10 บทเพลงของ Chris Cornell ที่เราอยากแนะนำให้คุณได้ฟัง
 *บทความนี้เกิดขึ้นจาก "พี่กาย" ผู้จัดงาน Be Yourself: Chris Cornell's Special Night ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2019 @ The Rock Pub ได้มาเชิญชวนให้ผมมาเขียนบทความโปรโมทงานให้ จึงได้มีงานเขียนชิ้นนี้ขึ้นและได้ลงในเพจ https://www.facebook.com/pg/NirvanaFanclubThailand/photos/?tab=album&album_id=2639251482799499 (ขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนครับ) 


วันที่ 20 กรกฎาคม 2017 เป็นวันที่น่าเศร้าสลดสำหรับแฟนเพลงและคนที่ชื่นชมวง Linkin Park เพราะเป็นวันที่ Chester Bennington กระบอกเสียงและสุดยอดฟรอนท์แมนแห่งยุค 90s ได้จากไป

แต่วันที่ 20 กรกฎาคมนั้น ยังถือเป็นวันสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ เป็นวันเกิดของ Chris Cornell ฟรอนท์แมนวง Audioslave และ Soundgarden ซึ่งเสียชีวิตด้วยสาเหตุเดียวกันเมื่อ 3 เดือนก่อนหน้านั้น ซึ่งไม่มีใครรู้ว่า Chester จงใจเลือกวันเกิดของของ Chris ผู้ซึ่งเป็นเพื่อนสนิท เป็นวันจบชีวิตของเขาหรือไม่ (Chris Cornell เคยมาร่วม ft.เพลง Crawling ในโชว์นึงของ Linkin Park ด้วยนะครับ เด็ดมากต้องดูวว)

ถึงแม้ความตายของ Chris Cornell จะไม่ได้เป็นข่าวดังในประเทศไทยมากเท่า Chester แต่ความสามารถและผลงาน ของเขาในฐานะที่ได้รับสมญานาม “นักร้องนำอัจฉริยะ” เป็นสิ่งที่ผมอยากนำมาเล่าในบทความนี้

Chris Cornell เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะฟรอนท์แมนวงกรันจ์ในตำนาน “Soundgarden” ซึ่งในยุค 90s นั้นหัวหอกแห่งกรันจ์จะประกอบไปด้วยวงในตำนานอีก 4 วง คือ Nirvana, Pearl Jam, Alice in Chains, และ Stone Temple Pilots ถือว่าเป็นปูชนียบุคคลแห่งวงการกรันจ์จริง ๆ ครับ เท่านั้นยังไม่พอ Chris Cornell ยังได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำจากเพลง "The Keeper" ซึ่งปรากฏภาพยนตร์ Machine Gun Preacher

และยังเป็นผู้ร่วมแต่งเพลง "You Know My Name" ประกอบภาพยนตร์เรื่อง Casino Royale อีกด้วยในส่วนการประพันธ์เพลงและการร้องของ Chris เอง ก็มีความพิเศษไม่น้อย เพราะพี่แกสามารถร้องเพลงได้เกือบถึง 4 อ็อคเทฟ!

ซึ่งน้อยคนที่จะสามารถร้องเพลงได้มีเรนจ์เสียงกว้างขนาดนี้ ซึ่งป๋า Chris ก็ได้มีรางวัลการันตีคุณภาพการร้องอีกมากมาย อาทิ เช่น 1.ได้รับการลงคะแนนเสียงให้เป็น "นักร้องเพลงร็อกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด" โดยผู้อ่านจาก Guitar World
2.มีรายชื่อในอันดับ 4 ของ "นักร้องเฮฟวีเมทัลในอันดับท็อป 100 ตลอดกาล" โดย Hit Parader
3.อยู่ในอันดับที่ 9 ของรายชื่อ "นักร้องนำที่ดีที่สุดตลอดกาล" โดย Rolling Stone
4.อันดับที่ 12 ในรายชื่อ "22 Greatest Voices in Music" ของ MTV

