มีความสุขทันทีที่อ่าน! สรุปแนวคิดจากหนังสือจิตวิทยาชื่อดัง"กล้าที่จะถูกเกลียด"
ถ้าคุณกล้าที่จะมีความสุข                              คุณต้องกล้าที่จะถูกเกลียด 
นี่เป็นสุดยอดหนังสือแนวจิตวิทยาพัฒนาตัวเอง ที่เรียกว่ามาแรงที่สุดในตอนนี้เลยก็ว่าได้ วันนี้ผมเลยอยากจะสรุปแนวคิดของหนังสือเล่มนี้ ที่ผมมั่นใจว่ามันจะเปลี่ยนมุมมองชีวิตของเพื่อนๆผู้อ่านอย่างแน่นอนครับ
โดยในหนังสือเล่มนี้จะเป็นการเล่าเรื่องของนักปรัชญากับชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่สนทนากัน เกี่ยวกับความเรียบง่ายของโลกใบนี้ที่"ใครๆก็มีความสุขได้" ซึ่งยกเอาหลักการของปรัชญาแบบแอดเลอร์เป็นฐานความคิด โอเครครับ ไม่เกริ่นเยอะแล้วไปดูกันเลยดีกว่าว่าแนวคิดที่น่าสนใจนี้มีอะไรบ้าง

แนวคิดที่1: ตัวคุณนั้นแหละที่เลือกเองว่า"จะมีความทุกข์ ยิ่งอยากได้รับการยอมรับ ยิ่งไร้ซึ่งอิสรภาพ                       
ห้ะ!อะไรนะ เราเลือกที่จะมีความทุกข์เอง? ใช่แล้วครับ ครั้งแรกที่อ่านผมก็อึ้งเหมือนกัน ในหนังสือนั้นได้บอกเอาไว้ว่าโลกของเรามันเรียบง่าย เรียบง่ายซะจนไม่ว่าใครบนโลกนี้ก็สามารถมีความสุขได้ ส่วนคนที่เป็นทุกข์ก็เพราะเขาเลือกที่จะมีความทุกข์เอง โดยคนทั่วไปมักจะเข้าใจว่าเราจะทุกข์เพราะเรื่องราวต่างๆในอดีตเช่น เพราะแฟนเราทิ้งเราไปเราจึงอกหัก แต่ในหนังสือเสนอมุมมองกลับกันเลยครับว่า ที่เราอกหัก เป็นทุกข์เพราะเราเลือกที่จะเป็นทุกข์ก่อน แล้วค่อยหาเหตุผลอย่างการถูกแฟนทิ้งมาสนับสนุนตัวเอง เพื่อที่เราจะได้เป็นทุกข์ หรือ อย่างการที่เราโกรธแฟนมากๆ ที่แฟนเรานอกใจ นั้นไม่ใช่เพราะแฟนนอกใจเราเลยโกรธ แต่เป็นเพราะ เราเลือกที่จะโกรธก่อนแล้วค่อยหาเหตุผลอย่างแฟนนอกใจมาสนับสนุนตัวเองอีกที เพื่อเรียกร้องความสนใจ ฟังดูค่อนข้างแปลกนะครับ แต่ถ้าหากเราคิดตามแบบนี้แล้วเราจะพบว่า เวลาที่เราเป็นทุกข์ เราจะหายได้อย่างรวดเร็ว เพราะเราจะรู้ว่าที่เราทุกข์เพราะเราเลือกที่จะทุกข์เอง เหตุผลที่ทุกข์มันไม่มีอยู่จริง ปัจจุบันต่างหากสำคัญว่าคุณจะเลือกสุขหรือทุกข์ เราจึงเลือกที่จะไม่ทุกข์ก็ได้ (ซึ่งเป็นการหักล้างจิตวิทยาเรื่องแผลในใจไปเลยก็ว่าได้ มันกำลังแปลว่า แผลในใจหรืออดีตอันเลวร้ายไม่มีอยู่จริง!!!) 

