พ่อค้าผจญภัย: แบรนด์ไม่ใช่สาเหตุ
พ่อค้าเปียกน้ำ
หลังจากที่หนีจากการถูกขูดรีดจนหมดตัวได้แล้ว 

ผมที่กระโดดลงมาจากเรือไอ้เฉยเมยเฮงซวยที่บริการหลังการขายยอดแย่นั้นได้แล้ว 

ตอนนี้ผมขึ้นมาจากน้ำ
คลานขึ้นมาไม่ต่างจากตัวเ.... 
เสื้อผ้าชุดทะเลทรายของผมเมื่อมันเปียกน้ำแล้วจะหนักมากๆ 

ผมควรจะเปลี่ยนชุดเดินทางได้แล้ว 
แต่ติดตรงที่ไม่มีเงินเพราะเงินที่ติดตัวเจ้า A-mo นั้นมีไว้ใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น คงต้องใช้ชุดนี้ไปอีกสักพัก

เจ้าอูฐ A-mo จะวิ่งไวเสมอเมื่อมีภัยสินะ ฝีเท้าการหลบหนีเมื่อครู่นี้ไม่ธรรมดาจริงๆ

ตอนนี้ผมคงต้องรอให้ชุดแห้งก่อนถึงจะเดินทางต่อไปได้





บ่ายของวันสีฟ้า
ชุดของผมเริ่มแห้งแล้ว
ทรัพย์สมบัตรของพ่อค้าผจญภัยตอนนี้มีแค่ อูฐหนึ่งตัว ข้าวสารครึ่งกระสอบ และเงินอีกนิดหน่อย ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในเมืองภาษีแพงกว่าสินค้าเงินนี้จะพอใช้กี่วัน

ผมเริ่มเดินทางต่อ 


หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นผมก็ถึงจุดหมายจนได้ 

เมืองภาษีแพงกว่าสินค้า

แค่การเข้าเมืองผมก็เสียเหรียญเงินจำนวนหนึ่งเหรียญค่านำอูฐเข้า 

ตอนแรกที่ด่านตรวจพ่อค้าเข้าเมือง เขาต้องการเก็บภาษีค่านำเข้าข้าวของผมด้วย 

แต่ดีนะที่มันจำนวนไม่ถึงกระสอบ จึงถือเป็นเสบียงในการเดินทาง

เมืองภาษีแพงกว่าสินค้าเป็นเมืองที่ใหญ่มาก ดูหรูที่สุดในทุกเมืองที่ผมเดินทางผ่านมายกเว้นบ้านเกิดของผม 

ท่าน้ำที่มีเรือลำใหญ่เข้ามาอย่างไม่ขาดสาย รถม้าและม้าที่ดูมีราคาต่างจากเจ้า A-mo ตัวข้างๆนี่จริงๆ (เหมือนมันรู้ว่าผมเอามันไปเปรียบเทียบ เมื่อกี้มันเดินชนตัวผม) 

มีตึกที่สูงเสียดฟ้า บ้านเมืองสวยงามเป็นระเบียบ แม้พื้นถนนจะไม่ค่อยดีเท่าไรก็เถอะ 

ผู้คนในเมืองนี้แต่งตัวหลากหลาย แสดงให้เห็นว่ามีการผสมผสานหลายวัฒนธรรม 

แต่สิ่งที่ดูและสะดุดตาที่สุดก็คงเป็น
พีระมิด

พีระมิดที่สูงใหญ่และดึงดูดสายตาให้จ้องมอง

ผมเองก็อยากรู้ว่ามันเอาไว้ทำอะไรนะแต่คงยังไม่ใช่ตอนนี้
เพราะว่าตอนนี้ได้เวลาที่พ่อค้าเร่จะสำรวจตลาดแล้ว

ตลาดที่นี้สินค้าทุกอย่างแพงมากกกกก แพงเสียทุกอย่างเลย

ผู้คนที่นี่คาดหวังกำไรสูงหรอ ?

หรือว่ามีเหตุอย่างอื่น ?