เอาล่ะครับก่อนที่บทความจะยาวเกินไป ผมว่าได้เวลาอันสมควรแล้วที่เราจะเข้าสู่ช่วงของการนำเสนอ 10 บทเพลงของ Chris cornell



1. Rusty Cage - Soundgarden

ขอเริ่มมาด้วยเพลงจังหวะสนุก ๆ ที่มีไลน์กีต้าร์และเบสเท่ๆ อย่าง “Rusty cage”

สำหรับผมเพลงนี้เป็นเพลงที่เหมาะกับการนำไปเปิดฟังขณะขับรถเล่นชมวิวในยามบ่าย เมื่อผมเปิดเพลงนี้ฟังผมมักรู้สึกเหมือนกำลังขับรถไปบนถนนทางตรงที่ไกลสุดลูกหูลูกตาด้วยความเร็วสูง เหมือนท่อนที่ร้องว่า “I'm burning diesel burning dinosaur bones” (น้ำมันรถก็ได้มาจากกระดูกไดโนเสาร์ที่สะสมอยู่ใต้ดินหลายชั่วอายุคน เข้าใจเปรียบเทียบจริงๆ)

แล้วมีวิญญาณของป๋าคริสต์ บินเคียงคู่มาข้างๆรถผม ซึ่งความพิเศษของเพลงนี้ไม่ใช่แค่มันให้ฟีลของการ “มุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว” เท่านั้น แต่ในช่วงท้ายของเพลงก็ยังมีการเปลี่ยนเป็นจังหวะ Breakdown สะใจ ๆ พร้อมกับริฟฟ์กีต้าร์แบบกรันจ์ ๆ และการแผดเสียงติด Distort ของป๋าคริสต์ นับว่าเป็นเพลงประวัติศาสตร์เพลงหนึ่งของยุคแห่งกรันจ์เลยทีเดียว ในส่วนเนื้อเพลงผมเดาว่าคนเขียนพยายามจะสื่อถึงการ พยายามที่จะออกจากสถานการณ์ที่เขา “เหลือทนแล้วนั่น” บางอย่าง เปรียบได้กับการ พัง “กรงขึ้นสนิม” (Rusty cage) แล้ววิ่งออกไป

2. Outshined - Soundgarden

ยังคงอยู่ในยุคแห่ง Seattle sounds นะครับ หรือ เรียกในชื่อที่รู้จักกันดี คือ เพลงแนวกรันจ์นั่นเอง ถ้าเกิดมีใครสักคนถามผมว่า “เห้ย กูขอสักเพลงสองเพลงที่มึงคิดว่านี่แหละ! คือ ตัวอย่างของเพลงกรันจ์! หน่อยดิ๊” ผมจะส่งเพลง Outshined ไปให้ผู้ถามฟังประกอบกับเพลง “man in the box” ของ Alice in chains อย่างแน่นอน (ในส่วนของ Nirvana อันนี้ผมว่าเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางอยู่แล้วคงไม่ต้องแนะนำเพิ่มเติม555)

เพลงนี้เปิดมาด้วยกีต้าร์เสียงแตกแบบกรันจ์ จังหวะช้าเหนียวหนึบและการแผดเสียงที่มากกว่าร็อค แต่ไม่ใช่เมทัลของป๋าคริสต์

และการเล่นสำนวนในท่อน “I'm looking California And feeling Minnesota” เมื่ออ้างอิงกับชื่อเพลงแล้ว ท่อนนี้จะสื่อว่า ตัวผู้เล่า แสดงออกภายนอกว่าเหมือน California (อากาศร้อน) แต่ข้างในรู้สึกหนาวเหน็บเหมือนอากาศในรัฐ Minnesota

เพลงนี้มีท่อนฮุคที่ติดหู ริฟฟ์กีต้าร์ที่หนักแน่น สมเป็น 1 ในเพลงตัวอย่างของศักราชแห่งกรันจ์จริง ๆ

