สิ่งที่ได้เรียนรู้จากข่าว ส.ส.หญิง
1

สืบเนื่องจากการหาข้อมูลเพื่อเขียนบทความเรื่อง Money Mindset ของโรเบิร์ต คิโยซากิ ทำให้เรามองข่าวการเมืองในประเทศเราตอนนี้มีความชอบกลอยู่ เป็นไปได้อย่างไรที่สัดส่วนน้ำหนักข่าวถูกถ่ายเทไปให้เรื่องส่วนตัวของ ส.ส. หญิงบางราย มากกว่าจะให้น้ำหนักกับกฎหมาย การทำงาน และผลงานที่เกิดขึ้นภายในรัฐสภา

หากมองไปให้ไกลกว่าแค่ภาพ เสียง หรือตัวอักษรที่ปรากฏอยู่ในข่าว แล้วลองตั้งคำถามว่า ทำไมข่าวจึงออกมาในทำนองนี้ เป้าหมายที่แท้จริงของการเสนอข่าวนักการเมืองหญิงในทำนองนี้ ใครที่ควบคุมกลยุทธ์การนำเสนอข่าวเช่นนี้อยู่ และเป้าหมายลึกๆ แล้วต้องการทำอะไรกันแน่

ขนาดเราเป็นพวกติดตามข่าวการเมืองแบบห่างๆ ยังเกิดความรู้สึกว่า “การเมืองเป็นเรื่องสกปรก น่าเกลียด ไม่อยากติดตามแล้ว” ขึ้นในใจเลย

แต่อีกใจก็เถียงว่า “ไม่ได้สิ นี่มันอนาคตของประเทศเรา เราตั้งใจจะอยู่ที่นี่ไปจนแก่ และหลานของเราก็จะเติบโตขึ้นในประเทศนี้ต่อไป เราต้องรู้เรื่องประเทศชาติของตัวเองบ้างสิ”

ทีนี้ ต่อมเอ๊ะของเราก็ทำงาน

...เดี๋ยวนะ แล้วถ้ามีคนจงใจทำให้เรามองการเมืองเป็นเรื่องไม่ดี มองว่ายุ่งยาก ยากลำบาก ขั้นตอนเยอะ จุกจิก พิธีการมาก ระเบียบเยอะ ก็เลยจะได้ไม่สนใจล่ะ? (แบบเดียวกับที่ทำให้เรื่องการเงินดูเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อน คนจะได้ไม่อยากสนใจไม่อยากศึกษา แล้วก็จนต่อไป แบบเดียวกับที่อธิบายไปในตอน Money Mindset)

ถ้าคนๆ นั้น ซึ่งอาจเป็นคณะบุคคลก็ได้ จงใจทำให้คนมองการเมืองในลักษณะนี้ ถ้าเขามีสำนักข่าวพันธมิตรสัก 3-5 ช่อง และสำนักข่าวพันธมิตรมีเว็บไซต์ข่าวออนไลน์และช่องยูทูปข่าวเครือข่ายอีกสักสำนักละ 5-10 ช่องทาง และช่องที่เป็นเครือข่ายไปจ้างบริษัทหรือฟรีแลนซ์ที่รับรีวิวสินค้าให้มาเป็นคนเขียนคอมเมนต์ในทิศทางที่เขาต้องการให้เป็น

เพียงเท่านี้ ก็สามารถควบคุม “เทรนด์ข่าว” ของประเทศนี้ได้แล้ว เพราะประเทศไทยมียอดคนใช้เวลาบนโลกออนไลน์ต่อวันสูงที่สุดในโลก

หากทำแบบนี้ เพียงเท่านี้ คนๆ นั้นอยากสร้างดราม่าเรื่องอะไรก็สร้างได้ เพราะเมื่อปั่นคอมเมนต์และยอดแชร์มาจนถึงจุดที่ได้โมเมนตัม คนจะคอมเมนท์และส่งต่อกันเอง

ในเมื่องบประมาณซื้อตัวงูเห่าอยู่ที่หลักร้อยล้านต่อคน คิดว่าจะไม่มีการตั้งงบประมาณสำหรับการประชาสัมพันธ์เพื่อทำลายฝั่งตรงข้ามไว้สักนิดบ้างเลยเหรอ?