ผมเป็นพ่อค้าเองก็เข้าใจว่าพ่อค้าทุกคนต้องการกำไร 

แต่ราคาที่เห็นตรงหน้านี้ก็แพงเกินไป

ข้าวที่ผมรับมาจากเมืองตลาดสองสี ราคาถูกกว่าที่นี่สองเท่าตัว 

ทั้งที่ของราคาแพงเหล่านี้อยู่ในตลาดขายสินค้าทั่วไป สินค้าที่ไม่มีแบรนด์

แบรนด์คืออะไร ?

จะขอเท้าความถึงต้นกำเนิดเริ่มต้นที่ทำให้ราคาของสินค้าที่มีแบรนด์ราคาแพง

ให้มองว่ากำไรคือค่าจ้างในการทำงานของพ่อค้า 


คนงานใช้แรงเพื่อแลกเงิน
การใช้แรงไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง 
ไม่ต้องใช้เงินลงทุน เพราะใช้แรงมาเป็นทุนแลกเงิน 

ต่างจากผู้ประกอบการหรือพ่อค้าเนื่องจากพวกเราต้องลงทุน ถ้าลงทุนไปแล้วขายเท่าทุน ก็เท่ากับมีเงินเท่าเดิม แล้วเราจะลงทุนไปเพื่ออะไร ?

การกำหนดราคาของสินค้า จึงมาจาก
ทุน+กำไรที่คาดหวัง
ถ้าหากสินค้าที่เราถือครอง มีเราเพียงผู้เดียวที่มีมันแล้วสินค้านั้นเป็นที่ต้องการ เราจะคาดหวังกำไรเท่าไรก็ได้ คิดเป็นเท่าตัวของต้นทุนก็ยังไม่ใช่ปัญหา เพราะเราคือเจ้าตลาด

แต่ทุกวันนี้มีพ่อค้าเกิดขึ้นมากมาย 
สินค้าหนึ่งชนิดก็ไม่ได้มีเราคนเดียวที่ขาย ถ้าเราคาดหวังกำไรสูง ราคาสินค้าที่สูงเกินไปก็ไม่มีลูกค้าคนไหนอยากซื้อ 

เมื่อมีคู่แข่งในการขาย 
พ่อค้าสองคนที่ขายสินค้าชนิดเดียวกันหน้าตาเหมือนกันทุกระเบียบนิ้ว แถมตั้งอยู่ในตลาดเดียวกันอีก

แน่นอนว่าพ่อค้าทุกคนอยากได้กำไร และก็อยากขายสินค้าได้ด้วยเช่นกัน
ถ้าขายเน้นปริมาณก็ลดราคาลงต่ำกว่าคู่แข่งก็ขายได้แล้ว

...เราทำเช่นนั้นได้คู่แข่งก็ทำได้เช่นกัน หั่นราคาสู้กันสุดท้ายก็แทบจะไม่เหลือกำไร ยอดขายจำนวนสินค้าชนะแต่กลับแพ้ด้านกำไร ...สรุปแล้วคุณขายเอาทุนหรือขายเอากำไรกันแน่ ?


ฉะนั้นพ่อค้ายุคเก่าถ้าหากขายสินค้าชนิดเดียวกันอยู่ในตลาดเดียวกัน ก็จะกำหนดราคากลางร่วมกัน ลูกค้าที่เดินตลาดถ้าต้องการสินค้านี้ ไม่ว่าจะไปร้านไหน ก็ต้องราคานี้เท่านั้น

แม้บางทีอาจจะมีแอบลดราคาให้เหรียญสองเหรียญ แต่ถ้าไม่ใช่ทุกครั้ง มันก็ไม่ดูน่าเกลียด

วันเวลาผ่านไปกำเนิดพ่อค้ายุคกลางขึ้นพอค้ายุคกลางมีเล่ห์เหลี่ยม ต้องการกำไรมากขึ้น 

แต่ว่าเขาต้องขายราคาเดิม เขาพยายามหาทางที่จะได้กำไรมากขึ้น จนในที่สุดเขาก็ได้ทางออกของเขาเองนั้นคือการทำให้ต้นทุนถูกลง 

เมื่อต้นทุนถูกลง แต่ขายราคาเดิมเขาก็จะได้กำไรมากกว่าร้านที่มีต้นทุนสูง เขาเลือกการรับของถูกมาขาย

