[One shot] Hey (Yiren x Sakura)



เธอยืนตรงที่ประจำที่เดิม



เธอยังอยู่กับเพื่อนสนิทกลุ่มเดิม



เธอยังขี้ร้อนจนต้องคอยพกพัดลมพกพาตัวจิ๋วนั้นเหมือนเดิม



เธอยังคงไว้ผมสั้นเหมือนเดิม 
(แต่ผมสีน้ำตาลสีนี้มันก็เข้ากับเธอดี)



เธอยังคงผอมเกินไปเหมือนเดิม 
(ไม่สิ ผอมลงกว่าเดิมอีกด้วยซ้ำ)



เธอยังติดนิสัยพูดเร็วเหมือนเดิม 
(แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเธอตอนพูดเจื้อยแจ้วนั้นเป็นอีกหนึ่งสิ่งฉันที่ชอบที่สุด)



รอยยิ้มตาหยีเวลาที่เธอมีความสุขนั้นก็เหมือนเดิม




ยังรู้สึก

เหมือนเดิม




เหมือนเดิมจนน่ากลัว










แม้จะจบการศึกษาจากสถานศึกษาแห่งนี้ไปแล้ว แต่การแวะเวียนกลับมาเยี่ยมโรงเรียนเวลาที่มีงานสำคัญก็ยังเป็นอีกโอกาสที่กลุ่มเพื่อนจะนัดกันเพื่อกลับมาพบกันใหม่ 


งานกีฬาสีปีนี้ครึ้กครื้นอย่างเช่นเคย น้องๆ แต่ละคนต่างก็ตั้งใจเนรมิตพื้นที่สนามโรงเรียนให้เป็นที่สำหรับแข่งขันกีฬา มีสแตนด์เชียร์ข้างสนาม สีเสื้อแต่ละสีก็มีมาจำหน่ายให้กับศิษย์เก่าที่จะมาเนียนกลมกลืนไปกับน้องๆ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ


วางพาดเสื้อสีชมพูไว้ที่บ่าเหลือไว้เพียงเสื้อสีฟ้าอ่อนข้างใน อากาศร้อนเกินกว่าจะใส่เสื้อสองชั้นในเวลานี้ แม้ว่าจริงๆ แล้วจะชอบสีม่วงมากกว่า แต่ก็ซื้อสีชมพูมาตามเพื่อนเพื่อความกลมกลืน แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก ในเมื่อจริงๆ แล้วก็ชอบสีชมพูเหมืิิอนกันนั่นแหละ แต่ถ้าจะถามหาเหตุผลล่ะก็


เพราะในทุกๆ สิ่งที่จบลง มันยังคงมีอะไรทิ้งไว้ให้เราเสมอ


เช่นสีชมพูนี้แหละมั้ง
 






 





ครืด

เสียงโทรศัพท์สั่นจากข้อความที่เพื่อนสนิทจากต่างห้องอีกคนส่งมา แม้งานจะเริ่มไปนานประมาณนึงแล้วแต่เยนาก็ยังคงมาไม่ถึง คงเป็นเพราะอีกคนก็นัดกับเพื่อนไว้ต่างเวลากัน จึงส่งข้อความตอบกลับไปอย่างรับรู้ว่าอีกคนกำลังมาในระยะทางอีกไม่ไกล



แหงล่ะ มีบางอย่างไกลกว่าระยะทางอีก






"มานานยัง" เสียงของอีกคนดังขึ้นจากทางข้างหลัง เยนาเดินมาพร้อมกลุ่มเพื่อนของเธอชุดคลุมสีดำ เพื่อนแต่ละคนต่างก็เป็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากัน ไล่สายตาไปจนไม่หยุดอยู่กับอีกคนที่คุ้นตา เสื้อสีดำบนตัวอีกคนทำเอาแปลกใจเล็กน้อย นึกว่าจะใส่สีชมพูมาเสียอีก เธอหันคุยกับเพื่อนของเธอด้วยเสียงเจื้อยแจ้วสดใสอย่างเคย