2

หากได้ลองทำสื่อบนโลกออนไลน์มาสักระยะ คุณคงเข้าใจธรรมชาติของสื่อชนิดนี้คือ โดยทั่วไปแล้ว คนจะไม่คอมเมนต์หรอก หากไม่มีคนเขียนคอมเมนต์อยู่แล้วก่อนหน้าสัก 5-10 ราย เหมือนกับว่า พอเห็นคนอื่นคอมเมนต์กันไปในทิศทางหนึ่ง และเราก็เห็นด้วยในทางเดียวกัน เราจึงวางใจที่จะเขียนคอมเมนต์ของตัวเองในทิศทางนั้นเพิ่มไปด้วย

ในขณะที่คนส่วนใหญ่หากคิดต่าง ก็จะไม่เขียนคอมเมนต์เลยเพราะไม่อยากถกเถียง มันเสียเวลา ดูแนวแล้วคนในบทสนทนานี้ไม่ใช่วงสนทนาของเรา เขาก็จะคิดว่าไปดีกว่า อย่าเสียเวลาที่นี่เลย

มีคนอยู่ 2 กลุ่มเท่านั้น ที่จะเขียนคอมเมนต์ในลักษณะคิดต่าง คือ 1.คนที่มีเวลา สามารถคอมเมนต์ถกกลับไปกลับมาได้ และ 2. พวกสุดจะทน เพราะรับความเห็นแบบคอมเมนต์พวกนั้นไม่ไหวจริงๆ

ดังนั้น หากอยากสร้างดราม่าในเชิงปลุกปั่นหยาบคาย ยุให้เกิดความเกลียดชัง แตกแยก คุณนักรีวิวสินค้าซึ่งทำหน้าที่เป็นหน้าม้าเขียนคอมเมนต์ก็จะเขียนคอมเมนต์ในโทนภาษาแบบที่ลูกค้าให้โจทย์มาอย่างง่ายดาย อยากได้ภาษาวัยรุ่นหรือภาษาพ่อขุนราม สั่งได้ ราคาคุยกันได้

เวลาไปดูตามเว็บรับรีวิวสินค้าหรือเขียนคอมเมนต์ เราจะประทับใจในคำโฆษณามาก “20 คอมเมนต์จาก 20 บัญชี ใช้คำให้เนียนได้ค่ะ :-) “ ดูเป็นบริการแบบมืออาชีพมาก และแน่นอนว่าหากเป็นบริษัทที่ใหญ่โตขึ้นมาสักหน่อย อยากได้ 100 คอมเมนต์หรือ 1,000 คอมเมนต์ก็ซื้อได้ เพราะเขาจัดให้ได้สบายมาก

ย้ำอีกครั้ง ประเทศไทยเป็นประเทศที่คนมีจำนวนชั่วโมงการใช้เวลาบนอินเตอร์เน็ทสูงที่สุดในโลก... ข่าวที่เราเห็นว่าเป็นข่าวใหญ่ ดราม่าวุ่นวายระดับประเทศ แน่ใจได้อย่างไรว่าไม่ใช่ถูกใครบางคนควบคุมกลยุทธ์การรับข้อมูลข่าวสารของเราอยู่

เป็นไปได้ด้วยเหรอที่คดีข่าวหวยคุณครูซึ่งเงียบไปเป็นปีจำเพาะว่าต้องมีความคืบหน้าเอาในเวลานี้พอดิบพอดี?

แน่ใจเหรอว่าเสรีภาพในการเสพย์สื่อของเราไม่ถูกใครบางคนแทรกแซง?

หันเหเราให้ไปสนใจเรื่องไม่เป็นเรื่อง เพื่อที่ว่าใครบางคนจะขยับตัวทำอะไรที่สำคัญกว่าแบบเงียบๆ ดึงความสนใจสื่อให้ใช้เวลาหมดไปกับการทำข่าวหยุมหยิม เพื่อที่ว่าตัวเองจะได้ขยับตัวทำอะไรสำคัญๆ แบบไม่กระโตกกระตาก



คำถามที่เราสงสัยคือ คนๆ นั้นเขาจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไรกันนะ?

