ดวงไฟ, งานเลี้ยง, เธอ
แด่ “เธอ” ผู้เข้ามาเป็น “ไฟดวงสุดท้าย” ในงานเลี้ยง

มันเริ่มต้นเมื่อตอนประมาณปีที่แล้ว ปีสุดท้ายของการเรียนมัธยมที่มักจะมาพร้อมกับคำกล่าว
ที่ว่า “งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา”

หลายๆคนบอกว่าเราจะต้องตกหลุมรักเธอ และใช่ เราปฏิเสธไม่ได้เลยเมื่อได้สบตากับเธอครั้งแรก

เธอเป็นผู้หญิงที่แปลก หากไม่เข้าหาก่อน เธอจะนิ่ง ไม่ยอมพูดด้วย และดูเคร่งขรึมมากๆ

เธออายุมากกว่าเราประมาณ 5 ปี

ดูไว้ตัวใช่เล่น

แล้วคนขี้อายอย่างเราจะทำอะไรได้?

จนกระทั่งวันหนึ่งที่เรารวบรวมความกล้าทั้งหมดเพื่อทักเธอไป และนั่นคือจุดเริ่มต้นของบทสทนาที่กินเวลาไปมากกว่าครึ่งค่อนปี


เมื่อฤดูหนาว(ที่ไม่หนาว)มาเยือน เรากับเธอได้คุยกันบ่อยขึ้น แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องงานและเรื่องที่ค่อนข้างจะเป็นทางการ

หากแต่ความสนิทสนมของเรากลับแปรผันตรงกันข้ามกับเวลาที่เหลืออย่างสิ้นเชิง

ไฟในงานเลี้ยงดวงแรกดับลง...
หลังจากการสอบปลายภาคครั้งสุดท้ายผ่านพ้นไป

เราเจอหน้าเธอ แต่ไม่ได้ทัก น่าเสียดายที่เราไม่ทันได้รู้ว่านั่นคือครั้งสุดท้าย

แต่ถึงแม้ไม่ได้เจอกัน เรายังคงคุยแชทกันบ้าง และก็มักจะเป็นเธอที่ทักมา

ไฟในงานเลี้ยงดวงที่สองดับลง...
หลังจากที่เราและเพื่อนๆต้องแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง บางคนไปเรียนต่อต่างประเทศ บางคนก็ไปไม่ไกล บางคนก็ยังดันอยู่ที่เดียวกันเหมือนเดิม

แต่เธอยังไม่ไปไหน

วันที่ 14 เมษายน...

บทสนทนาของเราจบลงหลังจากที่เราคุยกันเรื่องนิยายที่เธอชอบอ่าน

และเธอเลือกที่จะตอบมันด้วยคำว่า SEEN

เธอหายไปหนึ่งเดือนเต็ม...

ไม่มีแม้คำบอกลา
ไม่มีแม้แต่การทักมาหาในช่วงค่ำๆเหมือนอย่างเคย
ไม่มีการบอกฝันดีกันในทุกคืน
ทุกอย่างหายวับไปราวกับตื่นจากความฝัน

ช่วงนั้นเราค่อนข้างบ้าคลั่งเลยทีเดียว เราคอยถามตัวเองในทุกวันว่าเราทำอะไรผิด

เราร้องไห้ออกมาในบางครั้ง

เรานั่งเหม่อมองออกไปอย่างเลื่อนลอยในบางครา

ก่อนที่เราจะฉุกคิดได้ว่า
เธอไม่ได้ผิดอะไรที่หายไปโดยไม่บอก

ก็เราไม่ได้เป็นอะไรกัน

หลายๆคนมักบอกว่าเวลาจะเยียวยาทุกอย่าง และเราเชื่อแบบนั้น เพราะหลังจากนั้นไม่นานเราก็ดีขึ้น และเริ่มกลับมาสู่ลู่ทางชีวิตของตัวเอง

จนกระทั่งวันหนึ่งในช่วงฤดูร้อน วันนั้นทำให้เรารู้ว่าทฤษฎีหรือคำพูดที่สวยหรูไม่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกคน

เธอกลับมา...

เธอเริ่มบทสนทนาด้วยคำทักทายที่แสนจะธรรมดา

“ปิดเทอมเป็นยังไงบ้าง”


ประโยคสั้นๆที่เจ็บกว่าการไม่ได้คุยกับเธอนานหลายเดือน 
มันไม่ใช่เพราะเธอกลับมาให้ความหวังที่ส่องแสงริบหรี่ราวกับดวงไฟที่ไส้หลอดใกล้จะขาด

แต่เป็นเพราะเธอทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 


เธอกลับมาชวนเราคุยเหมือนช่วงแรกๆ คุณคงคิดว่าเราคงโกรธเธอและไม่ยอมคุยด้วยสินะ ไม่เลย เราปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไป เรามีความสุขมากจนเราคิดว่าทุกอย่างมันคงดีแล้ว

แต่ไม่สิ...
เราอาจจะลืมไปว่าเธอสามารถทำตัวนิ่งเฉยได้เก่งกว่าใคร

เธอหายไปอีกแล้ว...

มันไม่เจ็บเท่ากับครั้งแรก อาจจะเพราะเราเตรียมใจไว้บ้าง

เพื่อนทุกคนยืนยันกันอย่างหนักแน่นว่าหากเธอกลับมาอีก

เราห้ามกลับไป...

แน่นอนว่าพูดหน่ะมันง่ายแสนง่าย
แต่ถึงเวลาจริงๆ
เราทำไม่ได้...

ครั้งที่สาม...เป็นตัวเราเองที่ตัดสินใจวิ่งเข้าไปหาความเจ็บปวดนั้น วงจรอุบาทว์ที่ดูไร้ทางออก

เราทักเธอไปด้วยเรื่องงาน

เธอตอบมาอย่างสั้นๆ

ครั้งที่สี่...เธอทักมา

เราตอบไปอย่างสั้นๆ

และครั้งสุดท้าย...
เธอทักมาถามไถ่อะไรบางอย่างที่ยังคงค้างคา

ที่เขาบอกว่าสสารไม่มีทางสูญหายไปจากโลก วงจรอุบาทว์นี้ก็คงเป็นเช่นนั้น

เธอจากไปเป็นครั้งที่เท่าไหร่เราก็ไม่อาจทราบ เธอไปโดยไม่แม้แต่จะกดอ่านข้อความสุดท้ายที่เราทิ้งไว้ให้ในกล่องข้อความ

และครั้งนี้ เราตัดสินใจเดินถอยห่างออกมาจากวงจรอุบาทว์นั้นอย่างแน่วแน่

เพื่อให้หัวใจดวงนี้ได้พักผ่อน
เพื่อให้หัวใจดวงนี้ได้รักษาตัวเอง
และเพื่อให้หัวใจดวงนี้...กลับมาเต้นได้อย่างสมบูรณ์อีกครั้ง



แด่ “เธอ”
ไฟดวงสุดท้ายในงานเลี้ยงที่ถูกดับลง



SHARE
Written in this book
her since2017
Writer
gameph
writer
let it flow

Comments

Biifern
3 months ago
✌🏻
Reply
Oasis_2019
3 months ago
เข้าใจฟีลเลย นี่ก็กำลังเผชิญ แต่หยุดตัวเองไม่ได้สักที
Reply
15day
3 months ago
💛
Reply
Gorgeoussky
3 months ago
เวลาจะเยียวยาทุกสิ่ง:)
Reply