เอเวอเรสต์ : ไม่ใช่ยอดเขา แต่คือหัวใจ

ช่วงเวลาของคนอายุก้าวเข้าสู่เลข 33 

ชีวิตของผมเต็มไปด้วยการทำที่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นระบบระเบียบแบบแผน ตั้งแต่มาทำงานรู้ตัวว่าจะต้องตื่นกี่โมง ออกจากบ้านกี่โมง ไปขึ้นรถสายไหน ใช้เวลาเดินเท่าไหร่ อยู่ในออฟฟิศกี่ชั่วโมง กลางวันจะกินอะไร พูดคุยจิปาถะกับเพื่อนร่วมงาน ถึงเวลาเลิกงานก็เดินไปขึ้นรถไฟฟ้า เข้าฟิตเนสบ้าง ซื้ออาหารเย็นกินแบบที่มีคุณภาพบ้างไม่มีคุณภาพบ้าง ถึงบ้านเล่นเกม อ่านหนังสือที่ซื้อค้างไว้ ดูซีรีส์ตามกระแสนิยม แล้วก็เข้านอน

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่เป็นแบบแผนซึ่งถ้านับกันจริงๆ มันก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกันที่ชีวิตเราจะมีระบบระเบียบไม่ออกนอกลู่นอกทาง

ควบคุมได้ เพิ่มเติมได้ โดยที่ไม่มีผลกระทบชีวิตทั่วไป รวมไปถึงการเลือกใช้ชีวิตว่าเราจะเลือกทำอะไรหรือไม่ทำอะไร ไม่ได้มีอะไรถ้าทายในการเลือกใช้ชีวิต ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะเราดันเลือกใช้ชีวิตแบบนี้ก็ด้วย

สิ่งที่สำคัญจริงๆ พอเป็นแบบนี้มันก็เหมือนกับเราปิดโอกาสตัวเองที่จะไปเจอคนหน้าใหม่ๆ ปิดโอกาสตัวเองที่จะไปเจอคนที่น่าสนใจ รวมไปถึงไม่พยายามออกจากเซฟโซนที่เรารู้สึกว่ามันเป็นระบบที่ถูกที่ควรแล้วเสียด้วยซ้ำ

หรือถ้าจะบัญญัติิคำให้ชัดเจนก็คือ "ชีวิตน่าเบื่อ"

ในปี 2008 

นาดีน เดนดูน นักเขียนและนักข่าวชาวฝรั่งเศสสัญชาติแอลจีเรีย เขาเกิดโซนแซง-เดนีส ในโซนที่เรียกว่าเต็มไปด้วยชนชั้นล่างของปารีสเขาได้ทำการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์โดยที่เขาเองนั้นไม่มีประสบการณ์ในการปีนเขามาก่อน ไม่มีประสบการณ์ในระดับที่เขาไม่เคยเอาเท้าเหยียบขึ้นภูเขามาก่อนในชีวิตเลยด้วยซ้ำ แต่เค้าดันทำเรื่องเหลือเชื่อด้วยการบินจากฝรั่งเศสไปยังเนปาล และพาตัวเองไปยังเอฟเวอเรสต์

มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการปีนเอเวอเรสต์โดยที่ไม่มีประสบการณ์ หลายๆ คนมาที่นี่แล้วหลายครั้งแต่ก็ยังไม่เคยได้ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของยอดเขา เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของประสบการณ์ แต่มันมีทั้งเรื่องสภาพร่างกายและจิตใจที่จะทำให้ไปถึงจุดนั้นได้ โดยตัวของนาเดียเองเขาใช้โอกาสเพียงครั้งเดียวของเขาในการพาตัวเองขึ้นไปสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์ โดยที่เมื่อเขาถึงยอดเขาแล้วเขาชูป้ายที่เขียนเลข "93" ขึ้นมาเพื่อที่จะแสดงออกว่าโซนนี้คือโซนที่เขาเติบโตแล้วทำให้เขามาถึงจุดนี้

ซึ่งจริงๆ เอเวอเรสต์ของเขาอาจจะเป็นแค่การที่ก้าวออกมาจากสิ่งที่เขาทำแล้วลองพิชิตมันดูโดยใช้หัวใจและร่างกายที่พอจะมีแรงอยู่ของเขา การออกไปท้าทายหาประสบการณ์เพื่อที่จะทำให้ตัวเองยังมีไฟและก้าวไปต่อ ด้วยแรงใจที่มากเพียงพอ

ปี 2017

ฝรั่งเศสได้สร้างภาพยนตร์ขึ้นมาเรื่องหนึ่งซึ่งอ้างอิงจากการไปปีนเขาของนาดีนโดยปรับให้มาเป็นหนังรักโรแมนติกมากขึ้นโดยเป็นเรื่องของเซมีชายหนุ่มที่เกิดและโตในแซง-เดนีส ได้ตกหลุมรักสาวคนหนึ่งชื่อ นาเดีย ซึ่งโตมาด้วยกัน เรียนมาด้วยกัน อาศัยอยู่ในโซนเดียวกัน เพียงแต่ผู้ชายคนนี้ไม่ได้มีอนาคตอะไร งานที่ทำก็ทำไปวันๆ ไม่ได้มีอะไรเป็นหลักเป็นฐาน ทำให้สาวเจ้าไม่เคยรู้สึกเลยว่าตัวพระเอกนั้นมีอนาคตหรือสามารถทำในสิ่งที่จะพิสูจน์ตัวเองได้ว่าจะออกไปทำอะไรให้ประสบความสำเร็จ มีชีวิตที่มั่นคงในการอยู่ด้วยกันได้ 