แน่นอนว่าคนๆ นั้นไม่ใช่คุณ A ที่ขยันทำคลิปไลฟ์รายวันชนิดว่าแม่ค้าออนไลน์ต้องหยิบมาดูเป็นกรณีศึกษา ว่าเธอทำได้อย่างไร ยอดวิวถล่มทลายภายในชั่วข้ามคืน

และแน่นอนว่า คนๆ นั้นก็ไม่ใช่คุณ B ที่จำเพาะเจาะจงว่าต้องมายื่นฟ้องเรื่องภาพถ่ายวันรับปริญญาเอา ณ เวลานี้พอดิบพอดี ทั้งที่คุณ C ก็เรียนจบมาเกือบสิบปีแล้ว

การที่คุณ A และคุณ B ออกมาป่าวร้อง เป็นการเดินหมากภายใต้การวางแผนมาแล้วอย่างรอบคอบ ไม่ใช่การจงใจทำลายชื่อเสียงของคุณ C เพราะถึงคนที่ยืนตรงนั้นไม่ใช่คุณ C แต่เป็นคนอื่นที่ก้าวเข้ามาทำงานในลักษณะเดียวกันก็จะโดนไม่ต่างกัน สังเกตได้ว่าเรื่องที่เล่นงานทั้งหมดเป็นการเล่นกับ “เรื่องส่วนตัว” ไม่ใช่เรื่อง professional (การทำงาน, การสร้างผลงาน) ส่วนหนึ่งก็เพราะคุณ C ยังเป็นน้องใหม่ ยังไม่ได้สร้างผลงาน ถ้าจะเล่น ก็ต้องชกใต้เข็มขัด


บทที่เขียน... มันก็สนุกดีนะคะ เพียงแต่เราว่ามันเห็นชัดไปหน่อย


ลองมาดูไทม์ไลน์การเสนอข่าวในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมากัน

1. ประโคมข่าว ส.ส. หญิง 3 คนสุดท้ายที่ได้เข้าสภา โดยเน้นการวิจารณ์ในเชิงภาพลักษณ์ และการแต่งกาย
-- สร้างภาพจำครั้งที่ 1 ผูกเรื่องนักการเมืองหญิงเข้ากับความเป็นผู้หญิง การแต่งตัว ความงาม เล่นตลกกับเรื่องความสามารถ ไม่นำเสนอเรื่องผลงานที่พวกเธอเคยทำในอดีตที่ผ่านมา

2. เปิดประชุมสภาวันแรก คุณ C ถูกคุณ A ทำคลิปเหน็บแนมเพราะไม่เข้าใจมารยาทและธรรมเนียมปฏิบัติในสภา
-- สร้างภาพจำครั้งที่ 2 ผูกเรื่องนักการเมืองหญิงเข้ากับความไม่รู้งาน ทำงานไม่เป็น เรื่องง่ายๆ ก็ไม่รู้
-- สร้างภาพจำครั้งที่ 1 พรรคนักการเมืองเด็ก ไม่มีสัมมาคารวะ เพราะยังเด็กจึงทำงานไม่เป็นหรอก

3. กรณีชุดไว้ทุกข์ของคุณ C ซึ่งน่าจะทำให้คนไทยเรียนรู้มารยาทข้อนี้ไปพร้อมกันถ้วนหน้าว่าชุดไว้ทุกข์ของประเทศเรามีธรรมเนียมปฏิบัติมาตรฐานคือแต่งกายชุดดำ ไม่ใช่ขาว-เทา-ดำแบบที่เราเข้าใจ

ในฐานะคนต่างจังหวัด เราก็เพิ่งทราบว่ากรุงเทพมีธรรมเนียมที่แตกต่าง เพราะที่วัดแถวบ้าน หากผู้เสียชีวิตมีอายุใกล้ครบร้อยปี ผู้คนจะแต่งกายสีสันสดใสไปร่วมงานศพเพื่อเป็นการแสดงความเคารพผู้อาวุโสว่าได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่มาได้ถึงหนึ่งศตวรรษ หากแต่งกายดำสนิทแบบคนกรุงเทพในต่างพื้นที่ก็รับรองว่าถูกชาวบ้านมองแน่นอน เรื่องเดรสโค้ดมีความละเอียดอ่อนและแตกต่างไปในแต่ละภูมิภาคจริงๆ เห็นข่าวนี้แล้วยิ่งรู้สึกซาบซึ้งแก่ใจ

-- สร้างภาพจำครั้งที่ 3 ผูกเรื่องนักการเมืองหญิงเข้ากับความไม่รู้งาน ทำงานไม่เป็น เรื่องง่ายๆ ก็ไม่รู้
-- สร้างภาพจำครั้งที่ 2 พรรคนักการเมืองเด็ก ไม่มีสัมมาคารวะ เพราะยังเด็กจึงทำงานไม่เป็นหรอก