แนวคิดที่2 : กล้าที่จะมีความสุข กล้าที่จะถูกเกลียด
ซึ่งตรงนี้ถ้าหากอธิบายตามหลักการในหนังสือตรงๆก็จะค่อนข้างยาว ผมจึงสรุปและย่อยออกมาให้เพื่อนๆดังนี้ 
ในชีวิตคนเรานั้น ทุกๆ 10คน เฉลี่ยแล้วจะมี 2 คนที่ชื่นชอบเราและอยากเป็นเพื่อนสนิทกับเราในขณะที่7คนรู้สึกเฉยๆกับเราไม่ได้ชอบไม่ได้เกลียด แต่จะมีเพียงแค่1คนเท่านั้นที่เกลียดเราจริงๆ ไม่ว่าเราจะทำดีกับเขาแค่ไหนก็ตาม นั่นหมายความว่าหลายๆครั้งคุณคิดเอาเองว่า สิ่งที่คุณทำอยู่มันอาจจะไม่ดี มีคนไม่ชอบเยอะ ซึ่งจริงๆแล้วมีคนน้อยมากที่จะติคุณเพราะเกลียดคุณ คนส่วนใหญ่จะรู้สึกเฉยๆกับคุณไม่ได้คิดอะไร แปลว่าถ้าเรารู้แบบนี้แล้วเราก็ไม่ต้องไปใส่ใจกับสายตาคนอื่นมากนัก และเราจะมีอิสระมากขึ้นได้เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น แทนที่จะไปพยายามให้ทุกๆคนยอมรับในตัวเรา ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้! 
จึงเป็นที่มาที่ว่า 
"ถ้าคุณกล้าที่จะมีความสุข คุณต้องกล้ารับการโดนเกลียดจากคนแค่1ใน10คน" เพราะมันจะเป็นแบบนี้เสมอ 

แนวคิดที่3 : "ยอมรับในตัวเอง" ไม่ใช่ "มั่นใจในตัวเอง"
ทุกๆครั้งเมื่อเรามั่นใจในตัวเอง จะเกิดอีโก้เล็กๆขึ้นในใจของเราเช่น เรามั่นใจว่าเราจะทำข้อสอบได้คะแนนเต็มแน่นอน ทำให้เรานั้นประมาท สุดท้ายเราจะไม่อ่านหนังสือเพิ่มเพราะเราคิดว่าจะได้เต็มแน่นอน ทำให้สอบได้คะแนนไม่ดีเท่าที่ควร
ในขณะที่ถ้าเรายอมรับตัวเองว่า เราเป็นคนประมาทและเราอาจจะทำพลาดก็ได้ เราอาจจะไม่ได้เต็มก็ได้ เราจะพัฒนาตัวเอง เราจะไปอยู่ในจุดที่สูงขึ้นเสมอนั้นเอง คิดไปคิดมาก็เหมือนกับการทำตัวเป็น "นำ้ไม่เต็มแก้ว" นั่นแหละครับ  แต่อย่าให้มันเป็นการดูถูกตัวเองนะครับ เพราะนั่นจะไม่เป็นผลดีแน่ๆ เราควรจะอยู่ระหว่างกลางระหว่างความมั่นใจและการยอมรับในตัวเอง 

แนวคิดที่4:ที่คุณเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้เพราะคุณตัดสินใจว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงต่างหาก
อ่านแล้วอย่าพึ่ง งง นะครับตรงนี้กำลังหมายถึงคนที่"ต้องการจะเปลี่ยนแปลงตัวเองแต่มีข้ออ้างต่างๆเข้ามา"เช่น ต้องการเรียนหนังสือให้เก่งขึ้น แต่ ไม่มีเงินไปเรียนพิเศษเหมือนเพื่อนๆ นั่นไม่ใช่เพราะคุณไม่มีเงิน แต่เป็นเพราะคุณ"ตัดสินใจที่จะไม่เปลี่ยนแปลง และพอใจกับผลการเรียนนี้" แล้วจึงค่อยหาข้ออ้างว่าไม่มีเงินไปเรียนพิเศษ มาสนับสนุนความคิดตัวเอง เพราะคนเราจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก็จะต้องเจอกับอะไรที่แปลกใหม่ ทำให้เรากลัว แต่เราต้องคิดเสมอว่าเราทำอะไรได้บ้างในตอนนี้ จากตัวอย่าง อาจจะไม่ต้องเรียนพิเศษ แต่หาช่องทางเรียนเสริมในอินเทอร์เน็ตเอาก็ได้เพราะฉะนั้น ถ้าหากเพื่อนๆต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก็ต้องไม่คิดมาก ไม่ต้องมีข้ออ้างและลงมือทำทันทีกับวิธีการในปัจจุบัน ไม่งั้นสมองจะหาข้ออ้างสารพัดมาขัดขวาง 
แนวคิดที่5:ทุกคนเป็นมิตรได้เสมอ
 เมื่อเราเปลี่ยนแปลงตัวเอง                                 คนที่เปลี่ยนแปลงไปเสมอ คือ"ตัวเราเอง"เท่านั้น
การที่เรามองว่าทุกคนบนโลกนี้เป็นมิตรกับเราได้นั้น โลกของเราจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเรานั้นไม่จำเป็นต้องคิดว่า คนอื่นจะมองเราเป็นมิตรหรือจะให้ความร่วมมือกับเราหรือไม่  เขาจะทำอะไรตอบแทนให้เรามั้ยนั้นไม่สำคัญ แค่คิดว่าเราจะทำอะไรให้กับคนๆนี้ได้บ้าง เราก็จะมีความสุขขึ้นทันที
เอ้ะ!นี่มัน พ่อพระ เกินไปรึเปล่า ? บอกเลยว่าไม่ครับ นี่เป็นการทำเพื่อ"ตัวคุณเอง" เมื่อคุณคิดแบบนี้คุณจะไม่มีความทุกข์ด้านความสัมพันธ์ ไม่หวั่นวิตกว่าคนนั้นจะเกลียดเรา คนนั้นจะชอบเรามั้ย? สุดท้ายความสัมพันธ์คุณจะดีขึ้นไม่ว่ากับเพื่อนหรือกับแฟน หรือคนในครอบครัวก็ตาม

