5 แนวคิดการตั้งเป้าหมายทางการเงินสำหรับเด็กรุ่นใหม่(ฉบับทำได้จริง ไม่โลกสวย)
เพราะ"เงิน"สำคัญน้อยที่สุด เราจึงต้องรีบจบเกมการเงินให้เร็วที่สุด แล้วไปทำสิ่งที่สำคัญกว่าประโยคข้างต้นนั้นมันกินใจผมที่เป็นแค่เด็กนักศึกษาเอามากๆเพราะปัจจุบันเด็กหลายๆคนนั้น ขาดเป้าหมายในชีวิตกัน เอาแต่คิดว่า จบไปทำงานอะไรดี หรือ ทำยังไงถึงจะรวย แต่ลืมคิดไปว่า "จะรวยไปทำไม?" วันนี้เราจึงพามาดูการตั้งเป้าหมายทางการเงินให้ไม่หลงทาง เข้ากับตัวเรามากที่สุดครับ โดยจะแบ่งเป็น5บท (ให้คล้ายนิยาย  เพื่อจะได้อ่านสนุก ฮ่า ฮ่า)

บทที่1 เราจะรวยไปทำไม ?
เราไม่ควรใช้เวลาตลอดชีวิตไปกับการหาเงิน         แต่ควรใช้เวลาส่วนหนึ่งของชีวิตหาเงินให้เพียงพอที่จะเลี้ยงดูเราได้ไปตลอดชีวิตเหมือนกับที่เกริ่นไปนั้นแหละครับ ให้ลองถามตัวเองว่าจะรวยไปทำไม หลายคนอ่านแล้วอาจจะถามกลับว่า 'อ้าว! ก็ถ้าเรารวย เราจะสามารถซื้อทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งรถสปอร์ตแพงๆ บ้านหลังใหญ่ๆ เที่ยวรอบโลก' แต่นั่นแหละครับประเด็นว่า คุณต้องการรถสปอร์ตจริงหรือเปล่าน้า? บางทีคุณอาจจะต้องการแค่รถธรรมดาๆคันหนึ่งที่นั่งกับคนที่คุณรักก็พอมั้ย? ถ้าหากว่าเรารู้จริงๆว่าเราต้องการอะไร เราจะสามารถออกแบบชีวิตในฝันได้ และสามารถจบเกมการเงิน มีอิสรภาพ มีเวลากับคนที่เรารัก ได้เร็วยิ่งขึ้น เพื่อนๆอาจจะยังไม่เห็นภาพ เดี๋ยวผมจะลองยกเคส นาย A กับ นาน B ให้ดูนะครับ 
 นายAต้องการรวยพันล้าน เพราะอยากมีชีวิตแบบในรายการดัง หรือในหนังชื่อดัง ทีี่มีพระเอกขับรถสปอร์ตสุดเท่ บ้านหลังใหญ่ รุมล้อมไปด้วยสาวๆสุดสวย ทำให้นายA อยากทำธุรกิจ และหาเงินมามากมาย ทุ่มเทแรงกาย แรงสมอง ปลีกตัวจากสังคมเดิมๆ ละเลยเวลาให้ครอบครัวและคนรัก ไม่สนใจสุขภาพ แต่ก็ได้รวยตามเป้าหมาย แต่สุดท้ายนายA กลับรู้สึกเหมือนไม่มีความสุข อารมณ์เหมือนเริ่มจาก0-100 แต่พอถึง100แล้วไม่รู้จะทำยังไงต่อ นั่นเป็นเพราะนายA ให้ความสำคัญกับ เงิน มากที่สุดในชีวิต จนลืมความสุขในมิติอื่นๆไป เช่น สุขภาพ สังคม ครอบครัว และไม่ได้ถามตัวเองว่า "ชีวิตต้องการอะไรกันแน่" 
ในขณะที่ นาย B ก็อยากรวยพันล้านเหมือนกัน แต่นาย B ถามกลับตัวเองใหม่อีกครั้งว่า "เราอยากรวยพันล้านจริงรึเปล่านะ?" 
และนาย B จึงเขียนสิ่งที่ต้องการในชีวิตลงไปในกระดาษ แล้วพบว่า จริงๆแล้ว นายB ต้องการแค่ บ้านที่อยู่กับคนที่เขารัก อยู่กับ ภรรยา ลูกๆ พ่อแม่ สัตว์เลี้ยงที่รัก และเขาไม่ได้ต้องการรถสปอร์ตไปรับผู้หญิง แต่ต้องการแค่รถธรรมดาที่นั่งกับภรรยาและลูกๆ ส่วนการไปเที่ยวรอบโลกนั้น เขาก็ไม่ได้ต้องการจริงๆ เขาแค่อยากไปเที่ยวกับคนรักแค่ปีละ 2-3ครั้งก็เพียงพอ ทำให้นายB ไม่ต้องทุ่มเท แรงกายทำลายสุขภาพมากเกินไป ก็จบเกมการเงินได้ในวัย30ต้นๆ และมีความสุขระหว่างทางเสมอ 
ซึ่งการตั้งเป้าหมาย ใหญ่ หรือ เล็ก มันไม่ใช่เรื่องผิดนะครับ ในชีวิตจริง มีคนแบบนาย A เยอะและมีความสุขจริงๆก็มี เพียงแต่ประเด็นที่ผมอยากจะสื่อก็คือ อยากให้ลองถามตัวเองจริงๆว่า ชีวิตต้องการอะไรบ้างกันแน่ และลองเขียนสิ่งเหล่านั้นลงในกระดาษ รวมถึงจำนวนเงินที่ต้องใช้ในการทำเป้าหมายนั้นให้สำเร็จ เพื่อให้เรารู้ว่าเกมการเงินของเราจะจบตอนไหน