3. Moth – Audioslave

เพลงนี้เปิดมาด้วยซาวน์กีต้าร์แปลกประหลาดมนุษย์ต่างดาวสไตล์ Tom merello และถาโถมเข้ามาด้วยซาวน์อันหนักนห่วงของเครื่องดนตรีชิ้นอื่น ๆ เป็นอินโทรที่อดที่จะโยกหัวตามไม่ได้จริง ๆ เพลงนี้ในด้านดนตรี ถือว่าน่าฟังทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นกรูฟกลอง ไลน์เบส กีต้าร์ และการโชว์พลังเสียงของป๋าคริสต์
ในบทเพลงนี้ผมว่าเป็นการเรียบเรียงของนักดนตรีชั้นครูจริง ๆ ที่สามารถสร้างฟีลของความ “หนักหน่วง” “รุนแรง” “บ้าคลั่ง” ได้โดยไม่จำเป็นต้องเล่นออกมาในท่วงทำนองแบบเมทัล หรือ กลองจังหวะสับไก่ เป็นหนึ่งในเพลงที่ผมฟังบ่อยมาก ฟังเอาความสะใจและความงดงามของทุกพาร์ทดนตรี ถือว่าเป็นเพลงที่ถ่ายทอดความรุนแรงออกมาในความรู้สึกได้ยอดเยี่ยมจริง ๆ

4. Sound Of A Gun – Audioslave

เพลงนี้กล่าวถึงบรรยากาศของผู้คนในสงครามที่สหรัฐก่อกับประเทศในตะวันออกกลาง “And my city playground is a battleground” สนามเด็กเล่นในเมืองของฉันกลายมาเป็นสนามรบ คงเป็นท่อนที่สื่อได้ชัดเจนที่สุด และ Audioslave ก็ยังเคยทำเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการต่อต้านสงครามอิรักในอัลบั้มก่อนหน้านี้มาแล้ว
เพลงนี้ในด้านดนตรีไม่ได้หนักไปที่การกระทำความกรันจ์ในแบบที่ป๋าคริสต์ทำกับวงอื่น แต่มีความ Audioslave อยู่อย่างเข้มข้นไม่ว่าจะเป็นกรูฟกลองที่มีไดนามิค ไลน์เบสที่มีลูกเล่นซุกซน การเล่นกับ “จังหวะจะโคน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังท่อน Solo เอเลี่ยนของป๋า Tom เพลงจะค่อยๆปรับไดนามิคขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงท่อนหยุด เหลือเพียงเสียงเคาะ Hi-Hat และมวลเสียงอันหนักหน่วงก็กระแทกเข้ามา แล้วจบเพลงนี้อย่างสวยงาม .. สหายผู้เป็น“ทาสแห่งเสียง” (AudioSlave) จะทำใจไม่ให้รักวงนี้และการร้องของป๋าคริสต์ได้อย่างไร

5. Sweet Euphoria - Chris Cornell

เอาล่ะครับ ฟังเพลงหนัก ๆ มันส์ๆ กันมาอย่างต่อเนื่องแล้ว ขอคั่นรายการด้วยเพลงช้า ๆ ชิลล์ ๆ บ้าง
เพลงนี้ก็เป็นอีกเพลงที่ ผมไม่ค่อยเห็นคนพูดถึงเท่าไร ดังนั้นผมจึงอยากแนะนำให้สหายได้ฟังกัน 

เพลงนี้ผมชอบฟีลเพลงที่ งัวเงีย ลึกลับ รุนแรง อย่างบอกไม่ถูกที่ถูกถ่ายทอดออกมาในเพลงนี้ ผมชอบเปิดเพลงนี้ฟังตอนนั่งจิบเหล้าที่ยังเหลือค้างจากเมื่อคืน ที่ระเบียงห้องพัก ช่วงก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น และ ความแฮงค์จากการดื่มเมื่อวานยังไม่จางหายไป.. ปล่อยจิตปล่อยใจไปกับท่วงทำนองที่ป๋าคริสต์ได้ประพันธ์รวมถึงอัดกีต้าร์เองทั้งหมด เป็นอีกหนึ่งสุนทรียภาพที่ยากจะลืมเลือนครับ..