เหมือนว่าคนจะเยอะจนการตามหาเพื่อนเก่าคนอื่นๆ ดูจะยากเกินไป กลุ่มนี้ก็เลยมานั่งจุมปุ๊กที่พื้นด้วยกัน พวกเราล้อมวงกันเป็นวงกลมหันเข้าหากัน เธอนั่งลงที่ตรงกันข้าม


อุณหภูมิตอนนี้ยังอยู่ในเกณฑ์สูง และดูเหมือนว่าเธอจะยังคงขี้ร้อนเหมือนเดิม เธอถอดเสื้อนอกออกเป็นคนแรกของกลุ่ม เห็นเสื้อตัวในสีชมพูที่เธอชอบไว้ หยิบพัดลมพกพาจากในกระเป๋าเป้สีดำ หลังจากนั้นเพื่อนๆ ของเธอจึงถอดเสื้อนอกออกตาม 


ท่ามกลางเสียงกลองสนั่น และเสียงแซ่ซ้องมากมายที่ดังจากรอบด้าน เสียงหัวเราะจากภายในกลุ่มดังขึ้นจากบทสนทนาในเรื่องเก่าๆ ตั้งแต่สมัยเรียน

"มันมีกีฬาศิษย์เก่าด้วยนะ มีใครสนป่ะ" ชีฮยอนที่นั่งข้างกันเอ่ยขึ้นมา

"เออ น่าสน" เยนากับยูจินคุยกันอย่างสนใจตามประสาคนชอบออกกำลัง 

มองไปทางคนตรงข้ามเห็นเธอทำหน้ามุ่ยไปทางเพื่อนอย่างไม่คนสนใจในกีฬาใดๆ

"เห้ย ให้ซากุจังไปวิ่งดิ วิ่งได้น่า" เสียงแชยอนกล่าวขึ้นอย่างหยอกล้อ คนในกลุ่มต่างขำขันและหยอกล้อไปที่อีกคนที่ตอนนี้ทำหน้าหงิกหน้างออย่างไม่ชอบใจ แม้แต่ท่าทางเวลาขัดใจของเธอก็ยังคงเหมือนเดิม หากแต่ไม่รู้ว่าอะไรดลใจ สายตาเธอหันมองกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ 

สายตาเราประสานกันเป็นครั้งแรกของวัน เราสองคนที่ต่างเติบโตแยกย้ายได้มาเจอกันอีกครั้ง  น่าแปลกที่ทุกอย่างมันช่างคุ้นเคยคล้ายกับวันเวลาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันไป ดวงตากลมโตใสแจ๋วยังดึงดูดมันเธอไว้ได้เช่นเคย เพียงแค่เวลาสั้นๆ แล้วเธอก็หันกลับไป ไม่มีการทักทายหรือบทสนทนาใดๆ เกิดขึ้น



ความเหมือนเดิมมันน่ากลัวจริงๆ นั่นแหละ


เพราะตอนนี้เธอรู้สึกเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย








กว่าจะถึงเวลาพักก็กินเวลาอยู่ประมาณนึง พวกเรานั่งอยู่ตรงนั้นและก็ต่างพูดคุยกันไปเรื่อยๆ ถึงจะว่าอย่างงั้นแต่ก็ยังคงไม่มีการพูดคุยใดๆ ระหว่างเธอกับฉัน ถึงแม้ว่าเราจะหันมามองกันเป็นสิบสิบรอบแล้วก็ตาม ฉันเองก็รวบรวมความกล้าเป็นสิบสิบรอบเช่นเดียวกัน แม้จะคิดประโยคเริ่มการสนทนาไว้อีกกี่ประโยคก็ตามแต่เมื่อเธอหันมาประสานสายตากัน ทุกคำสั่งการในหัวก็ดูเหมือนว่าจะถูกลบเลืิอนไปหมด พอหันมองรอบๆ สังเกตสิ่งรอบตัวดูบ้าง มินจูดูจะสวยขึ้นจากครั้งล่าสุดที่เจอซะอีก ส่วนยูจินสูงขึ้นจากเดิมอีกนิดนึงจนน่าแปลกใจว่าทำไมยังไม่หยุดสูงอีก แชวอนยังคงตัวเล็กไม่ต่างจากเดิมแต่ก็ดูเหมือนจะขี้เล่นกว่าที่เคยเห็น หรือจะฮิโตมิกับผมสีสว่างที่ทำเอารู้สึกแปลกตาขึ้นเยอะ ใช่ เหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแปรเปลี่ยน แต่เมื่อหันมองไปที่เธอกลับรู้สึกสงสัยขึ้นมาในใจ 