แต่ความโลภของพ่อค้าไม่มีที่สิ้นสุด
ทุกคืนที่พ่อค้านอนหลับเขาจะฝันถึงกำไรที่หอมหวาน 

พ่อค้าจอมหมกมุ่นเฝ้าสังเกตการณ์ บันทึกการเคลื่อนไหวและพฤติกรรมการซื้อของลูกค้า จนพบว่าพ่อค้าร้านที่ปากหมาจะมีลูกค้าน้อยกว่าร้านที่พูดจาไพเราะและนอบน้อมต่อลูกค้า
ไม่ว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อก็ตาม

จึงทำให้พ่อค้าจอมโลภได้กลายเป็นศาสดาของการขายผู้คิดค้นคำว่า บริการการขาย 

บริการ กายเป็นหัวใจสำคัญในการขายสินค้า 
บริการก่อนการขายทำให้ลูกค้าอยากซื้อ บริการหลังการขายทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ 

เกิดวัฐจักรการขายที่ไม่มีสิ้นสุดเกิดขึ้น 

แต่ถึงอย่างนั้นแล้วเขาก็ยังไม่พอใจ

เขาต้องการกำไรที่มากขึ้นไปอีก
ร้านค้าของเขามีลูกค้ามากมาย ลูกค้าที่ประทับใจในบริการและสินค้า ลูกค้าตัวน้อยๆที่ได้รับการบริการอย่างดีนั้นหารู้ไหมว่ากำลังถูกผู้ให้บริการนำผ้ามาปิดตา

การที่ลูกค้าไม่ยอมไปดูที่ร้านอื่นเลย นั้นทำให้ลูกค้าเสียสิทธิเริ่มต้นที่ในการเลือกซื้อ 

ลูกค้าตัวน้อยๆไม่ยอมเช็คราคาตลาดและไม่ได้คิดว่ามันควรจะราคาเท่าไร แค่เห็นว่ามาจากร้านที่เขาเข้าประจำจะราคาเท่าไรเขาก็ยอมซื้อ

นั้นจึงเป็นโอกาสให้พ่อค้าจอมโลภคนเดิมเพิ่มเติมคือความโลภ เกิดไอเดีย

ในเมื่อลูกค้าเลือกเขา ทำไมเขาต้องขายราคาเท่ากับคนอื่น 
เขาปลดข้อจำกัดเรื่องราคาตลาดกลางออกได้ 

ฉวยโอกาสกำหนดราคาสินค้าเองเสมือนว่า เมื่อคุณเดินเข้ามาในร้านของเขาแล้ว คุณจะตกอยู่ในโลกที่เขาเป็นผู้กำหนดทิศทางการหมุนของเงินในกระเป๋าคุณ กำเนิดสิ่งมหัศจรรย์ใหม่ขึ้นมามีชื่อว่า 
แบรนด์

แค่สินค้ามีแบรนด์ที่ลูกค้าชื่นชอบ
รองเท้าที่หน้าตาเหมือนกัน วางอยู่ข้างๆกัน วัสดุที่ใช้ในการผลิตใกล้เคียงกัน ถ้าคู่หนึ่งมีแบรนด์และอีกคู่ไม่มีแบรนด์ ราคาจะต่างกันราวฟ้ากับเหว(ผู้เขียนขอออกตัวก่อนว่าเป็นทาส adidas เจ็บใจตัวเองทุกครั้งที่แม้จะรู้แบบนี้แล้ว แต่กูก็ยังซื้อ)

สรุปได้ว่า
ราคาสินค้า = ต้นทุน+กำไร
แต่ถ้าพ่อค้าอยากได้กำไรมากๆก็มีหลายวิธี ลดต้นทุน เสริมบริการ หรือสร้างแบรนด์

แต่ที่นี่แพงทุกอย่างไม่ว่าจะมีแบรนด์หรือไม่มี ซึ่งผมเองก็ยังไม่ทราบสาเหตุ ผมทราบแค่อย่างเดียวว่า แพง


SHARE
Written in this book
พ่อค้าผจญภัย
เรื่องราวการผจญภัยของพ่อค้าเร่ ที่ออกแสวงหาสินค้าที่สมบูรณ์แบบ
Writer
Suyseiy
13/40
love only you

Comments