แค่ฟังธรรมอย่างเดียวแล้วได้อะไร?
จาก นกุลปิตาสูตร (เล่ม 17) มีข้อความส่วนหนึ่ง ซึ่งใจมีความว่า “ ดูกรคฤหบดี คือ ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้ มิได้เห็นพระอริยะทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ มิได้รับแนะนำในอริยธรรม มิได้เห็นสัตบุรุษทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ มิได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม ย่อมเห็นขันธ์ 5 โดยความเป็นตนหนึ่ง ย่อมเห็นตนมีขันธ์5หนึ่ง ย่อมเห็นขันธ์5 ในตนหนึ่ง ย่อมเห็นตนในขันธ์5หนึ่ง เป็นผู้ตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า เราเป็นขันธ์5 ขันธ์5ของเรา. เมื่อเขาตั้งอยู่ด้วยความยึดมั่นว่า เราเป็นขันธ์5 ขันธ์5ของเรา ขันธ์5นั้นย่อมแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป เพราะขันธ์5 แปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาสจึงเกิดขึ้น”ปัญญาหรือความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติชีวิตจากการสดับตรับฟังมีบทบาทในการลดและละความทุกข์ที่เกิดขึ้นในวิถีชีวิตของปุถุชนอย่างไร?
 .
       สำหรับปุถุชนเมื่อได้เริ่มก้าวแรกสู่ชีวิตที่ดีในทางทัศนะของพระพุทธศาสนา ก็ย่อมต้องเริ่มจากการสดับ ตรับฟังหลักธรรมจากทางใดทางหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมไทยที่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลักของประเทศแล้ว ผู้คนทั้งหลายก็มีโอกาสจะเข้าถึงคำสอนของพระพุทธศาสนาโดยถ้วนทั่วกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่การสื่อสารเป็นไปโดยทั่วถึงด้วยนี้เอง การสดับ ตรับฟัง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา นั้นหากมีศรัทธาโน้มนำรับฟังคำสอนตามหลักธรรม โดยมีความเชื่อประกอบในเบื้องต้นก่อนว่าพระพุทธเจ้าทรงค้นพบความจริงอันประเสริฐสูงสุด รวมทั้งหนทางมรรคาการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องและประเสริฐ และยอมรับมาเป็นปรัชญาของชีวิตอย่างใหม่ซึ่งเปลี่ยนไปจากปรัชญาชีวิตของปุถุชนอย่างสิ้นเชิงที่คอยแต่แสวงหาวัตถุภายนอก และก็สุดท้ายผิดหวัง เสียใจอยู่ร่ำไป
.
     โดยเมื่อสดับ ตรับฟังหลักธรรมเกี่ยวกับความเป็นจริงและธรรมชาติของชีวิตตามทัศนะของพระพุทธศาสนาแล้ว นั่นคือเป็นปัญญาทางสุตมยปัญญา และจินตามยปัญญานั่นเอง โดยเมื่อฟัง แล้วก็ย่อมมีการนำมาขบคิด ใคร่ครวญในใจ เชื่อมโยง และเกิดเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ๆในการมองโลก และการใช้ชีวิต แม้ว่าจะไม่ใช่วิธีแห่งการดับทุกข์แบบเด็ดขาดสิ้นเชิงก็ตามที แต่ก็จะนำไปสู่การลดและการละความทุกข์ได้อีกทั้งสุตมยปัญญาและจินตามยปัญญา เป็นประตูแรกสู่ชีวิตทางจิตใจทางพระพุทธศาสนา อย่างน้อยก็เป็นการรู้จักลักษณะของพุทธศาสนาเป็นเบื้องต้น ก่อนที่จะไปสู่การปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์หรือภาวนามยปัญญานั่นเอง ดังนั้นเราจึงไม่ควรละเลยความสำคัญของการสดับ ตรับฟัง และใคร่ครวญหลักธรรมเกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิตอย่างเหมาะสม เป็นต้นเช่น หลักธรรมเกี่ยวกับความจริงอันประเสริฐที่สุดของชีวิตหรืออริยสัจ4 ว่าด้วยทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค อาจทำให้ชีวิตที่วกวนสับสนกลับมาตั้งหลักและมองอะไรได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งอีกครั้งถึงความเป็นจริงและสารัตถะแห่งชีวิตว่าชีวิตคือความทุกข์ และต้องเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเป็นจุดตั้งต้นว่าความทุกข์คือปัญหาที่ปุถุชนทุกคนต้องเผชิญ และไม่ใช่สภาพที่ดี ควรหลีกให้พ้นไปเสียถ้าหากมีหนทางที่เป็นไปได้หากจะสามารถดับทุกข์ตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงระดับสิ้นเชิงในที่สุด ,หลักธรรมเกี่ยวกับชีวิตซึ่งจำแนกชีวิตออกเป็น นามรูปประกอบเข้าด้วยกัน และต้องมีอยู่ไปด้วยกันนามก็ต้องอาศัยรูป และรูปก็ต้องอาศัยนามอยู่นั่นเองจึงตั้งอยู่ได้ โดยชีวิตประกอบขึ้นมาจากขันธ์5 ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ และชีวิตย่อมดำเนินไปเป็นวงจรตามหลักปฏิจจสมุปบาท อีกทั้งสรรพสิ่งทั้งปวงที่เป็นของปรุงแต่ง (สังขตธรรม)นั้น ล้วนตกอยู่ในไตรลักษณ์3ทั้งสิ้น กล่าวคือ อนิจจัง(ความไม่เที่ยง สรรพสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงไปในกาลเวลา), ทุกขัง(เป็นทุกข์ บีบคั้น ทนอยู่ในสภาวะเดิมไม่ได้) , อนัตตา(ความไม่มีตัวตน บังคับบัญชาแบบเด็ดขาดไม่ได้ ต้องเป็นไปตามปัจจัยสัมปยุตทั้งหลายที่เกี่ยวเนื่องกัน)
.
   ถ้าหากปุถุชนสดับฟังหลักธรรมชาติชีวิตของพุทธศาสนาดังกล่าวอย่างเข้าใจ ได้ปัญญาทางสุตมยปัญญา และจินตมยปัญญา โดยคร่าวๆแล้ว ความคิด ทัศนคติ และกระบวนทัศน์ที่ปุถุชนนั้นๆมองชีวิตของตนอย่างใหม่จะเกิดขึ้นมานั่นคือ ความเริ่มเห็นถึงความไม่มีตัวตนเที่ยงแท้ของตนเอง (อนัตตา) เพราะทุกอย่างล้วนประกอบขึ้นมา ประชุมเข้าพร้อมกันทั้งรูปและนาม จึงทำให้โลกและชีวิตดำเนินไปได้ มิได้มีวิญญาณ หรือตัวเราแยกต่างหากเป็นแก่นแท้คอยรับรู้สิ่งต่างๆ ชีวิตเป็นเพียงอายตนะ6 กระทบกับอารมณ์ภายนอก จึงเกิดเป็นเรื่องราวขึ้น โดยความจริงทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สืบต่อกัน(สันตติ) ทำให้เห็นเหมือนว่าราวกับว่าเป็นความจริงเดี่ยวๆตั้งอยู่ไม่มีความขาดตอน ทั้งๆที่สรรพสิ่งเกิดๆดับๆด้วยความเร็วสูงทั้งรูปและนาม หากคิดจะคว้าตัวตนเอาไว้ ณ เวลาใดๆก็ไม่ใช่ตัวตนนั้นๆเสียแล้ว แต่เป็นสภาวะอื่นไปแล้ว เพราะมีความเป็นอนิจจังอยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อทราบถึงธรรมชาติของชีวิตอย่างนี้แล้ว ปุถุชนนั้นจากเดิมที่มีความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์5อย่างเหนียวแน่นว่าเป็นตัวตน เป็นตัวเรา ของเรา จากพฤติกรรมแบบอัตโนมัติตามสัญชาติญาณที่ต้องคอยปกป้องเอาไว้ทั้งรูปและนามของตน ย่อมเริ่มปล่อยวางได้ตามลำดับ เพราะเข้าใจในเบื้องต้นคร่าวๆว่าอัตตาตัวตนนั้นไม่มีอยู่ และชีวิตเมื่อแยกทอนลงเป็นส่วนประกอบย่อยๆก็ไม่พบสิ่งที่พอจะเป็นตัวตนได้อยู่เลย นี่คือตัวอย่างซึ่งเป็นการกระทำที่อาจเกิดขึ้นได้จากการรู้หลักการเรื่องอนัตตา เช่น เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงในชีวิตเกิดขึ้น เช่น เสียทรัพย์สิน เกิดเจ็บป่วย สูญเสียคนที่รัก เป็นต้น ก็ย่อมมีสติระลึกขึ้นได้ ว่าทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจังต้องหมุนเวียนไป เป็นอนัตตาไม่อยู่ในการควบคุมสมบูรณ์ของใคร โดยมีปัจจัยเบื้องหลังมากมายกำหนดอยู่สัมปยุตเข้าด้วยกัน 
.
