หนึ่งสัปดาห์กับเกอร์ทรูด
เดือนมิถุนายน เดือนแรกของการปิดเทอมผ่านไปอย่างรวดเร็ว ฉันใช้มันไปกับการทำงานแปลของบริษัท ทำงานบ้าน ดูซีรี่ส์ ดูละคร ช็อปปิ้ง อ่านหนังสือที่ยืมเพื่อนมา พยายามออกกำลังกายบ้าง อ่านบทความเกี่ยวกับจิตวิทยาการปรึกษาที่รุ่นพี่แนะนำ และประสานงานเรื่องค่ายที่จะต้องไปช่วงต้นเดือนกรกฏาคม

ส่วนสำคัญที่สุดของเดือนมิถุนายนคงเป็นการกลับมาแต่งฟิคชั่นต่อหลังหยุดไปเกือบสี่เดือน 

ผู้อ่านมีทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ปะปน ถือว่ายังดีที่มีคนคอยให้กำลังใจทำให้รู้สึกอยากกลับไปเขียนอยู่เสมอ แต่พอเขียนไปถึงฉากที่น่าจะแต่งยากที่สุดของเรื่อง ฉันก็พบว่าตัวเองไม่พร้อมจะเขียนมัน ไม่ว่าจะพยายามอย่่างไร แม้จะลองหยุดพักไปเขียนเรื่องอื่นๆ ดู ก็เจอจุดที่ติดขัดจนรู้สึกไม่อยากจะเขียนอะไรอีก

พอคิดว่าจะต้องพักจากการเขียนสักหน่อย ก็นึกถึงหนังสือที่คุณณัฐ nananatte เคยแนะนำขึ้นมา ตั้งใจจะอ่านนานแล้วแต่ไม่ได้ไปห้องสมุดเสียที พอคิดได้ก็มุ่งไปยังห้องสมุดด้วยหัวใจที่เต้นตึกตัก 

เวลาได้เข้าใกล้แหล่งรวมวรรณกรรมฉันจะตื่นเต้นเช่นนี้เสมอ ฉันยืมหนังสือมาหลายเล่ม เล่มแรกที่เพิ่งอ่านจบเมื่อไม่กี่นาทีก่อนก็คือ 'Gertrude' ของ Hermann Hesse ฉบับแปลไทยโดยคุณสดใส

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของหนังสือ*

สารภาพว่าประมาณ 90 หน้าแรก ฉันใช้เวลาอ่านอยู่ถึงหนึ่งสัปดาห์ เพราะรู้สึกเบื่อ อ่านได้ทีละไม่กี่หน้า ถึงกับพกไปนั่งอ่านที่ค่ายด้วยในช่วงสามวันแรกของเดือน พอวันนี้มีเวลาก็กลับมาอ่านอีกครั้ง ปรากฏว่าอีก 150 กว่าหน้าที่เหลือ ฉันใช้เวลาอ่านเพียง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

เมื่อเริ่มอ่านก็พบว่าเป็นเรื่องราวชีวิตของนักดนตรีคนหนึ่งที่ชีวิตพลิกผัน จากนักศึกษาหนุ่มเจ้าสำราญต้องกลายเป็นนักดนตรีและครูสอนดนตรีผู้มีปมด้อยเพราะขาเป๋ข้างหนึ่ง 

หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1910 การอ่านในช่วงแรกฉันก็ได้รับความเพลิดเพลินใจจากการได้รู้วิถีชีวิตของนักดนตรีในสมัยนั้น เพลิดเพลินกับสำนวนภาษาไทยของผู้แปลที่ใช้ถ้อยคำสละสลวยอ่านลื่น และวิธีการเล่าเรื่องของผู้เขียนที่เข้าใจง่าย ไหลเรื่อยๆ 