เมื่อรวมกับข่าวก่อนเปิดประชุมสภา ว่าด้วยความแตกต่างของเจนเนอเรชั่น ทำให้เกิดการแสดงความคิดเห็นไม่เหมาะสมจากสมาชิกพรรคการเมืองหนึ่ง จนหัวหน้าพรรคต้องออกมาขอโทษแทนคนในพรรคของตน เพราะต้องการแสดงความรับผิดชอบว่าเมื่อคนเราทำผิด ย่อมกล้าที่จะขอโทษ
-- สร้างภาพจำครั้งที่ 3 พรรคนักการเมืองเด็ก ไม่มีสัมมาคารวะ เพราะยังเด็กจึงทำงานไม่เป็นหรอก



Q: ทำไมจึงคิดว่า ภาพจำ 3 ครั้งมีผลอะไรมากมาย?
A: เพราะคนเราจะตัดสินใจซื้อสินค้า บริการ ไอเดียใดๆ ก็ตาม อย่างน้อยเราต้องเห็นมัน 3 ครั้งจากแหล่งข้อมูลที่แตกต่างกัน มันมีผลทางจิตวิทยา และจิตวิทยามีผลต่อพฤติกรรม


ภาพจำนักการเมืองหญิง ไม่ใช่กระทบแค่คุณ C คนเดียว แต่มันกระทบนักการเมืองหญิงทุกคนที่อายุต่ำกว่า 40 ปีทั้งหมดในสภาจากทุกพรรค เพราะข่าวสร้างภาพจำต่อเนื่องได้ครบ 3 ครั้งแล้ว หากไม่ใช่วิจารณญาณในการเสพย์ข่าว เท่านี้ก็เพียงพอที่จะแปะป้ายนักการเมืองหญิงคนอื่นรายใหม่ที่จะก้าวเข้ามาเล่นการเมืองในสมัยถัดๆ ไปได้แล้ว ทันทีที่พูดถึงนักการเมืองหญิง จะถูกแปะป้ายอัตโนมัติคือ 1. สวยไหม 2. ผู้หญิงทำอะไรไม่เป็นหรอก

เช่นกันกับกรณีพรรคการเมืองที่มีสมาชิกพรรคอายุน้อย เกิดภาพจำครบ 3 ครั้งแล้ว เท่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็เพียงพอจะทำให้คนเกิดภาพจำในแง่ลบไปแล้วเรียบร้อย สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ ทางพรรคจะใช้วิธีนี้ไหนในการสร้างความเชื่อมั่นและเรียกภาพลักษณ์ของพรรคให้กลับคืนมา นี่ทำให้เรานึกถึงโจทย์คลาสสิคของธุรกิจครอบครัวเลย คือ พ่อเป็นเจ้าของกิจการ กับลูกที่เพิ่งเรียนจบทำงานมาไม่กี่ปี คิดเห็นไม่ตรงกัน ธุรกิจนี้ควรทำอย่างไร จะทำอย่างไรให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ ทว่า นี่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายกว่าธุรกิจ เพราะนี่คืออนาคตของประเทศหนึ่ง



รายงานข่าวและกระแสในโลกออนไลน์ตอนนี้อาจมุ่งโจมตีคุณ C หรือสะท้อนกลับไปหาคุณ A ก็ตามแต่ มันไม่ใช่เรื่องการโจมตีที่ตัวบุคคลแบบที่เราเห็นอยู่หรอก มันไม่ใช่แค่เรื่องส.ส.หญิง แต่มันยังหมายถึงคนรุ่นถัดๆ ไปที่จะเดินเข้ามาเล่นการเมืองด้วย

การที่ใครสักคนเล่นการเมือง แปลว่า เขาคนนั้นเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน

ถ้าทำให้คนรู้สึกว่าการเมืองเป็นเรื่องสกปรก จุกจิก ยาก ระเบียบพิธีการเยอะ ก็เหมือนสร้างกำแพงใหญ่ๆ กางกั้นไว้ไม่ให้คนหน้าใหม่เดินเข้ามาง่ายๆ ว่าแล้วก็เรียกลูกหลาน ญาติพี่น้อง คนรับใช้ของตัวเองให้เดินเข้าสู่วงการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อที่ว่าตัวเองและพรรคพวกจะได้ครอบงำประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่งต่อไปตราบนานเท่านาน



3

สิ่งที่เราเรียนรู้จากกรณีข่าว ส.ส. หญิงในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาคือเรื่องการวางตัวที่เหมาะสม