บทที่2 ประโยชน์ของเป้าหมายเล็กๆ
จงฝันให้ใหญ่                                           แต่จงมีวินัยกับเป้าหมายเล็กๆในทุกๆวัน
เราอาจเคยได้ยินว่า " ฝันให้ใหญ่ไปเลย เพราะความฝันไม่มีต้นทุน" ซึ่งจริงมากๆ มันช่างปลุกพลังเหลือเกิน แต่เดี๋ยวก่อน! เราคงเคยเห็นมาเยอะแล้วกับคำว่า หมด Passion หรือหมดไฟในการทำหรือรักในสิ่งๆหนึ่ง นั่นเป็นเพราะคนเหล่านั้นฝันใหญ่ แต่ไม่มีเป้าหมายเล็กๆที่ชัดเจน และเมื่อทำไม่สำเร็จ ก็จะหมดกำลังใจไปซะก่อน เทคนิคคือเพื่อนๆลอง "ซอยเป้าหมาย" ให้เล็กลงและชัดเจนมากขึ้น ผมจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆดังนี้ ถ้าเพื่อนๆอยากจะมี 10ล้าน ก่อนอายุ30 ให้เพื่อนๆ ซอยเป้าหมายเป็น เราอายุ20ปีแล้ว อีก 10ปีจะมีเงิน10ล้านให้ได้ หมายความว่าเราอาจจะต้องหาเงินปีละ1ล้านเป็นเวลา10ปี แล้วการหาเงิน 1ล้านต่อปีนั้น จะได้มาจากข่องทางไหนบ้าง ให้เราเขียนออกมาอย่างละเอียดเป็นเป้าหมายรายปี และซอยย่อยลงไปจนเป็นเป้าหมายรายเดือน รายสัปดาห์หรือรายวันได้ยิ่งดี เพราะการทำแบบนี้จะทำให้เราทำเป้าหมายสำเร็จเป็นรายวัน ดูไม่ยากจนเกินไป และมีกำลังใจที่จะทำเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นในวันต่อๆไปได้ ทำให้ไม่หมด Passion ยังไงล่ะ

บทที่3 ผิดไหมถ้าฝันเล็ก?
ฝันใหญ่มันไม่ผิด ถ้าวินัยคุณมากพอ
คำว่ารวยของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากันหรอกครับ บางคนบอกมีแค่1ล้านก็ถือว่ารวยแล้ว เพราะชีวิตไม่มีต้นทุนมากนัก และไม่ต้องการชีวิตที่หรูหรา หรือรถแพงๆ บ้านแพงๆก็มีความสุขได้ ในขณะที่อีกคนมีเงินเป็น10ล้าน ก็ยังรู้สึกว่าไม่พอ เพราะเขาต้องการชีวิตในฝัน ซึ่งไม่มีใครผิดเลยครับ การตั้งเป้าหมายไม่มีคำว่าถูกผิด แต่มันจะผิดก็ต่อเมื่อ คุณฝันใหญ่ แต่แผนการคุณมันเล็ก ไม่ตอบโจทย์กับเป้าหมายคุณก็เท่านั้น เช่น คุณตั้งเป้าจะมีเงิน100ล้าน แต่คุณกลัวความเสี่ยง แต่ละเดือน มีแต่ออมเงินอย่างเดียว ไม่มีการลงทุนหรือศึกษาในอะไรเพิ่มนี่เท่ากับคุณไม่รู้จักตัวเองดีพอ ทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมายซักที อาจจะต้องมาแก้แผนการกันใหม่ 