6. Hunger Strike - Temple of the Dog

สำหรับผมแล้วเพลงนี้นอกจากด้านดนตรีแล้ว ผมชอบในส่วนเนื้อหามาก ท่อนแรกของเพลงเปิดมาด้วย “I don't mind stealin' bread from the mouths of decadents” หรือก็คือป๋าแกไม่รู้สึกผิดอะไรกับการ “ขโมยขนมปังจากไอ่พวกมนุษย์ผู้เสื่อมทราม” ซึ่งหมายถึงการที่วงของเขาทำกำไรได้จากพวกค่ายเพลงของนายทุนใหญ่ต่างๆ นานา (เสมือนว่าตัวเองเป็นโรบิน ฮู้ด)

“But I can't feed on the powerless when my cup's already overfilled” แต่ถึงยังงั้นเขาก็ไม่สามารถช่วยเหลือผู้ไร้อำนาจ (คนจนทั่วโลก) ได้ถึงแม้ว่าเขาจะมีกินมีใช้เหลือเฟือ

“ And they're farmin' babies, while the slaves are all workin'

Blood is on the table and the mouths are all chokin'” ในโลกนี้ยังมีเด็ก ๆ ทียากจนมากมาย และ ผู้คนที่ทำงานเยี่งทาส แต่ทำไม “นักดนตรี” เช่นพวกเขา (และวงดังๆอื่นๆ) กลับมีกินมีใช้เหลือเฟือขนาดนี้ ?

ถือว่านอกจากเป็นเพลงที่มีริฟฟ์กีต้าร์เท่ๆ และเสียงแผดสูงปรี๊ดของป๋าคริสต์ เสียงต่ำทรงสเน่ห์ของ Vedder อีกตำนานแห่งยุคแล้ว เพลงนี้ยังกระตุ้นเตือนให้เรานึกถึงปัญหาของสังคมที่กำลังเกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวันอีกด้วย



7. Say Hello 2 Heaven - Temple of the Dog

“Please, mother mercy
Take me from this place
And the long-winded curses
I hear in my head”

คริสต์ได้ภาวต่อเบื้องบน ขอให้ความเจ็บปวดที่ราวกับคำสาปอันยาวนานนี้ เลือนหายไปจากความรู้สึกของเขาเสียที..

“He came from an island
Then he died from the street
And he hurt so bad like a soul breakin'
But he never said nothin' to me, yeah”

เขามาจากเกาะแห่งหนึ่ง แต่เขากลับมาตายบนถนน, เขาเจ็บปวดราวกับวิญญาณจะแตกสลาย

แต่เขากลับไม่เคยระบายสิ่งใดให้ฉันฟังเลย...

“เขา” ที่ว่านั้น คือ “Andrew Wood” เพื่อนนักดนตรีของเขาที่มาจากเกาะ Bainbridge และเสียชีวิตด้วยไลฟ์สไตล์แบบSteert และยาเสพติดประจำ Street culture ( ปลาย80s-90s) “Heroine” เป็นสาเหตุการตายของ Andrew

“Hey, so I blow out, out the candle and I put you to bed” เป็นท่อนที่เล่นกลับคำกับท่อน
“My warmth from the candle ...Though I feel too cold to burn” ที่อยู่ในช่วงต้นของเพลง

เพื่อจะสื่อว่า “เพื่อนรัก..มันน่าเสียใจเหลือเกิน แต่ฉันเองก็ต้องทำใจ และ ก้าวต่อไป สุดท้ายนี้สิ่งที่ฉันอยากจะบอกแก คือ..

“ Say Hello 2 Heaven”..