ลองนึกภาพออฟฟิศแห่งหนึ่ง โดยออฟฟิศแห่งนี้ใช้วิธีสร้างทีม 2 ทีมขึ้นมาแล้วให้เสนอโปรเจ็คแข่งกัน ทีมไหนเสนอไอเดียชนะ จะได้สิทธิ์ในการทำโปรเจ็คนั้น ได้ลูกค้าและงบประมาณไปดำเนินงาน โดยในออฟฟิศนี้ มีทีมคุณ A กับอีกทีมหนึ่ง โดยอีกทีมนี้ เพิ่งจะได้พนักงานใหม่แกะกล่องเข้ามาทำงาน ซึ่งก็คือคุณ C

พอเริ่มประชุม สองทีมนำเสนอไอเดียจนเสร็จ ปิดประชุม เลิกงาน ผู้คนแยกย้ายกลับบ้านตัวเองไป

คุณ A ก็ไลฟ์ลงเฟสบุค ระบายความอัดอั้นตันใจที่มีต่อน้องใหม่ทีมตรงข้ามที่เพิ่งเข้ามาทำงาน แถมวันต่อมา และวันต่อๆ มาก็ยังมีไลฟ์ภาคต่อออกมาได้อีกเรื่อยๆ

จากโจทย์ข้างต้น หากคุณเป็นรุ่นพี่ในองค์กร และพบว่าพนักงานใหม่ทำตัวไม่เหมาะสมในที่ประชุม คุณในฐานะรุ่นพี่ จะทำอย่างไร?

ก.) เข้าไปกระซิบบอกหัวหน้าทีมของคุณ C เพื่อเขาจะได้นำไปปรับปรุงแก้ไขในทีม เพราะไม่ว่าจะทีมเขาหรือทีมเรา เราก็คือองค์กรเดียวกัน

ข.) เข้าไปกระซิบบอกคุณ C เองโดยตรง เป็นการแสดงเจตนาดีและบริสุทธ์ของตนเองในฐานะรุ่นพี่ และถือเป็นการแนะนำรุ่นน้อง ทุกคนจะได้เดินหน้าทำเพื่อเป้าหมายหลักขององค์กร ซึ่งก็คือพัฒนาองค์กรของเราให้ทัดเทียมองค์กรเพื่อนบ้าน ลูกค้าขององค์กรจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ค.) ไม่บอก ไม่ทำอะไรทั้งนั้น ทำตัวไม่เหมาะสมก็เรื่องของเธอ เพราะเรามันคนละทีมกัน เป้าหมายหลักขององค์กรเหรอ ไม่สนใจหรอก ไม่ใช่เรื่องของฉัน

ง.) ขึ้นรถ กลับบ้าน โพสต์ข้อความลงโซเชียลมีเดีย ระบายความอัดอั้นตันใจ “เด็กสมัยนี้เนียะนะ...”


ความจริง คำว่า “น้องใหม่” กับ “รุ่นพี่” เป็นคำที่น่าสนใจดี ไม่ใช่แค่ในสภา แต่เป็นกับองค์กรทั่วไปด้วย

ตอนเป็นน้องใหม่ในองค์กรทั่วไป คุณถูกคาดหวังว่าจะเป็นงานและทำงานได้เลยทันทีที่เริ่มงานภายใน 1-2 สัปดาห์(บริษัทเล็ก) หรือ 3-6 เดือน(บริษัทที่มีระเบียบวิธีทำงานและมีหลักสูตรอบรมพนักงานชัดเจน) หรือถ้าเป็นพนักงานเข้าใหม่ในตำแหน่งบริหาร คุณต้องทำผลงานได้เลยทันทีภายใน 1-3 เดือน

สำหรับคนที่เข้าทำงานมาก่อน ย่อมมีความคาดหวังว่าน้องใหม่ควรทำอะไรได้บ้าง ภายในระยะเวลา 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน

เช่นกัน ทุกคนคงจดจำความรู้สึกตอนตัวเองเป็นน้องใหม่ได้ดี ว่ารุ่นพี่คนไหนใจดี รุ่นพี่คนไหนช่างเมาท์ รุ่นพี่คนไหนเป็นงานและสอนงานเป็น คนเป็นน้องใหม่ย่อมรับรู้สิ่งเหล่านั้นได้