ในช่วงแรกฉันรู้สึกว่าทุกอย่างจางไปหมด กระทั่งถึงหน้า 99 ที่เกอร์ทรูดปรากฏตัวขึ้นในเรื่อง ฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองอินไปกับตัวเอกที่กำลังหลงรักเกอร์ทรูด รู้สึกว่าการบรรยายทั้งภาพและอารมณ์ในเรื่องพลันเข้มข้นและมีสีสันขึ้นมา ขนาดคิดว่าตัวเองกำลังเบื่อนิยายรัก ฉันยังสนุกและลุ้นไปกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้ แต่ประเด็นหลักของเรืองนี้น่าจะอยู่ที่การเติบโตของตัวเอกมากกว่า ที่ได้เรียนรู้และเข้าใจชีวิต เข้าใจความรู้สึกของตนเอง เข้าใจมิติต่างๆ ของความรัก 

อ่านๆ ไปนึกหมั่นไส้ความรักขึ้นมา ที่ทำตัวเป็นธีมเด่นของวรรณกรรมมาทุกยุคทุกสมัย เป็นเรื่องอมตะ ไม่แบ่งเพศ ภาษา หรือชนชั้นวรรณะ ดูยิ่งใหญ่เหลือเกิน ไม่ว่าใครก็ตามพอได้หลงรักในแบบ romantic ก็มีอาการคล้ายกันไปหมด อาจแตกต่างมากน้อยไปตามบุคลิกและพื้นเพนิสัยเดิม

ความรักก็มหัศจรรย์ตรงที่พอผู้เขียนเป็นคนละคน แต่ละคนก็มีิวิธีเล่าถึงความรู้สึกเดียวกันออกมาให้ต่างกันและงดงามในแบบของตัวเองได้ ถึงแม้เรื่องนี้จะเล่าถึงความรักที่ไม่สมหวัง แต่พออ่านจบแล้วก็รู้สึกว่ามันช่างเป็นเรื่องราวที่งดงามจริงๆ เลยนะ

ฉันคิดว่าจะยกเกอร์ทรูดให้เป็นหนังสือในดวงใจอีกเรื่อง อาจเพราะเป็นแนวดราม่าชีวิตที่ฉันชอบพอดี ส่วนประเด็นความรัก ฉันมักจะอินกับเรื่องราวความรักที่ไม่สมหวัง เพราะตัวเองก็เคยมีแต่ประสบการณ์ความรักที่เจ็บปวด พออ่านอะไรที่ใกล้เคียงกับประสบการณ์จริงและมีการบรรยายความรู้สึกอย่างละเอียดลึกซึ้งจับใจ ก็มักจะรู้สึกสะเทือนใจ ตราตรึงใจ ลืมไม่ลงเสียทุกที

มีบางฉากที่ฉันถึงกับอยากจะปิดหนังสือเพื่อร้องไห้ก่อนสักยกแล้วค่อยอ่านต่อ แต่ความรู้สึกเหล่านั้นก็ยังไม่มากพอจะเรียกน้ำตาได้ จึงได้แต่อ่านต่อไปด้วยใจที่หนักอึ้งและเต็มไปด้วยอารมณ์

สิ่งที่ปกคลุมอยู่ในสมองของฉันตอนนี้คือ บรรยากาศหม่นๆ ในเรื่อง ภาพตึกรามบ้านช่องอันทึมเทา ชื้นแฉะ และหนาวเย็นทางฝั่งยุโรป ภาพเปียโนตั้งอยู่ในแสงสลัว ค่ำคืนที่อบอุ่นไปด้วยการเลี้ยงฉลอง การพบปะกันของกลุ่มคนที่รักเสียงดนตรี เสียงกุบกับของรถม้าที่เคลื่อนไปบนพื้นอิฐเย็นจัด เสียงปรบมือกึกก้องในโรงละครหลังการแสดงอุปรากร ความอึดอัดที่ไม่อาจสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ความสัมพันธ์อันซับซ้อนและยากเย็นระหว่างลูกและพ่อแม่ สายตาที่ซ่อนความในใจของหนุ่มสาว บรรยากาศสดใสที่เต็มไปด้วยเสียงเพลงและความหอมหวานของการตกหลุมรัก