บทที่4 จุดเริ่มต้น เงินเฟ้อกิน 3 %                                        แต่การลงทุนโง่ๆ กินหมดเลยโอเครตั้งเป้าหมายชัดเจนแล้ว และจะเริ่มจากตรงไหนละก่อนอื่นเลยสิ่งที่เราควรเริ่มต้นมากที่สุดก็คือ การลงทุนครับ 
ห้ะ อะไรนะ ! ลงทุนเลยเหรอ
ใช่ครับแต่ไม่ได้หมายถึงลงทุนในตลาดหุ้น หรือ ธุรกิจอะไรนะครับ แต่ผมหมายถึง... 
ลงทุนใน"ตัวเอง"ครับ ซึ่งก็คือ การลงทุนในความรู้และศึกษาในสิ่งที่เราอยากจะทำให้มากๆจนเข้าใจ และเริ่มออมเงินบ้าง หลายคนอาจจะคิดว่า การออมเงินนั้น มันทำให้คนรวยช้า กว่าจะได้1ล้านแรก โอ้โห เอาเงินไปลงทุนเลยดีกว่ามั้ย!? จะได้ๆผลตอบแทนเยอะๆ ซึ่งปัจจุบันก็มีการลงทุนมากมายที่ไม่ต้องใช้เงิน
ใช่ครับปัจจุบันเราสามารถกู้เงินมาลงทุน หรือ สามารถนำเสนอไอเดียให้นายทุนมาลงทุนกับเราได้ แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าการออมเงินไม่สำคัญ ถ้าหากแต่ละเดือนเพื่อนๆยังใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่มีิเงินเก็บออม ในอนาคตถ้ามีโอกาสการลงทุนดีๆ เพื่อนๆก็จะพลาดไป(เหมือนผมในอดีต อิอิ)  รวมถึงความเสี่ยงจากการเกิดเหตุฉุกเฉินในชีวิตที่เพื่อนๆอาจจำเป็นต้องใช้เงิน  และการออมเงินนั้นยังเป็นการสร้างจิตวิทยาการลงทุนและวินัยทางการเงินให้กับเพื่อนๆอีกด้วย อย่าลืมออมเงินกันบ้างนะครับ โดยขั้นตํ่าควรจะอยู่ที่ 5-10% ของรายได้ต่อเดือน ว่าแล้วก็ไปเปิดบัญชีออมทรัพย์กันเล้ยย ฟิ้ววว~

บทที่5 บทส่งท้ายความคิด
เงินเป็นแค่"เครื่องมือ"  ...                              รึเปล่า?
สุดท้ายผมอยากให้เพื่อนๆลองถามตัวเองครับว่า "เงิน" ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดรึเปล่า หรือมันเป็นแค่ "เครื่องมือแลกเปลี่ยน" แค่นั้น ซึ่งบางทีมันก็ซื้อความสุขบางอย่างได้จริงๆ และเป็นสิ่งที่ไม่ควรหลีกเลี่ยง(ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้นี่นะ ฮ่า ฮ่า)

ถ้าเพื่อนๆคนไหนมีแนวคิดการพัฒนาตัวเอง หรือ มีแนวคิดการจบเกมการเงินของตัวเอง ลองมาแชร์กันได้นะครับที่เพจ Facebook:  StartFitNisit

สุดท้ายขอให้ทุกคน มีพื้นฐานความรู้ทางการเงิน
ที่แข็งแกร่ง นะคร้าบบบ แล้วพบกันใหม่ 








SHARE
Writer
StartFitNisit
Writer
บอกเล่า การพัฒนาตัวเองสำหรับนักศึกษา ที่มีไฟจะจบเกมการเงินให้เร็วที่สุดและไปทำในสิ่งที่สำคัญกว่าการหาเงินเช่นการช่วยเหลือสังคม เพราะเงินสำคัญน้อยที่สุด เราจึงต้องรีบจบเรื่องเงินแล้วไปทำในสิ่งที่อยากทำ

Comments

myyume
1 month ago
ชอบหัวข้อที่ 2 มากค่ะ รู้สึกเป็นการช่วยจุดประกายให้เราอยากลองแบ่งเป้าหมายให้เล็กลง และคิดว่าน่าจะช่วยให้สามารถเอื้อมถึงเป้าหมายได้ง่ายขึ้นโดยไม่รู้ตัว

Reply
StartFitNisit
1 month ago
ขอบคุณมากครับ ตรงนี้ถือเป็นหลักจิตวิทยา ที่ทำให้เราโฟกัสกับ "ปัจจุบัน" มากกว่ากังวลในอนาคตครับผม รู้ตัวอีกที เราก็ถึงเป้าหมายใหญ่แล้วครับ ❤️