และความเป็นน้องใหม่จะคงอยู่แค่ระยะเวลาช่วงสั้นๆ เท่านั้น เว้นแต่คุณจะย้ายงานบ่อย แต่พอผ่านช่วงเวลาสั้นๆ ของการเป็นน้องใหม่นั้นมาแล้ว เราก็จะกลายเป็นรุ่นพี่ของคนรุ่นถัดไป เราย่อมเรียนรู้จากคนที่มาก่อนหน้าว่ารุ่นพี่แบบไหนที่เราอยากเป็นหรือไม่อยากเป็น เพราะสุดท้ายแล้ว องค์กรไม่ได้วัดผลที่ระยะเวลาว่าใครทำงานมากี่ปี แต่วัดจาก KPI กับผลงานที่สามารถทำได้ตามกำหนดระยะเวลา

แน่นอน เพราะคนทำมาก่อนย่อมมีประสบการณ์มากกว่า นั่นทำให้ผลงานที่คาดหวังจากผู้อยู่มาก่อนสูงตามเช่นกัน

ด้วยความไม่ค่อยรู้เรื่องการเมืองสักเท่าไร เราไม่รู้จริงๆ ว่านักการเมืองมีการประเมิน KPI วัดประสิทธิภาพประสิทธิผลในการทำงาน หรือประเมิน 360 องศารึเปล่า ถ้ามีสื่อเจ้าไหน หยิบมารายงานบ้างก็ดีคงดีเหมือนกัน



4

ตอนเห็นข่าวแล้วได้ดูคลิปคุณ A ครั้งแรกเราอึ้งไปเลยค่ะ 
ลองคิดภาพว่าถ้าคุณ A คือลูกค้าที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสินค้าหรือบริการที่เราดูแลอยู่
ถ้าเป็นเรา เราควรทำอย่างไรกับสถานการณ์นี้ดี 

...ไม่ง่ายเลยนะคะ

ดูข่าวนี้แล้วทำให้เรานึกถึงคุณ Leila Janah (ไลลา จานาห์) ผู้ประกอบการเพื่อสังคม Samasource และ LXMI ภารกิจของเธอคือขจัดปัญหาความยากจนในประเทศโลกที่ 3 ด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อก่อให้เกิดการจ้างงาน

แนวคิดของคุณไลลาคือ การแก้ปัญหาความยากจนแบบเดิม เช่นการมอบเงิน บริจาคสิ่งของ หรือเลี้ยงอาหารกลางวัน ไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนได้ เพราะการมอบสิ่งของแบบนั้นไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่เราแค่เอาของไปให้คนที่ไม่มีเท่านั้น 

เธอเชื่อว่า การแก้ไขปัญหาความยากจนที่ยั่งยืนคือการสร้างงาน คนจนไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีความสามารถ แต่เขาไม่มีโอกาสในการทำงาน หากเขามีงานทำ เขาก็จะมีรายได้ เมื่อมีรายได้ เขาก็จะสามารถเลี้ยงปากท้องตนเองและครอบครัวได้ รู้สึกว่าตนเองมีค่าขึ้นมา ไม่ใช่คอยแต่แบมือรอรับของบริจาค รอรับความช่วยเหลือจากใคร

หนึ่งในบริการที่คุณไลลาทำขึ้นมาคือ บริการจัดหางานให้แก่ชาวแอฟริกันที่เป็นผู้อพยพในอเมริกา แทนที่จะมีชีวิตอยู่ด้วยเงินช่วยเหลือต่ำกว่า 2 ดอลล่าร์ต่อวัน ถ้าสามารถหางานให้เขาทำได้ เช่น เป็นช่างไม้ เย็บผ้า ทอผ้า ซึ่งเป็นทักษะที่คนอเมริกันยุคปัจจุบันไม่มีแล้ว แต่มีคนยินดีจ่ายเพราะต้องการทักษะงานทำมือเหล่านี้อยู่มากมาย ผู้อพยพเหล่านี้สามารถสร้างรายได้ต่อชั่วโมง เริ่มต้นที่ 50 เหรียญ

คุณไลลาก็ทำโปรเจ็คนี้ขึ้นมาด้วยเงินทุนของตนเอง ซึ่งร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ ไม่มีรายได้ทางอื่นเข้ามา ไม่มีบ้านอยู่ ต้องอาศัยการนอนพื้นในอพาร์ตเมนต์ของแฟนเก่า วันๆ ก็ทำแต่งานเพื่อสังคม วิ่งเต้นเพื่อให้มีคนมาสปอนเซอร์ไอเดียดังกล่าว เพื่อที่ว่าผู้อพยพจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เธอได้รับโอกาสให้ไปออกรายการโทรทัศน์ออนไลน์รายการหนึ่ง สิ่งที่คาดหวังว่าจะได้รับกลับมาคือเงินบริจาคสักก้อน เพื่อจะได้นำไปพัฒนาระบบตัวนี้ให้ดีขึ้น เสถียรขึ้น เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือ มีคนเขียนอีเมล์มาด่า