    ในเบื้องต้นนั้นสามารถพูดได้อย่างแน่ใจว่าปัญญาทางการสดับตรับฟัง และใคร่ครวญในใจนั้น อาจช่วยได้เพียงแค่การลดทอนความทุกข์ให้เบาบางลงไปตามลำดับ เช่นจิตใจไม่วูบวาบ หวือหวา ขึ้นๆลงๆอย่างจริงจังไปกับสรรพสิ่งที่มีแต่จะหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไป และดำเนินไปเช่นนี้ของมัน โดยมิได้มีตัวการอะไรคอยดลบันดาลอีกทีหนึ่ง (ในทัศนะของพุทธศาสนา) ขึ้นกับว่าผู้รู้ธรรมนั้นเข้าใจเนื้อความของพุทธธรรมถึงธรรมมากเพียงไร ก็สามารถบรรเทาทุกข์ ลด และ ละความทุกข์ไปได้บางส่วนในเบื้องต้นมากได้เท่านั้น เปรียบว่าสามารถอยู่ในโลกแห่งความทุกข์ได้อย่างราบรื่นขึ้นเท่านั้น ซึ่งกล่าวได้ว่าถึงแม้ขันธ์5จะแปรปรวนไป เป็นต้นว่า เมื่อร่างกายจะร้อน จะหนาว เมื่อร่างกายเจ็บปวด เมื่อมีความรู้สึกที่เป็นทุกขเวทนาเข้ามากระทบจิตใจ ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถทำใจต่อความทุกข์ได้แตกต่างกันไป ผู้รู้ธรรมก็ย่อมไม่เศร้าโศกไปด้วยเลยไม่ว่ากายและใจจะเป็นทุกข์ (แต่ในกรณีนี้เป็นเพียงการลดทอนความทุกข์บางส่วน เพราะเป็นเพียงปัญญาจากการฟังและคิดในใจ) ซึ่งหากผู้ศึกษาสดับธรรมนั้นรู้ถึงกลไกเพียงส่วนหนึ่งของปฏิจจสมุป-บาทคือในส่วนของ ตัวเวทนาซึ่งมีทั้งความรู้สึกสุขและทุกข์ ทั้งทางกายและใจ ที่จะส่งต่อไปยังส่วนของตัณหาต่อไป ถ้าหากในเบื้องต้นเราเพียงรับรู้แต่แบบบริสุทธิ์ไม่ไปปรุงแต่งต่อให้เป็นเรื่องของการสนองตัณหาทั้ง3ประการ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการละอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่นในตัวเรา ของเรา ให้ค่อยๆจางหายไป ซึ่งกล่าวตามหลักธรรมแล้ว “อุปาทานขันธ์5 คือตัวทุกข์” นั่นคือขันธ์5ที่ประกอบด้วยความยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ว่าเป็นตัวตนของเรา เป็นของเรา จะทำให้ก่อให้เกิดทุกข์ขึ้นมา คล้ายๆว่าเป็นการสร้างตัวตนที่ไม่มีอยู่จริง แต่เราคิดว่ามีตัวเรา มีของเรา ไปขวางกั้นกระแสการเปลี่ยนแปลงแบบฝืนทื่อๆ ผลก็คือความทุกข์ยาก เครียด คับแค้นใจ เศร้าโศกตามมาอย่างแน่นอน 
.