ทำให้เกิดประโยคพูดสั้นๆ ง่ายๆ ขึ้นมาว่า 
"ฉันจะไปเอฟเวอเรสต์" 
มันเลยทำให้เกิดเงื่อนไขของการที่ไปปีนภูเขานั้นมันง่ายมากก็คือไปเพื่อพิสูจน์ว่า "ฉันจะไม่ผิดคำพูดกับเธอ" และฉันจะทำสิ่งนั้นเพื่อพิสูจน์ว่าหัวใจของฉันแน่วแน่กับสิ่งที่ฉันทำ 


และเขาก็บินไปเนปาลเพื่อที่จะไปพิชิตเอฟเวอเรสต์

ถามจริงเถอะ ว่าพิมพ์มาขนาดนี้จะต้องบอกมั้ยว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นยังไงต่อไป ต่อให้พิมพ์ไปต่อแล้วโดนหาว่าสปอยหนังนี่ยังรู้สึกเลยว่ามาขนาดนี้แล้วยังจะต้องไปสปอยมันอีกเหรอ มันก็จบแบบที่ทุกคนรู้แหละว่า เซมี่พิชิตยอดเขาสำเร็จ ชูป้ายที่เขียนเลข "93" ว่ามาจากโซนนี้ เสร็จภารกิจ กลับฝรั่งเศส พบกับนาเดีย และก็ครองรักกันไป เหมือนนิยายโรแมนติกที่ทำให้หัวใจนั้นชุ่มฉ่ำไปด้วยไอรัก

ซึ่งจริงๆ เอเวอเรสต์ของเขาอาจจะเป็นแค่การที่เอาหัวใจที่ต้องการพิสูจน์ว่าจะรักษาคำสัญญาไม่ว่ามันจะยากลำบากแค่ไหน ก็จะแน่วแน่และมั่นคงกับเสียงที่มาจากหัวใจของเขา

กลับมาที่กรุงเทพ

ก่อนที่ผมจะเขียนสิ่งนี้ลงไป ผมกินสลัดอกไก่ช่างฟังดูเป็นอาหารที่มีคุณภาพหลังจากที่พึ่งวิ่งไปทั้งหมด 15 กิโลเมตร ระยะทางมันอาจจะไม่ได้ไกลมาก แถมใช้คำว่าไกลก็ไม่ได้ด้วยเพราะวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้า เพียงแค่มันอาจจะใช้เวลามากหน่อย เสียเหงื่อที่ไหลออกมา แต่มันก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าพิชิตเอเวอเรสต์ และแน่นอนว่ามันคือคำว่า "น่าเบื่อ" อย่างที่พูดไปตอนแรกนั่นแหละ

แต่บางทีชีวิตคนเราอาจจะไม่ต้องการความแตกต่าง เราอาจจะไม่ได้ต้องการความหวือหวา เราอาจจะไม่ได้ต้องการความแปลกใหม่ มันอาจจะเป็นแค่สิ่งเล็กๆ ที่เราทำอยู่ทุกวัน แต่เราทำอย่างสม่ำเสมอ ทำในสิ่งที่เราตั้งใจว่าจะทำและทำมันอย่างจริงจัง มันอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลยไม่ได้เปลี่ยนแปลงโลก ไม่ได้เปลี่ยนแปลงรัฐบาลและก็ไม่ได้ทำให้เผด็จการหายไป แต่ทุกอย่างที่ทำมันทำให้เรานั้นมั่นคงและดูมีวินัยในการใช้ชีวิตสำหรับตัวเอง ซึ่งมันอาจจะเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เสียมากกว่าที่ทำให้สอ่งเหล่านั้นมันทำได้ต่อโดยที่ละเว้นคำว่าน่าเบื่อได้บ้าง

ความสม่ำเสมอนั้นมันไม่ได้ทำทำให้เรามีตัวตน เพียงแค่ตอบสนองความต้องการอะไรและทำอะไรอยู่อย่างมั่นคงเพียงเท่านั้น มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราทำเพื่อให้เกิดความแตกต่าง แต่มันทำให้เราชนะใจของตัวเอง เพื่อรูปแบบชีวิตของตัวเอง 

ซึ่งจริงๆ เอเวอเรสต์ของผมอาจจะเป็นแค่การที่พิสูจน์ตัวเองว่าจะมีวินัยในการใช้ชีวิต เพียงเพื่อที่จะเป็นคนที่ดีขึ้นและพร้อมเสมอที่จะเปลี่ยนแปลงบางสิ่งให้เป็นสิ่งที่ตัวเองนั้นทำได้ในทุกๆ วัน

แท้ที่จริงแล้วเอเวอเรสต์ของแต่ละคนมันไม่ได้อยู่ที่ยอดเขา การพิชิตเอเวอเรสต์มันอยู่ที่หัวใจของเรามากกว่าว่าจะหยุดที่ตรงไหนและต้องใช้หัวใจแค่ไหนในการที่จะไปต่อ


_______________________________________

เชิงอรรถ
- ภาพยนตร์ที่ถูกพูดถึงชื่อเรื่อง "L'ascension" หรือ "The Climb" กำกับโดย Ludovic Bernard
- นาดีน เดนดูน (Nadir Dendoune) ปัจจุบันอายุ 46 ปี เป็นชาวฝรั่งเศส-แอลจีเรีย และได้สัญชาติออสเตรเลียจากการไปทำงานที่นั่นเป็นเวลากว่า 8 ปี และภาพในหน้าปกคือภาพของเขาตอนที่พิชิตเอฟเวอเรสต์ในปี 2008






SHARE
Writer
patzh
Regista
Chamchuri Supporters / Bangkok

Comments

mxde
6 months ago
💙
Reply