โจ จากรัฐโอไฮโอ เขียนอีเมล์เข้ามาต่อว่าเธอกำลังทำลายระบบการจ้างงานของอเมริกา ประเทศนี้จะล่มสลายก็เพราะคนอย่างเธอ เนื้อหาในอีเมล์ด่าทอเสียๆ หายๆ ยาวเหยียด

ลองนึกสภาพคนตั้งใจทำงาน เหนื่อยก็เหนื่อย และก็ไม่ใช่จะได้เงิน ใจก็คาดหวังว่าไปออกโทรทัศน์ น่าจะทำให้ได้ผลตอบรับดีๆ กลับคืนมา ผลคือ ได้รับอีเมล์ข้อความแย่ๆ แบบนั้น

คุณไลลาพิมพ์อีเมล์แสดงความไม่พอใจรุนแรงขึ้นมาทันที แต่ก่อนจะคลิกส่งข้อความ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในหัว มันคือคำแนะนำสมัยเธอทำงานเป็นที่ปรึกษาธุรกิจ คำแนะนำที่ว่า “ถ้าจะส่งสารเนื้อหาไม่ดีใดๆ ก็ตามออกไป ยั้งมือไว้ ไปนอนหลับก่อนสักตื่น แล้วค่อยลุกมาตัดสินใจใหม่”

เช้าวันต่อมา คุณไลลาบอกว่าดีใจมากจริงๆ ที่ไม่กดส่งอีเมล์ฉบับนั้นไปเมื่อคืน อะไรสักอย่างดลใจให้เธอลองเสิร์ชหาข้อมูล “อัตราการว่างงานในรัฐโอไฮโอ” และก็พบว่ารัฐนี้ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้คนส่วนมากไม่มีงานทำ

เธอลองนึกภาพโจ ตอนที่เขียนอีเมล์ฉบับนี้ขึ้นมา และพบว่า เขาอาจจะโกรธเพราะตัวเองเพิ่งตกงาน อาจไม่มีเงินจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลภรรยาที่ป่วยเป็นมะเร็ง หรืออะไรทำนองนั้น

พอคิดได้แบบนั้น เธอจึงเขียนอีเมล์ฉบับใหม่ บอกว่า

“โจ ขอบคุณมากสำหรับอีเมล์ ฉันอยากรับฟังความคิดเห็นของคุณ เผื่อว่าเราจะสามารถทำอะไรบางอย่างได้กับสถานการณ์การจ้างงานในรัฐโอไฮโอ” แล้วก็กดส่งข้อความนี้ออกไป

โจตอบกลับมาด้วยคำพูดสุภาพมากๆ ว่า “ผมขอโทษ ผมรู้ว่าอีเมล์ฉบับก่อนหน้านี้มันแย่มาก ผมกำลังโกรธที่ต้องตกงาน พอมาเจอคุณในทีวีว่าจะช่วยเหลือผู้อพยพให้มีงานทำ ในขณะที่ตัวเองไม่มีงาน ผมหยุดตัวเองไม่ได้จริงๆ”

และจากความเห็นที่โจตอบกลับมา ไลลาก็เลยทำโปรเจ็คช่วยเหลือการจ้างงานให้กับชาวอเมริกันในประเทศขึ้นมาเป็นครั้งแรก เพราะปกติเธอกับทีมของเธอจะทำโครงการแต่ในต่างประเทศ เช่น อินเดีย เคนยา ไนโรบี ในทีมก็มีคนคัดค้านอยู่มาก เพราะอยากให้การทำงานมุ่งไปที่ช่วยเหลือชาวต่างชาติมากกว่า แต่สุดท้าย คุณไลลาก็ทำสำเร็จ และเริ่มต้นที่รัฐโอไฮโอเป็นที่แรก

นี่คือวิธีการเปลี่ยนคอมเมนต์ร้ายกาจให้กลายเป็นโอกาส 
ด้วยการทำความเข้าใจว่าลึกลงไป ผู้พูดต้องการอะไรกันแน่