Ps. Billboard เคยเขียนลงในนิตยสารว่า “Say Hello 2 Heaven” was the “definitive Grunge eulogy”

เพลง ๆ นี้คือเพลง”สรรเสริญ”ของแนวกรันจ์อย่างที่แท้จริง และแฟนเพลงก็ได้ใส่เสื้อที่ตีพิมพ์คำว่า Say Hello 2 Heaven มาที่งานศพของ Chris Cornell อีกด้วย ..

8. Like a stone – Audioslave

เพลงเปิดมาด้วยกรูฟกลองหน่วง ๆ ยืด ๆ ปูเป็นฐาน โดยมี Lick กีต้าร์ประหลาดๆสไตล์ป๋า Tom Morello ลอยเป็นพื้นหลังให้เสียงของ Chris Cornell ได้เล่นบทนำ ผมสารภาพเลยว่าทีแรกที่ฟังเพลงนี้ผมรู้สึกเฉย ๆ ปนเบื่อ เพราะเพลงเป็นยืด ๆ เนือย ๆ จนกระทั่งหลายปีผ่านไป ได้กลับมาฟังใหม่อย่างใจเย็นขึ้น ค่อยเก็ตว่าเพลงนี้มีความลึกซึ้งเกินกว่าผมในวัยนั้นจะเข้าใจจริง ๆ ซึ่งอย่าว่าแต่ผมเลย แม้แต่ Tim Commerford มือเบสวง Audioslave ที่ร่วมเล่นเพลงนี้เอง ยังไม่เก็ตสิ่งที่เพลงนี้พยายามบอกตั้งแต่แรกเลย! บทสัมภาษณ์ต่อไปนี้แปลจาก DVD ของ Audioslave ตอนพูดถึงเพลง Like a stone

"Like A Stone", I thought it was a love song. The chorus is "I'll wait for you there like a stone, I'll wait for you there alone." And I was like "Yo, bro what are you waiting for?" And he's like "Waiting to die." And I just went "Oh, okay." *laughs* That changes everything. I went back and looked at the song and I..I got kind of saddened by what he's singing about is like a guy waiting alone in a house of death, and all his friends are dying and he's just waiting there, and I'm picturing this man in a rocking chair like waiting to die. It changed everything for me. That made me go back and look at all the songs, and maybe go back and look at Temple of a Dog songs, and Soundgarden songs, and everything, and I started going "Okay, I get Cornell now, and he's a genius."

แปลคร่าวๆ
“ตอนแรกผมนึกว่าเพลงนี้เป็นเพลงรักเว้ย เพราะท่อนคอรัสร้องว่า “ฉันจะรอคุณอยู่ตรงนั้น ดุจดั่งก้อนหิน” ทีนี้ผมก็ถาม Chris ว่า ไอ้ที่ว่ารอนี่นายรออะไร? แล้วเขาก็ตอบ “รอความตาย” แล้วผมก็แบบ “โอ้...โอเค...” พอกลับไปดูเพลงอีกครั้งผมก็รู้สึกสะเทือนใจ กับสิ่งที่เขาร้องในเพลงนี้ เกี่ยวกับผู้ชายคนนึงนั่งรอความตายอยู่ในบ้าน ในขณะที่เพื่อนฝูงของเขาก็ค่อย ๆ ล้มหายตายจาก (น่าจะสื่อถึงเวลาที่ผ่านไป ได้พรากคนที่เรารักจากไปทีละคน : มือกลอง กบฏ ) เท่านั้นแหละคุณเอ๊ย ผมนี่รีบกลับไปฟังเพลงทั้งหมดที่เคยทำกับเขา รวมถึงวงที่ Chris เคยทำ ไม่ว่าจะ Temple of a Dog , Soundgarden และทุกเพลงที่เขาเคยทำ และ ผมก็รู้สึก.. “โอเค ผมเก็ตสิ่งที่เขาทำละ เขาเป็นอัจฉริยะ”