ทำไมเธอถึงยังเหมือนเดิม? 

เธอยังเป็นคนนั้นคนเดิมที่ฉันเคยรักตอนมัธยม

จนถึงวินาทีนี้




หลังจากนั้นเราก็แยกย้ายกันไปเดิมตามสนามโรงเรียน แวะทักทายอาจารย์ทีี่เคยสอนกันตามอัธยาศัย เธอยังคงเดินตัวติดกับชีฮยอนที่มาด้วยกัน คนยังคงพลุกพล่านและกึกก้องไปด้วยเสียง เหมือนว่าแม้จะมองไปรอบๆ ที่รายล้อมไปด้วยบุคคลมากมายแค่ไหน ปลายสุดท้ายจะไปจบลงที่เธอเสมอ เธอเดินเล่นกับเพื่อนด้วยท่าทางที่เป็นเอกลักษณ์เช่นดังเดิม รอยยิ้มสดใสประดับบนใบหน้าอย่างที่ฉันเคยปรารถนาให้มันเป็นเช่นนั้นเสมอ


น้องๆ ต่างก็เก็บของตรงกลางสนามเพื่อเตรียมการแข่งวิ่งที่เป็นกิจกรรมพิเศษให้กับศิษย์เก่าได้ร่วมสนุก เหมือนว่ากลุ่มนั้นจะเตรียมพร้อมที่จะสนุกสนานกันเต็มที่ เยนาวิ่งมาเอ่ยชวนก็จะเดินกลับไปหลังจากที่กล่าวปฏิเสธไป คนที่ลงแข่งขันเดินไปเตรียมตัววอร์มกันเล็กน้อย เธอกับเพื่อนอีกคนยังคงยืนอยู่ตรงนั้น คอยรับฝากมือถือจากเพื่อนๆ 


ฮเยวอนมองหาที่ทางเล็กน้อย เดินลากอีกคนที่มือเต็มไปด้วยโทรศัพท์มาหยุดอยู่ตรงหน้าคล้ายจะหาอะไรสักอย่าง เธอที่นั่งอยู่กับพื้นเงยหน้าขึ้นไปมองตามเสียง มองคนที่คิดถึงจากมุมข้างล่าง เธอกับฮเยวอนมองหาที่ทางสักที่ ระยะห่างระหว่างเรานั้นน้อยนิด ฉันยังคงจดจ้องทิ้งสายตาไปยังคนด้านบน 

เธอทิ้งสายตาลงมาแล้วหยุดมองอย่างตกใจเล็กน้อยที่เห็นว่าฉันอยู่ตรงนี้ ระยะเวลาเสี้ยววิกลับดูเหมือนจะนานกว่าความเป็นจริง ฉันพยายามจะพูดประโยคอะไรสักอย่างแต่กลับคิดมันไม่ออก สมองดูจะว่างเปล่าเกินไป ก่อนที่เสียงของฮเยวอนจะเรียกความสนใจจากคนด้านบน และลากกันไปนั่งตรงที่ว่างที่ไกลออกไปเล็กน้อย