แนวคิดที่6:กล้าที่จะเป็นคน"ธรรมดา"
ในหนังสือได้เล่าถึง คนสองประเภทคือ คนที่พิเศษในทางที่ดี และ คนที่พิเศษในทางที่แย่ ยกตัวอย่างเช่น คนที่ต้องการสอบให้ได้ที่1 เพื่อให้พ่อแม่ยอมรับ และ คนที่ทำตัวเกเรเพื่อให้พ่อแม่หันมาสนใจ คนทั้งสองประเภทนี้ล้วนแต่ต้องการให้สังคมยอมรับ และเรียกร้องความสนใจก็เท่านั้น ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้ให้มุมมองว่า การที่เรา "กล้าที่จะเป็นคนธรรมดา" มันไม่ใช่เรื่องผิดเราไม่ต้อง โดยการเป็นคนธรรมดานั้นไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนไร้ความสามารถ เราไม่จำเป็นต้องอวดอ้างว่าเรานั้นเก่งหรือเหนือกว่าใคร เพียงแต่เราจะทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ไม่ต้องกังวลกับอนาคต เราไม่ต้องคิดแข่งขันกับใครแต่ ทำหน้าที่ปัจจุบัน ตรงนี้ของตัวเองให้ดี ซึ่งแนวคิดนี้จะดูแปลกมากในตอนแรก เหมือนเป็นการบอกให้ชีวิตไม่ต้องมีจุดหมายปลายทางรึเปล่า? ไม่ครับ ไม่ใช่เลย ซึ่งผมได้อ่านแล้วนำแนวคิดนี้มารวมกับหลักของศาสนาพุทธ อย่าง "การอยู่กับปัจจุบัน" จะเป็นอะไรที่ลงตัวและน่านำไปใช้มากๆครับ 
โดยหากเพื่อนๆมองชีวิตว่าต้องมีเป้าหมาย ต้องแข่งขันให้ถึงเป้าหมาย ชีวิตก็จะเป็นเหมือนการปีนเขา เราจะมัวแต่ปีนๆๆ เพื่อให้ถึงเป้าหมาย พอถึงยอดเขาชีวิตถึงจะได้เริ่มต้นขึ้น ส่วนขีวิตช่วงที่ผ่านมานั้นก็จะไม่มีความหมายเลยสำหรับคนแบบนี้ซึ่งถ้าหากเราตายไปในตอนระหว่างปีนเขาเพื่อไปยังจุดหมาย ก็เท่ากับชีวิตไร้ความหมาย เพราะความหมายทั้งหมดอยู่บนยอดภูเขาลูกนั้น
แต่ถ้าหากเรามองชีวิตเป็นจุดที่เชื่อมกัน เราจะโฟกัสอยู่กับปัจจุบัน ชีวิตจะไม่กังวลกับอนาคต เราจะไม่สนว่าวันไหนจะปีนไปถึงยอดเขา แต่เราจะอยู่กับการปีนในแต่ละก้าวอย่างมีสติและมีประสิทธิภาพ และถ้าหากระหว่างทางเราเกิดตายขึ้นมา เราก็จะไม่เสียใจ หรือเสียดายชีวิตเลย เพราะเราได้ทำปัจจุบันเต็มที่แล้วนั่นเอง ถ้าหากเราอยากจะเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เราก็จะเริ่มลงมือศึกษาทันที และทำอย่างตั้งใจ สนใจแต่ว่าจะช่วยเหลือลูกค้าได้อย่างไรและรู้ตัวอีกทีก็คือตอนที่ประสบความสำเร็จแล้ว ชีวิตจะมีค่าทุกย่างก้าว เรียกได้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเราก็คือ"สิ่งที่เราทำอยู่ในวินาทีนี้"นั่นเอง และชีวิตที่สมบูรณ์คือชีวิตที่เน้น"การทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้า"จน"สำเร็จโดยไม่รู้ตัว นั่นเอง