จุดที่น่าสนใจมากสำหรับฉันคือตัวละครหลัก ที่น่าจะตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าช่วงหนึ่ง แล้วก็ตัวละครอีกตัวที่มีอารมณ์อ่อนไหว รุนแรง เป็นศิลปินผู้โด่งดังร่ำรวยแต่ไร้ความสุข

ฉันกำลังสนใจทำวิจัยเรื่องแนวนี้พอดี เพราะรู้สึกว่าศิลปินทุกยุคทุกสมัยล้วนได้รับความทุกข์ทรมานใจในการอยู่กับอารมณ์อันท่วมท้น อ่อนไหว และรุนแรงของตัวเองกันแทบทั้งสิ้น ใครไม่มีปัญหาก็โชคดีไป อย่างน้อยฉันก็เป็นหนึ่งคนที่เคยทรมานกับสภาวะนี้ จากบันทึกคราวก่อนที่เขียนถึงแทยอน นั่นก็ถือเป็นแรงบันดาลใจในการหาหัวข้อวิจัยเหมือนกัน มาอ่านเรื่องนี้อีกยิ่งเหมือนได้เติมเชื้อไฟในการทำวิจัยให้ลุกโชติช่วง

นอกจากนี้ยังได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนด้วย ฉันสังเกตว่าแม้ตัวเอกของเรื่องจะเป็นนักไวโอลิน แต่ในหัวฉันไม่ค่อยไม่ความทรงจำเกี่ยวกับไวโอลินเลย ผู้เขียนพูดถึงไวโอลินและดนตรีแบบไม่ได้เจาะลึกมาก เลยเกิดความสบายใจขึ้นว่าเราไม่จำเป็นจะต้องเชี่ยวชาญในอาชีพของตัวละครเราขนาดนั้น แค่หาข้อมูลพอประมาณไม่ให้ดูโป๊ะแตกก็พอ ยังไงเสียคนอ่านก็จะจดจ่ออยู่กับเรื่องราวและประเด็นสำคัญมากกว่ารายละเอียดเชิงข้อมูลพวกนั้น

ในด้านความรัก ฉันคิดว่าตัวเองได้เรียนรู้เกี่ยวกับมันมากขึ้นเรื่อยๆ เลยนะช่วงไม่กี่ปีมานี้ ในเรื่องนี้ก็มีความรู้สึกแบบที่ รู้สึกดี สบายใจที่ได้อยู่ด้วย ไม่ได้รังเกียจ แต่ก็ไม่ได้อยากจะพัฒนาไปเป็นคนรัก 

เมื่อก่อนฉันจะรู้จักแค่ 'รัก' กับ 'ไม่รัก' ใครมาทำตัวคลุมเครือใส่ก็จะหงุดหงิดเขาไปหมด ตอนนี้ฉันว่าฉันมองโลกกว้างขึ้นแล้วหละ แต่มันก็มาพร้อมการกับยอมรับความคลุมเครือในใจที่ค่อนข้างจะจัดการยาก

ช่วงนี้ฉันได้เรียนรู้ว่าในการตกหลุมรักแต่ละครั้ง ก็ไม่จำเป็นจำต้องทำตัวดราม่าเสมอไปอย่างที่ฉันชอบทำในอดีต ความรักมันก็ยากแบบนี้ ลองผิดลองถูกได้ ไม่ต้องไปรู้สึกผิดฝังใจอะไรมากมาย เพราะเราก็ไม่เคยอยากจะทำร้ายจิตใจใครอยู่แล้ว