ต้องลึกซึ้งขนาดไหนถึงสามารถทำเพลงที่แม้แต่เพื่อนร่วมวงยังไม่เก็ตได้ล่ะเนี่ย! เพลงดำเนินเรื่อยมาถึงท่อนฮุคก็มีการเพิ่มความเข้มข้นของฟีลเพลงโดยการดีดกีต้าร์ลงแรง ๆ ค้างไว้ โดย Chris Cornell จะเค้นเสียงให้ซาวน์สื่อถึงความโดดเดี่ยว สิ้นหวัง มากขึ้นไปอีก ในจุดนี้ผมว่าเป็นจุดนึงที่ทำให้เห็นอัจฉริยภาพทางดนตรีของวงนี้มากเลยนะครับ ที่สามารถเอาอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เร็ว ไม่แรง ไม่ซับซ้อนหวือหวา มาใช้ในการถ่ายทอดฟีลได้อย่างเข้มข้น หลายครั้งเลยที่ผมไปสนใจว่า “เพลงเล่นยากแค่ไหน” มากกว่า “เพลงจะสื่ออะไร” ทำให้ไม่สามรถจับฟีล แล้วอินกับเพลงเท่าที่ควร

ต่อมาเมื่อถึงท่อน Solo เราก็จะได้พบกับสไตล์การเล่นกีต้าร์ที่ไม่เหมือนใคร และ ต่อให้พยายามก็ไม่สามารถเหมือนได้ของป๋า Tom Morello ก่อนจะส่งเข้าสู่ช่วงท้ายของเพลง ที่มีการเปลี่ยนเอากีต้าร์โปร่งมาเล่นเพื่อปรับฟีล ให้ความรู้สึกเหมือน “ตอนใกล้ตาย” แล้วมีเทวดาลงจากสวรรค์มารับวิญญาณของเรา ซึงเนื้อเพลงในท่อนนี้ก็ถือว่าตราตรึงใจทีเดียวครับ

“And on I read
Until the day was gone
And I sat in regret
Of all the things I've done
For all that I've blessed
And all that I've wronged
In dreams until my death
I will wander on...”

ซึ่งในประโยค I will wander on ถ้าฟังดูเผิน ๆ เหมือนไม่ยาก ไม่หวือหวา หากแต่ถ้าพยายามร้องตามให้เหมือนจะพบว่ายากกว่าที่คิดมาก เป็นการเลือกใช้เทคนิคการร้องได้แบบพอเหมาะ กลมกล่อม ไม่ใช่ใส่ไปให้ดูเยอะๆเฉยๆ เราจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกโดดเดี่ยว ว่างเปล่า ที่ดำเนินมาถึงขีดสุด ก่อนจะส่งไปขยี้ต่อในท่อนสุดท้ายของเพลง ที่ประกอบไปด้วยเทคนิคการร้องแบบกรันจ์ผสานไปกับคอรัสเสียงต่ำที่เสริมให้ฟีลความเงียบเหงา ว่างเปล่า ชัดเจนขึ้นไปอีก

9. The Promise - Chris Cornell

บทเพลง “The Promise” แม้ว่าจะเป็นที่เปี่ยมด้วยพลังและการให้กำลังใจ แต่ผมก็อดรู้สึกอยากร้องไห้ไม่ได้ทุกทีที่ฟัง เพราะมันเป็นเพลงสุดท้ายในชีวิตของ Chris Cornell.. และ MV ถูกปล่อย 1 วันหลังการเสียชีวิตของเขา

คริสต์แต่งเพลงนี้หลังจากได้ไปเยี่ยมเยียนค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศกรีซ และ ได้แต่งเพลงนี้ออกมา

“The strength that shines behind your eyes
The hope and light that will never die”
ความแข็งแกร่งที่ฉายออกมาจากสายตาเธอ
ความหวังและแสงสว่าง ที่จะไม่มีวันตาย



“And one promise you made
One promise that always remains
No matter the price
A promise to survive
Persevere and thrive
As we've always done”

และคำสัญญาที่เธอให้
คำสัญญาที่จะคงอยู่ต่อไป
ไม่ว่าต้องแลกมาด้วยอะไร
คำสัญญาที่จะ(พามนุษยชาติ)รอดชีวิต
รักษาและพัฒนา
เหมือนที่เราเคยทำมา...