   ปุถุชนนั้นเมื่อเข้าใจแบบชัดเจนแล้วว่าชีวิตนั้นเป็นไปด้วยแรงขับจากตัณหาภายในทั้ง3ประการมากกว่าที่จะขับเคลื่อนด้วยสติปัญญาและเหตุผลเสียอีก แต่เราไม่ค่อยสังเกตเห็นกัน ดังนั้นเมื่อเข้าใจหลักพุทธธรรมดังนี้แล้ว ย่อมเริ่มเห็นถึงความเป็นอนัตตาของชีวิตมากเข้าไปอีก โดยเห็นว่าความต้องการทั้งหลายทั้งปวงที่คอยเชิดให้เราขวนขวาย ไขว่คว้าสิ่งทั้งหลายอย่างเกินความต้องการจริงๆของชีวิต ก็เป็นเรื่องที่ไม่เป็นตัวตน กล่าวคือ เพราะมีตัณหาคอยกระตุ้นอีกทีหนึ่งเราจึงขวนขวาย ดิ้นรน เพื่อสิ่งต่างๆ แต่ตัวตนของเราที่ต้องการสิ่งต่างๆโดยตัวเองจริงๆนั้นไม่มี ดังนั้นหากรู้จักเปลี่ยนทัศนคติอย่างใหม่ ค่อยๆลดความตัณหาอันเป็นตัวสมุทัยของความทุกข์ เริ่มตั้งแต่ระดับง่ายๆเช่นความอยากได้วัตถุต่างๆให้ไม่น้อยหน้าคนอื่นๆในสังคม แล้วมาขวนขวายหาเอาเฉพาะสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ร่างกายดำรงอยู่ได้เท่านั้น เช่นปัจจัย4 เป็นต้น ส่วนที่เป็นความต้องการส่วนเกินไปจากปัจจัย4นั้นก็ต้องแล้วแต่ว่าจะละได้แค่ไหนในเบื้องต้น เมื่อได้รับปัญญาจากการสดับฟังธรรมและคิด ดังนี้ก็จะลดภาระไปได้มาก และกลับกลายเป็นการลดความทุกข์และเพิ่มความสุขอีกด้วย เนื่องจากชีวิตเรียบง่ายขึ้นและมีภาระน้อยลงเรื่อยๆทุกที ซึ่งแตกต่างไปจากการพยายามดิ้นรนหาความสุขทางวัตถุและกามสุขซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น และสุดท้ายอาจเป็นการขมวดปมปัญหาความทุกข์ในชีวิตให้ซับซ้อนยิ่งๆขึ้นไปอีก นับว่ากลายเป็นพอกพูนความซับซ้อนของปัญหาเข้าไปเรื่อยๆอีก หากกระทำตนเป็นผู้มักน้อยลงกว่าเดิมเพราะอิงอาศัยกับหลักอนัตตา และเกิดการปล่อยวางด้วยปัญญาว่าทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่มาสัมปยุตกันเท่านั้น (ซึ่งไม่ใช่ปล่อยปละละเลยชีวิตแบบไร้ปัญญา เช่น หิวแล้วไม่กินอาหารให้ตัวเองนั่งทนทุกข์เปล่าๆ ,บ้านชำรุดแล้วซ่อมได้แต่ไม่ซ่อม เป็นต้น) ส่งผลให้ชีวิตก็จะราบรื่นและแจ่มใสขึ้น กลมกลืนความเป็นไปอันสัมพันธ์เนื่องกับกระแสของธรรมชาติ ไม่มีอัตตาที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเองไปขวางกระแสธรรมชาติแบบทื่อๆ แต่ทั้งนี้วิธีการปล่อยวางที่กล่าวมาทั้งหมดก็มิใช่ว่าเป็นการปล่อยปละละเลยไม่สนใจชีวิต เหมือนเอาชีวิตไปทิ้งขว้างเปล่าๆ แต่กลับเป็นการใช้ชีวิตด้วยปัญญาอย่างยิ่งตามหลักพระพุทธศาสนานั่นเอง ซึ่งผลที่ได้ก็คือความทุกข์ที่ลดลงตามลำดับอย่างแท้จริง อีกทั้งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการนำไปสู่การละทุกข์ในระดับที่ยิ่งๆขึ้นไป เช่น ภาวนามยปัญญาผ่านการปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนาที่ชี้แจงเอาไว้อย่างละเอียด จนถึงสภาวะดับทุกข์สิ้นเชิงในที่สุด






SHARE
Writer
Elan_Vital
A Happy Pessimist
I write in order to console my soul.

Comments