้งที่สาม ก่อนจะหย่อนก้นลงที่เก้าอี้นั่ง

"เป็นคริสต์เหรอคะ" เสียงเดิมแว่วมาจากทางด้านขวา
"อ๋อ ไม่ใช่หรอกครับ แค่ติดปาก" ผมตอบไปพลางหัวเราะ
"กรมอุตุนี่แม่นเหมือนกันนะคะ พยากรว่ายังไงวันนี้ก็ไม่ตก" เธอพูดพลางหัวเราะกลับ
"ผมเองก็เลิกเชื่อไปซะตั้งนานแล้วครับ" ผมตามน้ำไปท่ามกลางสายฝนโปรยปราย
"สามทุ่มแล้ว ดึกดื่นปานนี้หิวเหรอคะ" เธอดูเป็นคนพูดเก่ง
"ไม่เชิงครับ ผมแค่กระหายการออกเดินทาง สายลม แสงไฟ" ผมตอบไปตามความรู้สึก
"แสงไฟกับสายลมมันมีอะไรเหรอคะ" เธอซักด้วยน้ำเสียงสงสัย
"คำตอบมันพูดไม่ออกนี่สิครับ น่าขัน" ผมหัวเราะให้อีกครั้ง
"เป็นคนอ่านหนังสือเยอะแน่เลยค่ะ สำบัดสำนวนจริง" เธอพูดเก่งเสียจริง
"รงค์ วงสวรรค์ครับ อันที่จริงนักเขียนไทยไม่เยอะเท่าไหร่" ผมเหม่อลอยไปไกล
"มิน่าล่ะคะ ภาษาถึงสำบัดสำนวนซะขนาดนี้" เธอขำ

    ผมเพิ่งได้สังเกตุเธอจริงๆเมื่อครู่นี้ ผมยาวลอนหยักสกในชุดสำชมพูตัดกับกระโปรงพริ้วยาวสีครีม ตาชั้นเดียวปากนิดจมูกหน่อย ให้ตายสิ! ผมชักเขินที่นั่งคุยกับเธอเสียนานแต่ไม่ทันสังเกตุ แต่ที่แปลกคือกลิ่นควันมะเร็งที่คุ้นดีกลับคละคลุ้งอยู่กับเธอเสียนี่ แต่ผมไม่ตัดสินใครหรอก

"กำลังจะกลับบ้านเหรอครับ" ผมเป็นฝ่ายเริ่มบ้าง
"ใช่ค่ะ อันที่จริง ก็รอรถอยู่" เธอยิ้มอย่างเหม่อลอย
"คุณไม่กลัวคนแปลกหน้าเหรอครับ กลางคืนในเมืองหลวงแบบนี้" ผมเริ่มซักอย่างสนใจ
"กลัวค่ะ แต่คุณไม่ใช่นไม่ดีใช่มั้ยคะ" เธอหันหน้ามาอย่างสงสัย
"ผมก็หวังแบบนั้น" ผมหัวเราะ
"คุณนี่ มีอารมณ์ขันนะคะ" เธอยิ้มพลางหัวเราะ
"แปลกนะครับ คนที่ยังยิ้มและหัวเราะได้หลังเลิกงานแบบนี้" ผมยิ้มพลางสงสัย
"ยิ้มกับหัวเราะมันไม่ต้องเสียเงินนี่คะ ถึงจะเป็นเมืองหลวงก็เถอะ" เธอย้อน
"อันที่จริง ก็ถูกของคุณนะครับ" ผมหัวเราะ
"คุณว่าคนสมัยนี้ พูดน้อยไปหรือเปล่าครับ" ผมตั้งคำถาม
"ส่วนใหญ่ค่ะ ส่วนใหญ่กลัวเกินจะพูดคุยกับคนแปลกหน้าสักคน เมืองหลวงเสียงมันดังแต่คำพูดมันกลับเงียบสนิท จิตวิญญาณของเมืองหลวงมันดับไปนานแล้วล่ะค่ะ แค่รังที่ใช้หลบฝน"
"นกน้อยค่ำลงก็นอนรัง" เธอพูดมายาวพอที่ผมจะตั้งใจฟัง
"แต่บางคนก็เป็นนกขมิ้นนะครับ ค่ำไหนก็นอนนั่น" ผมยิงมุก
"คงไม่ใช่คนเมืองหลวงจริงๆหรอกค่ะ อย่างเช่นชั้นกับคุณ" เธอขำเบาๆกับมุกไร้สาระของผม

    เสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์ยักษ์ฝ่าเสียงฝนมาเทียบท่า ล้อยักษ์ทมึนจอดนิ่งเงียบแต่สั่นเทิ้ม ประตูอัตโนมัติเปิดออกพร้อมเสียงของกระเป๋ารถเมล์บางเบาที่ไม่สามารถฝ่าเสียงฝนหนักไปได้ 

"ต้องไปแล้วค่ะ" เธอลุกขึ้นหยิบถุงผ้าไปพร้อม
"ดีใจนะคะ ที่ได้เจอคนที่ไม่ใช่คนเมืองหลวงเหมือนกัน" เธอโปรยยิ้มละลายใจให้ผมหนึ่งครั้งก่อนก้าวไป
"โชคดีครับ" 

    ผมยิ้มพลางก้มลงหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดเสียหน่อย อย่างน้อยในคืนนี้ก็ไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด การได้แลกเปลี่ยนอะไรสั้นๆแต่คมคายก็เพียงพอจะต่อเชื้อไฟจิตวิญญาณนักผจญภัยได้แล้ว ไฟแช๊กที่ชื้นแฉะมันดันไม่ติดเสียนี่ "ให้ตายเถอะ" ผมพูดพลางยัดเจ้าแท่งมะเร็งกลับไปในซองอย่างเดิมให้มันนอนอุ่นอยู่อย่างนั้นคงดีแล้ว น่าแปลกที่กระเป๋ารถเมล์คนนั้นยังคงตะโกนอะไรอยู่สักครู่นึงแล้วเธอคนนั้นก็ขึ้นรถไปแล้วมันควรจะไปได้แล้วสิ ผมเงยหน้าขึ้นมาฟังเสียงโหวกเหวกนั้นอย่างชัดๆ รถเมล์กลับว่างเปล่ามีเพียงคนขับและกระเป๋ารถเมล์วัยกลางคนเท่านั้น ไร้วี่แววของเธอคนนั้น

นั่งอะไรคนเดียวล่ะคุณ รถรอบสุดท้ายแล้วจะไปมั้ย...
กรุงเทพช่างไร้อารมณ์ขันเสียจริงในปีพ.ศ.นี้....

ป.ล. ด้วยรักและอาลัย ครูแห่งวรรรกรรมไทยร่วมสมัย "รงค์ วงสวรรค์"
SHARE
Writer
Nocturnal
Sincered human being
I​ don't​ fear a​ curtain death, death​ is​ curtain.

Comments

Girlwearsblue
1 year ago
ชอบสำนวน :) 
Reply
Nocturnal
1 year ago
ขอบคุณครับผม​ :)​