ศาสนาพุทธเป็นขันธวาที (Aggregationism)
(สรุปจากการบรรยายของ อ.เสถียร โพธินันทะ)
.
- ศาสนาพุทธนั้นเป็นศาสนาเดียวซึ่งแตกต่างไปจากศาสนาอื่นๆทั้งหมดในโลกในแง่ที่ว่าไม่เชื่อว่ามีตัว “อัตตา” หรือ “โซล” ที่เที่ยงแท้ยืนโรงเป็นเอกเทศ อันเป็นตัวของตัวมันเองไม่เปลี่ยนแปลง คอยเวียนว่ายตายเกิด เช่น ศาสนาเชนหรือพราหมณ์ หรืออาจไม่เวียนว่ายตายเกิดก็ดีตามหลักศาสนาคริสต์ อิสลาม ยิว เป็นต้น แต่เชื่อว่าตัวตนอันเที่ยงแท้นั้นหามีไม่ จะมีก็แต่ธรรมชาติซึ่งมี 5 เหล่า อันได้แก่ รูป 1 และ นามอีก 4 เหล่า รวมกันเป็น 5 เหล่า หรือขันธ์ 5 พระพุทธศาสนาจึงได้ถูกขนานนามจากศาสนาอื่นๆว่า “ขันธวาที” (วาที : -ism) กล่าวคือ ศาสนาที่มีความเชื่อและการบัญญัติว่าด้วยเรื่องขันธ์เท่านั้นที่มาประชุมกันเป็นชีวิตไม่มีตัวตนอื่นใดอีกเที่ยงแท้ยืนโรงเวียนว่ายตายเกิด

- คำว่าขันธ์ มาจากภาษาบาลี (ขัน-ธะ) โดยมีความหมายหลักคือ กอง แท่ง กลุ่ม ก้อน แต่ในคำบางบริบทอาจหมายถึงคุณภาพ (เช่น ศีลขันธ์) หรือ ความมีประมาณใช่น้อย (บุญขันธ์)

- พระพุทธศาสนาถือว่าชีวิตมนุษย์และสัตว์ในปัญจโลกาลภพประกอบด้วยส่วน 5 ส่วน (ขันธ์ 5) ไม่มีตัวอัตตาคอยสิงสถิตอยู่ในชีวิตใดๆ ซึ่ง 5 ส่วนนั้นได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

- ในเชิงจักรวาลวิทยานั้น พระพุทธศาสนาแบ่งสรรพสัตว์ทั้งปวงอยู่ในไตรภูมิคือ กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ แบ่งเป็นพวก ปัญจโลกาลภพ (มนุษย์อยู่ในจำพวกนี้) คือมี ขันธ์ 5 , เอกะโลกาลภพ คือมีแต่รูปขันธ์ และ จตุโลกาลภพ คือ มีแค่ 4 ขันธ์ ไม่มีรูปขันธ์ สิ่งมีชีวิตในสังสารวัฏทั้งหมดเป็นไปเช่นนี้

- ขันธ์ 5 อันแรกคือ “รูป” โดยกินความหมายรวมเอาทั้ง วัตถุ แสง สี เสียง คลื่น พลังงาน เอเนอร์ยี่ ส่วนคำว่าธาตุนั้นที่ว่าพระพุทธศาสนาแบ่งเป็นดิน น้ำ ลม ไฟนั้นไม่ได้ขัดกับทางวิทยาศาสตร์เพียงแต่เป็นการสับสนไขว้เขวของการเอาคำว่า “ธา-ตุ” ในภาษาบาลี มาแทนที่คำว่า element ในภาษาอังกฤษ จึงเกิดการไขว้เขวขึ้น แต่ทั้งนี้ทุกฝ่ายก็ถูกทั้งคู่ในตัวเองและรูปนั้นเปรียบเหมือนภาชนะรองรับขันธ์อื่นๆ

- “เวทนา” คือ ความเสวยอารมณ์ สุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ซึ่งทั้งหมดนี้คือการตื่นเต้นที่จิตใจทั้งนั้นดังนั้นท่านจึงว่าทุกอย่างเป็นทุกข์ ในทุกข์รวบยอดคือสภาวทุกข์อันแปลว่าความทนอยู่ในภาวะเดิมไม่ได้ทั้งปวง เพราะไม่ใช่ภาวะสงบแท้ ท่านเปรียบเหมือนโภชนะ คือตัวข้าวเปล่า

- “สัญญา” คือ ตัวสัมปฤดี ความจำได้หมายรู้ในสรรพสิ่งต่างๆ เช่นว่าจำสีได้ สัญญาขันธ์เปรียบเหมือนพยัญชนะ คือตัวกับข้าว เช่น ปลา หมู เห็ด เป็ด ไก่

- “สังขาร” คือ ความปรุงแต่ง แบ่งเป็น 3 นัยยะ ได้แก่ 1. การปรุงแต่งของนามรูป ซึ่งเกิดจากการปรุงแต่งของเหตุของปัจจัย 2 .ความรู้สึก นึกคิด ปรุงแต่งในจิตใจ 3.สังขารที่มีใจครอง (คน) และ ไม่มีใจครอง (วัตถุ) โดยสังขารเปรียบเหมือนพ่อครัวผู้ทำกับข้าวให้เรากิน

- “วิญญาณ” คือ ธรรมชาติซึ่งรู้ในอารมณ์ (object) คือ ความรู้อารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  แบ่งได้เป็น สามสิ่ง “ภวังควิญญาณ” “ปฏิสนธิวิญญาณ” “วิถีวิญญาณ” และวิญญาณนั้นเปรียบได้ดั่งผู้กินข้าว
SHARE
Writer
Elan_Vital
Wannabe Philosopher
I write in order to console my soul.

Comments