Chris Cornell ได้บอกทีมงานว่าให้ปล่อยเพลงนี้ใน “วันผู้ลี้ภัยโลก” (20 มิ.ย.) หรือก็คือ 1 วันหลังการเสียชีวิตของเขา
นอกจากนี้คริสต์ยังได้ตั้งใจว่าจะให้กำไรทั้งหมดของเพลง ๆ นี้ ถูกบริจาคให้กับองค์กรผู้ลี้ภัยและเด็ก

10. Be yourself – Audioslave

มาถึงเพลงสุดท้าย ซึ่งเป็นที่มาของชื่องานนี้นะครับ ... “ Be Yourself”

“Someone gets excited in a chapel yard
Catches a bouquet
Another lays a dozen
White roses on a grave”
บางคนตื่นเต้นในการกระโดดคว้าช่อดอกไม้ในงานแต่ง..
ในขณะที่บางคนวางช่อดอกไม้สีขาวบนโลงศพ..

เพลง ๆ นี้เล่าถึงความ Contrast กันในหลายๆ เหตุการณ์ของชีวิตมนุษย์ “ความสุขและทุกข์” “ความรื่นเริงและโศกเศร้า”

เพลงนี้เป็นเพลงที่ผมเปิดฟังเป็นประจำเมื่อรู้สึกหมดไฟ,เศร้า,จิตตก สำหรับผมแล้วผมรู้สึกว่าการฟังเพลงที่ฟีลรื่นเริงไปเลยยามที่เศร้ามาก ๆ มันออกจะขัดฟีลไปหน่อย ผมเลยชอบเพลงนี้มาก ที่มีความหม่นปนความหวัง เหมือนอยู่ในอุโมงค์ที่ยังเห็นแสงรำไรในเบื้องปลาย

“And even when you've paid enough
Been pulled apart or been held up
Every single memory of the good or bad
Faces of love
Don't lose any sleep tonight
I'm sure everything will end up alright

You may win or lose”

“และแม้ว่าคุณจะพยายามที่สุดแล้ว
ถูกกระชากจนฉีดขาด หรือ ถูกยื้ดยุดไว้
ในทุก ๆ ความทรงจำ ไม่ว่าดีหรือร้าย
ไม่ว่าจะเคยผ่านความรักในโฉมหน้าใด
โปรดอย่าฝืนตื่นนอนอีกคืนเพราะความโศกเลย
ฉันแน่ใจว่าทุกสิ่ง จะจบลงด้วยดี

คุณอาจแพ้หรือชนะ..”

แต่..

“To be yourself is all that you can do"
การเป็นตัวของตัวเองเท่านั้นแหละ! ที่คุณสามารถทำ

PS. ใน 10 เพลงนี้อาจไม่มีอีกหลาย ๆ เพลงที่ผู้อ่านคาดหวัง , ผมเองก็เช่นกัน มีอีกหลายเพลงที่อยากเขียนถึงในบทความนี้ แต่กลัวจะยาวเกินไป จึงคัดจากความชอบส่วนตัวล้วน ๆ ลำดับเพลงไม่ได้จะสื่อถึงความมาก-น้อยของคุณภาพเพลง หากผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้าขอรับไว้แต่เพียงผู้เดียว บทความโดย “มือกลอง กบฏ”



































SHARE
Written in this book
2019
Writer
K_Kabot
Drummer,Commissar,RappeR
Kalibut’s Drummer & Kabot Sabot’s Rapper --- "The Rebellion Writer" ----

Comments

เขียนดีมากค่ะ
พอตามฟังถึงรู้ว่ามีการเรียงเพลงก่อนหลังด้วย✨
Reply