5

ครั้งหน้าเวลาดูข่าว ลองมองลึกลงไปกว่าข่าวที่ได้ยิน ตอบตัวเองให้ได้ว่า News Intent คืออะไร มองให้ลึกกว่าภาพและเสียงของผู้ประกาศข่าว ถามตัวเองว่า เจตนาที่แท้ของข่าวนี้อยู่ตรงไหน

พอเห็นแบบนั้นแล้ว น้ำเสียงเกรี้ยวกราดของคุณ A กับพฤติกรรมช่างฟ้องของคุณ B เราจะรู้สึกเห็นใจพวกเขาขึ้นมากเลย เพราะในฐานะหมากตัวหนึ่งที่ต้องเปลืองตัวมากขนาดนี้ พวกเขาได้แสดงให้เห็นว่าต้องพยายามมากขนาดไหนในการเลี้ยงปากท้องดูแลครอบครัวของตนเอง ควรต้องเห็นใจพวกเขาให้มาก เพราะจากสีหน้าของคนทั้งคู่ แค่ค่าวิตามินบำรุงและค่ายาที่ช่วยให้นอนหลับได้ในยามค่ำคืนก็คงมีมูลค่าหลายสตางค์อยู่

Angry people cannot create a peaceful planet. 
คนขี้โมโหสร้างโลกให้มีสันติสุขไม่ได้

คือ คำพูดของ Marianne Williamson นักเขียนหญิงคนดังที่ตอนนี้กำลังลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในสมัยหน้าอยู่ค่ะ 

ในขณะที่ข่าวสารในประเทศเราเป็นแบบนี้ ประเทศอื่นๆ ก็กำลังเดินไปข้างหน้าเหมือนกัน


มีคำโบราณที่ว่า ดูละครแล้วให้ย้อนดูตัว
เราว่า ด้วยการเมืองไทย พ.ศ. นี้ ก็พอจะดูการเมือง แล้วย้อนดูตัวได้เหมือนกัน

แล้วคุณเรียนรู้อะไรจากข่าวการเมืองวันนี้คะ?



nananatte
12.06.2019

ป.ล. ถ้าอาทิตย์หน้าเรามาโพสต์ไม่ได้ ก็เป็นที่รู้กันเนอะว่าเราหายไปไหน เหอๆๆ

ป.ล. 2 โพสต์นี้ทำเป็น podcast แล้ว ใครสนใจตามไปฟัง sit down and write podcast ได้ที่ apple podcasts, google podcasts, spotify, podbean และ CastBox ค่ะ (^___^)v
SHARE
Written in this book
what i've learned this year...
บันทึกข้อคิดจิปาถะที่เราค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด
Writer
nananatte
storyteller
คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตเรียบๆ ในเมืองเล็กๆ ชอบแมว เครื่องเขียน และอเมริกาโน จัด sit down and write podcast รีวิวหนังสือใน goodreads เขียนโพสต์ใน storylog และลงนิยายใน fictionlog กับ readawrite

Comments

Takaing_Doa
4 months ago
ว้าาาาเธอรู้ทันอ่ะ ไม่ชอบเลย ประชากรแบบนี้ควบคุมยาก 
ปอลิง อยากกินอะไรเป็นพิเศษบอกไว้ได้ค่ะ
Reply
nananatte
4 months ago
ไว้แวะมาเยี่ยมเก๊าด้วยนะ 555 
koonhuathung
4 months ago
ถึงเป็นเรื่องที่ดูเข้าใจยากแต่ก็อ่านได้เพลินมากๆ
Reply
nananatte
4 months ago
ขอบคุณค่า ถ้าสัปดาห์หน้าเราหายไปก็อย่างที่รู้ๆ กันนะคะ งื้อออ... 
koonhuathung
4 months ago
เราจะส่งfood pandaไปหานะคะ55
nananatte
4 months ago
โปรดเมตตาเก๊าด้วย 555
Intricacy
4 months ago
คนขี้โมโหสร้างโลกให้มีสันติสุขไม่ได้ อย่างคม
Reply
nananatte
4 months ago
ตอนอ่านเจอประโยคนี้ รู้สึกตรงกับสถานการณ์บ้านเมืองมากมายค่ะ
ManyMilds
4 months ago
คุณนัทต้องกลับมาน้า55555 เป็นกำลังใจให้ค่ะ
Reply
nananatte
4 months ago
เมื่อกี้ตอนโพสต์เสร็จ เน็ทตัดทันทีด้วยแหล่ะ น่ากลัวมาก มีความหลอนจ้ะ 555