เหมือนกำลังนั่งปลอบใจตัวเองอยู่เลยเนอะ

ฉันตั้งใจจะอ่านหนังสือของ 'แฮร์มันน์ เฮสเส' ต่อไป เคยได้ยินชื่อเขามานานแล้วตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรี ขอบคุณคุณณัฐด้วยนะคะที่พาเข้าสู่วงการอย่างจริงจัง :)

สารภาพว่าถึงแม้จะเคยเป็นนักศึกษาเอกภาษาเยอรมัน ฉันเคยอ่านวรรณกรรมเยอรมันแบบอ่านจบทั้งเล่มเพียง 7-8 เล่มเท่านั้นเอง ถ้ารวมฉบับแปลไทยด้วยก็อาจจะอยู่ที่ 10 เล่มนิดๆ และเรื่องสั้นภาษาเยอรมันอีกไม่เกิน 10 เรื่อง หนังสือแปลจากภาษาเยอรมันมักจะเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้ฉันเสมอ ทั้งยังให้ความรู้สึกอบอุ่นแบบแปลกๆ 

เป็นความรู้สึกที่ตรงๆ ท่ือๆ ซื่อๆ แต่ก็จริงจังและเปิดเผย

อาจจะเป็น vibe บางอย่างที่ทำให้อบอุ่นหัวใจ เหมือนคุ้นเคยมานานเพราะฉันเรียนภาษานี้ตั้งแต่อายุ 15 จนตอนนี้ก็ 24 แล้ว ก็ยังอยากเรียนภาษาเยอรมันอีก แต่หมายถึงเรียนแบบมีครูสอนอะนะ เพราะให้พยายามเรียนด้วยตัวเองก็ขี้เกียจเกิน

ฉันคงจะแค่สนุกกับการได้เข้าคอร์สเรียนภาษา และการได้เปิดโลกตัวเองให้กว้างขึ้นเมื่อมีวัฒนธรรมจากชาติอื่นไหลเข้ามาปะปนในชีวิตประจำวัน

หวังว่าจะได้มาบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับหนังสือเล่มโปรดอีกในเร็วๆ นี้ :)








SHARE

Comments

nananatte
5 months ago
ยินดีที่ชอบเกอร์ทรูดนะคะ ดูแนวคุณ shallot คิดว่าก็ต้องเกอร์ทรูดเนียะแหล่ะ น่าจะแก้อาการได้ชะงัดนัก ^____^ เรื่องนี้นี่เล่มโปรดณัฐเลย ถ้าเรื่องนี้ขาดมูสไปเรื่องจืดเลยเนอะ แต่ซีนจดหมายที่มาถึงช่วยชีวิตพอดีตรงนั้นนี่ก็...แรงเหลือเกิน และประเด็นเรื่องแม่กับเพื่อนแม่นี่ก็แบบ... คิดมาด้าาายยยย 

มีฉากและอารมณ์ที่ชอบมากมายเต็มไปหมดค่ะ โอย... ว่าแล้วก็ชอบจัง
ส่วนเฮสเสเรื่องล่าสุดที่ณัฐอ่านไปมันไม่น่ารักแบบนี้เลยค่ะ งื้อ... ช่วงหลังคุณลุงเขียนอ่านยากอ่ะ
Reply
Shallot
5 months ago
ตรงแม่กับเพื่อนแม่ก็ฉุกคิดเหมือนกันนะคะว่าบางอย่างมันก็มีเวลาของมัน การที่เรายังไม่เข้าไปทำอะไร สุดท้ายมันอาจคลี่คลายไปเองก็ได้ ตอนแรกที่พยายามจะเข้ากับแม่ให้ได้ ดันไม่ได้ผลซะงั้น เป็นประเด็นย่อยๆที่ใส่มาแล้วดูเป็นธรรมชาติ ดูเป็นชีวิตจริงดีค่ะ ชอบอะไรที่อ่านแล้วไม่ต้องมาเปรียบเทียบว่า เอ๊ะเรื่องจริงจะเป็นไง เล่มนี้อ่านแล้วสมูธมากๆเลย :)