และนี่คือสุดยอดแนวคิดที่ผมคิดว่าโดนใจมากๆสำหรับสายพัฒนาตัวเองครับ แต่ก็เป็นเพียงแค่นำ้จิ้มเท่านั้น ถ้าหากใครสนใจอยากศึกษาให้มากกว่านี้ ก็ไปลองอ่านแบบเต็มอิ่มได้เลยครับกับหนังสือ "กล้าที่จะถูกเกลียด" เขียนโดยคุณคิชิมิ อิชิโร และคุณโคะกะ ฟุมิทะเกะ 
สุดท้ายผมขอปิดโดยการให้ความหมายของชีวิตที่หลักปรัชญาแบบ แอดเลอร์ได้นิยามไว้ว่า   ชีวิตไม่มีความหมาย                                        เราจะเป็นคนมอบความหมายให้ชีวิตของเราเองแต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่า คุณกล้าที่จะมีความสุข กล้าที่จะมีอิสรภาพ และกล้าที่จะถูกเกลียดหรือเปล่า...

อย่าลืมไปแชร์หรือติดตามการพัฒนาตัวเองของคนรุ่นใหม่ ที่ Fanpage Facebook : Start Fit Nisit กันนะคร้าบบบ แล้วพบกันใหม่ 





SHARE
Writer
StartFitNisit
Writer
บอกเล่า การพัฒนาตัวเองสำหรับนักศึกษา ที่มีไฟจะจบเกมการเงินให้เร็วที่สุดและไปทำในสิ่งที่สำคัญกว่าการหาเงินเช่นการช่วยเหลือสังคม เพราะเงินสำคัญน้อยที่สุด เราจึงต้องรีบจบเรื่องเงินแล้วไปทำในสิ่งที่อยากทำ

Comments

Money2s
3 months ago
ผมพยายามเป็นแบบนี้ครับ แต่พอถึงจุดจุดหนึ่ง มันจะมีประเด็นที่จี้ใจผม ให้ผมหลุดออกมาจากสิ่งที่ผมพยายามเป็น แล้วผมก็เดือดดาล​กับมัน เหมือนกับเด็ก 5 ขวบที่ไม่ได้ของสมดั่งใจหวัง
เป็นเช่นนี้บ่อยครั้ง เหมือนภายนอกสุขุม ภายในร้อนรุ่ม​พร้อมปะทุ
Reply
StartFitNisit
3 months ago
จิตวิทยาแบบแอดเลอร์นั้น เป็นเรื่องเรียบง่ายครับ มันเรียบง่ายมากจนบางทีเรามองข้ามไปเลย ถ้าหากลองมองความโกรธแบบที่แอดเลอร์มอง คุณจะไม่มีเหตุผลที่จะโกรธครับ แต่ในทางศาสนาพุทธนั้นได้กล่าวไว้เหมือนกันว่า เราห้ามความโกรธไม่ได้แต่เราควบคุมมันได้ครับ ลองฝึกการเพ่งดูอารมณ์ดูก็ได้ครับ เช่นเมื่อความโกรธมันมา ก็จงดูมัน พูดกับมัน เหมือนมันเป็นเพื่อน แล้วดูไปเรื่อยๆว่าถ้าโกรธต่อไปมันเป็นไงต่อ แล้วจะพบว่ามันหายไปเองครับ
Bantuek28
3 months ago
เราชอบหนังสือเล่มนี้มาก ๆ ค่ะ และตอนนี้กำลังอ่านเล่ม 2 อยู่จ้า ^^
Reply
StartFitNisit
3 months ago
สุดยอดเลยครับเล่มนี้ เล่ม2นี่คือสุดยอดกว่าเล่มแรกอีกครับ อ่านแล้วมุมมองเปลี่ยนเลยครับ ❤️
Kindness
3 months ago
ขอบคุณค่ะ
Reply
Gorgeoussky
3 months ago
อย่างแรกต้องกล้าเป็นตัวเองก่อน
Reply