ก็ยังคงไม่มีบทสนทนาใดๆ ระหว่างเรา









บรรยากาศคึกครื้นนั้นจบลงไปแล้ว คนที่พลุกพล่านต่างร่วมใจกันเก็บข้าวของเพื่อให้โรงเรียนกลับมาเป็นสภาพดังเก่า เราเดินเป็นกลุ่มใหญ่กับเพื่อนทุกคนที่เจอ เสียงเซ็งแซ่ยังคงดังเช่นเดิมเมื่อมีคนมากมายอยู่ในบริเวณนี้ เราสองคนยังคงยืนไม่ห่างกันไกลสักเท่าไหร่ เพื่อนบางคนก็เริ่มที่จะกล่าวลาแยกย้ายกันกลับ ฉันยังยืนอยู่ตรงนี้ที่เดิมและยังคงจดจ้องเธอเป็นครั้งที่ไม่รู้เท่าไหร่ของวัน 


พอเวลาใกล้จะหมดก็ยิ่งทิ้งสายตาไว้ที่คนตรงหน้าคนนี้คนเดียว คล้ายจะเก็บเกี่ยวมันไว้ก่อนที่ทุกอย่างจะหายไป


เยนาเดินเข้ามากอดกันด้วยความคิดถึง ก่อนจะเดินไปเกิดชีฮยอนที่ยืนอยู่ข้างๆ กลุ่มของเธอเดินเข้ามาบอกลากันก่อนจะกลับ เธอเดินขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิมเล็กน้อย หันซ้ายขวาแบบคนทำตัวไม่ถูกเมื่อต้องมาอยู่ท่ามกลางคนมากมายรายล้อม


คนตรงหน้าที่อยู่ในสายตาของฉันหันมามองกันรอบที่เท่าไหร่ไม่ทราบ ทราบเพียงแค่ว่ามันอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้ ถ้าหากว่าฉันยังคงนิ่งเฉยและไม่ทำอะไรสักอย่างอยู่แบบนี้ 



เพราะว่าเพื่อนของเธอนั้นเดินมาบอกลากันอย่างใกล้ชิดด้วยความสนิท เธอเลยต้องขยับมาใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อยอย่างไม่ได้ตั้งใจแต่ระยะห่างของเราก็ยังไม่สามารถเรียกว่าใกล้ชิดได้


สายตาของเราที่ประสานหากแต่ในหัวของฉันยังคงว่างเปล่า






ทัก










ไม่ทัก














ในขณะที่ฉันยังคงยืนนิ่งเหมือนว่าคนตรงหน้าจะไม่รออีกต่อไป เอียงตัวคล้ายจะเดินออก ขาสองข้างของเธอเตรียมที่จะก้าวเดินต่อ และเหมือนว่าก็จะไม่กลับมาอีก











ทัก












ไม่ทัก
















"เฮ้"









ถามจริงๆ เลยนะ




ไอ้อี้เหรินคนทึ่มเอ้ย 



เธอรอการที่จะได้พบกับซากุระมานานถึงเพียงนี้เพื่อจะกล่าวประโยคโง่ๆ แบบนี้ออกไปเนี่ยนะ!?







กาลเวลาที่เหมือนจะชะลอคล้ายกับหยุดนิ่ง ฉันยืนนิ่งจ้องมองไปที่อีกคน ความคาดหวังเหมือนจะก่อตัวมาใหม่อีกครั้งหลังจากที่ได้ทิ้งความหวังนี้ไปหลายต่อหลายปีแล้ว







ขอวิงวอนให้เธอกลับมารักใหม่


ได้ไหม









ท่ามกลางการสบตาของเรานับร้อยครั้งในวันนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอไม่ละสายตาออกจากกัน



ใบหน้านั้นประดับรอยยิ้มขึ้นมา



รอยยิ้มนั้นกว้างขึ้นอีกเล็กน้อย ก่อนที่มันจะกลายเป็นยิ้มกว้างสดใส




บางทีสิ่งที่เราสองคนต้องการ












อาจจะเป็นแค่คำโง่ๆ คำเดียวคำนี้ก็ได้







ชั่ววูบเหลือเกิน คิดว่าจะท้ออย่างงั้นเหรอ.... ก็ใช่น่ะสิ
SHARE
Writer
pp319wr
Cat lover
ซากุระครองโลกได้แล้วโลกนึง

Comments

pcnk
2 months ago
หึ! แค่โมเม้นท์สบตากันก็อยู่ได้ค่ะ!!
Reply