หรือชีวิตเป็นเพียงแค่ฝันไป?
กาลครั้งหนึ่ง ฉัน....ฉันฝันไปว่าฉันคือผีเสื้อน้อย บินเวียนว่อน ลอยร่อน ดมกลิ่นเกสร ตัวฉันเป็นเพียงผีเสื้อตัวหนึ่ง ฉันทำอะไรอย่างที่ผีเสื้อทำ ฉันฝันอย่างที่ผีเสื้อฝัน แต่ฉันไม่คิดอะไรอย่างที่มนุษย์คิด ทันใดนั้นฉันก็ตกใจตื่นขึ้นมา กลับกลายมาเป็นมนุษย์ตามเดิม แต่ขณะนั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ฉันเป็นผีเสื้อที่กำลังฝันว่าตนเป็นมนุษย์ หรือฉันเป็นมนุษย์ที่ตื่นจากการฝันว่าตนเองเป็นผีเสื้อ?  ปัดโธ่ท่านที่รัก! ท่านกำลังโศกซึมกับความทุกข์ทั้งหลายของท่าน ไปทำไมนักหนาเล่า ทั้งๆที่ท่านอาจเป็นเพียงผีเสื้อตัวหนึ่งที่บังเอิญฝันว่าตัวเองเป็นมนุษย์เท่านั้นเอง......ฝันร้ายของผีเสื้อ!                               - แดง ใบเล่   และ  จวงจื่อ          เราทุกคนมีความฝัน เป็นไปได้หรือไม่ที่ชีวิตทั้งชีวิตเป็นเพียงแค่ฝันไป?  เราจะมีเกณฑ์ที่แน่นอนในการแยกความฝันออกจากความจริงได้อย่างไร? แยกระหว่างภาพลวงตากับวัตถุที่มีจริงได้อย่างไร? สำหรับข้ออ้างที่กล่าวว่าในความฝันนั้นจะมีความแจ่มใสชัดแจ้งน้อยกว่าความเป็นจริงอันสัมผัสได้นั้น ไม่มีคุณค่าคู่ควรแก่การจะพิจารณาเลย เนื่องจากไม่มีใครที่จะเอาสองสิ่งนี้มาเทียบกันได้ มีเพียงแต่การระลึกรวบรวมความฝันที่เกิดขึ้นมาแล้วเท่านั้นที่จะนำมาเปรียบเทียบกับความเป็นจริงในปัจจุบันได้ อิมมานูเอล ค้านท์ ตอบคำถามนี้ว่า "ความเชื่อมโยงของภาพตัวแทนระหว่างสิ่งต่างๆ ท่ามกลางหมู่ของพวกมันเอง อันสอดคล้องกับกฏของความเป็นสาเหตุ (causality) นั่นแหละที่จะแยกชีวิตจริงออกจากความฝันได้" แต่ทว่าในความฝันนั้นเองทุกๆสิ่งที่ปรากฏในฝันก็ยังเชื่อมโยงกันตามหลักแห่งเหตุผลเพียงพออย่างครอบคลุมแล้วมิใช่หรือ? และการเชื่อมโยงกันตามหลักแห่งเหตุผลเพียงพอจะสิ้นสุดไปเมื่อเทียบความจริงกับความฝัน หรือจะขาดไปไม่ประติดประต่อกันในความฝันเดี่ยวๆแต่ละครั้ง คำตอบของค้านท์นั้นอาจจะกล่าวเรียบเรียงได้ดังนี้ : ชีวิตคือความฝันอันยาวนานจะมีความเชื่องโยงกันอย่างสมบูรณ์ด้วยหลักแห่งเหตุผลเพียงพอ แต่ชีวิตจริงตอนตื่นนั้นก็ไม่เชื่อมโยงกันกับความฝันระยะสั้น แม้ว่าความฝันทั้งสองชนิดนี้ (ชีวิตจริงตอนตื่นและความฝัน) ก็ประกอบด้วยความเชื่อมโยงและสมจริงในตัวมันเองในแบบเดียวกัน ดังนั้นสะพานที่เชื่อมระหว่างความฝันกับความจริงก็ขาดสะบั้นไป (เพราะเหตุการณ์ในชีวิตจริงตอนตื่นนั้นก็ไม่เชื่อมโยงกันกับความฝันระยะสั้น) แล้วด้วยดังที่กล่าวมานี้แหละ เราจึงสามารถแยกแยะความฝันกับชีวิตจริงได้
    ฮ้อบส์กล่าวว่า "เราจะเข้าใจผิดไปอย่างง่ายดายว่าความฝันคือความจริงเมื่อเราเผลอหลับไป" เพลโต้กล่าวว่า "มนุษย์นั้นหลับไหลอยู่ในความฝันเสมอ มีเพียงนักปรัชญาเท่านั้นที่พยายามตื่นจากฝัน" พินดาร์กล่าวว่า "มนุษย์คือความฝันของเงาตัวเอง" เชคเสปียร์กล่าวว่า " เราคือสิ่งที่สร้างขึ้นมาจากความฝัน แล้วชีวิตน้อยๆของเรานั้นถูกโอบกอดด้วยการนอนหลับ" ....สำหรับฉัน (โชเปนฮาวเออร์) จะขออุปมาดังนี้ : ชีวิตกับความฝันนั้นคือแผ่นกระดาษจากหนังสือเล่มเดียวกัน ชีวิตจริงคือการอ่านหนังสือเล่มนั้นอย่างเป็นระบบ แต่เมื่อชั่วโมงแห่งการอ่านหนังสืออย่างเป็นระบบนั้นได้สิ้นสุดลง มันก็ถึงเวลาที่เราจะพักผ่อนหย่อนใจกัน เราก็มักจะพลิกไปหน้านั้นทีหน้านี้ทีอย่างเกียจคร้านและไม่เป็นระบบโดยไร้ความเชื่อมโยงกันอย่างมีเหตุผลใดๆทั้งสิ้น บ่อยครั้งเราก็เปิดหน้าที่เราอ่านไปแล้ว บางครั้งเราก็เปิดไปหน้าที่เรายังไม่ได้อ่านจากหนังสือเล่มเดียวกันนี้เอง ซึ่งหน้านั้นของหนังสือเล่มนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างสอดคล้องกับการอ่านอย่างเป็นระบบเลย 
      แม้เราจะแยกแยะความฝันออกจากความจริงได้ไม่ยากด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าความฝันทั้งหลายของเรานั้นไม่ลงรอยกับความต่อเนื่อง (continuity) ของประสบการณ์จริงในชีวิตที่ประสบพบเจอซึ่งดำเนินไปอย่างต่อเนื่องชั่วชีวิต และเมื่อเราตื่นจากฝันมันจะบ่งชี้ถึงความแตกต่างได้ อย่างไรก็ตามทั้งชีวิตจริงและความฝันนั้นก็มีเรื่องราวที่ต่อเนื่อง (continuity) ในตัวมันเองเหมือนๆกัน ดังนั้นถ้าเราแยกตัวออกมาอย่างเป็นกลางและมองทั้งความจริงและความฝันแล้ว เราจะไม่พบความแตกต่างอันชัดแจ้งของธรรมชาติระหว่างความฝันและความจริงตอนตื่นเลย และในที่สุดเราก็จะถูกบีบให้ยอมรับในแบบกวีว่า "ชีวิตคือความฝันอันยาวนาน"

- แปลจาก " The world as will and representation "

SHARE
Writer
Elan_Vital
A Happy Pessimist
I write in order to console my soul.

Comments