ผาแต้ม ประวัติศาสตร์และเรื่องราวที่ถูกลืม
หนังสือเรื่อง Sapiens : A Brief History of Humankind เป็นหนังสือประวัติศาสตร์โดยย่อของมนุษย์ที่ตอนนี้กำลังขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในหนังสือ Best Sellers เกือบจะทั่วโลก มีการแปลออกมาหลายภาษา ด้วยความที่ตัวเนื้อหาหนังสือไม่ยากต่อการเข้าใจมากเท่าไหร่นัก เลยไม่แปลกใจว่าทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงเข้าถึงผู้อ่านได้หลายๆคน หากพูดถึงหนังสือประวัติศาสตร์มนุษย์เล่มอื่นๆคงจะหนักหนาสาหัสไปในการทำความเข้าใจ เพราะเนื้อหาลึกเกินไป ผมซื้อหนังสือเล่มนี้ เพราะเมื่อก่อนผมเคยสนใจเรื่องที่มาของมนุษย์มาก เคยอ่านบทความนับไม่ถ้วนไม่ว่าจะเป็นการอธิบายเรื่องวิวัฒนาการจากลิงสู่คน รวมไปถึงที่กล่าวกันว่ามนุษย์มาจากมนุษย์ต่างดาว (ซึ่งตลกดี) แต่บทความทั้งหลายๆเหล่านั้นก็ไม่ได้ข้อมูลเชิงลึกอย่างพวกการอธิบายถึงระดับทางสังคมของมนุษย์ หรือพฤติกรรมที่ถูกปรับเปลี่ยนไปตามแต่ละยุคสมัย นั่นคือสาเหตุทำไมผมถึงตัดสินใจซื้อไป โดยอีกไม่กี่วันเพิ่งมารู้ตัวว่าตัวเองต้องกลับบ้านที่อุบลราชธานี

ผมอ่าน Sapiens ไปเกือบครึ่งเล่ม โดยที่ตัวผมอยู่ที่บ้านเกิดตัวเองพอดี และห้ามใจตัวเองไม่ได้ที่จะไปสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อที่สุดในจังหวัดอย่างอุทยานแห่งชาติผาแต้ม ที่นั่นไม่มีอะไรนอกจากผาและโขดหิน แต่สิ่งที่ดึงดูดใจผมเป็นอย่างมากคืองานศิลปะของมนุษย์ยุคหินใหม่ที่ปรากฏอยู่ข้างใต้ผาหินขนาดใหญ่ ผมจำได้ว่าเคยมานี้เมื่อหลายปีมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากเท่าไหร่่ รอบนี้คือรอบที่สามที่ผมมา และผมเชื่อว่าคงได้เก็บเกี่ยวอะไรไปได้เยอะหลังจากศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์มนุษย์มาบ้างแล้ว

อุทยานแห่งชาติผาแต้มอยู่ที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ไม่ใช่เป็นอำเภอที่เจริญอะไรมากนัก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าปนกับหมู่บ้านเล็กๆ มีไร่นาเหมือนต่างจังหวัดทั่วไป แต่เมื่อขับมาถึงเนินเขาแล้วเริ่มเห็นโขดหินมาหน่อยๆ ก็พอเดาได้ว่าใกล้ถึงแล้ว 

ระหว่างที่ขับรถกำลังจะเข้าอุทยาน ผมพยายามสังเกตพื้นที่โดยรอบ พยายามนึกภาพสมัยมนุษย์เข้ามาแถวนี้มันจะเป็นอย่างไรบ้าง ดูๆแล้วก็น่ามีแต่ป่า ไม่ค่อยมีอะไรทำให้น่าประหลาดใจเท่าไหร่ พวกเราก็เหมือนสัตว์ทั่วไปที่ต้องออกเดินทางแล้วหากินอย่างสัตว์นักล่่า ถึงแม้พื้นที่โดยรอบจะไม่มีอะไรให้ตื่นตาใจ แต่สิ่งที่ทำให้ผมต้องนั่งคิดจินตนาการอยู่นานคือ เมื่อไปถึงที่อุทยานผาแต้มแล้ว ตำแหน่งของผมคืออยู่บนผาหินขนาดใหญ่ยักษ์ที่พื้นหินนั้นเป็นรอยคลื่นน้ำ ใช่ครับ ตรงผาแต้มเป็นพื้นที่ที่ชัดที่สุดในการบอกว่าเมื่อประมาณหลายล้านปีก่อนตรงนี้เคยเป็นทะเลมาก่อน เรียกได้ว่าสมัยที่ทวีปแยกออกจากกันเล็กน้อยด้วยซ้ำ ผู้คนที่มาชมไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากนัก พวกเขาเดาไม่ได้ว่ามันนานแค่ไหน และไม่มีข้อมูลบอกไว้ในตึกของอุทยาน นั่นทำให้ผมสังเกตเข้าไปอีกว่า หากจินตนาการถึงมหาสมุทรทั่วไปในตอนนี้ ผาแต้มก็เปรียบเหมือนกับโขดหินยักษ์ใต้ทะเล และมีเหวสมุทรที่อยู่ข้างๆ มีร่องรอยของช่องหินที่แตกออกเหมือนแผ่นดินไหวที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเป็นเพราะอายุขัยหรือเป็นเพราะการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก 

ผู้คน ชาวบ้านที่มากันพากันเข้าใจว่ามนุษย์หินใหม่มาพร้อมกับทะเล แต่มนุษย์ที่มาสร้างงานศิลปะอยู่บนผานี้เพิ่งมาอยู่ที่นี้เพียง 1000-2000 ปีก่อนคริสตกาล จะพูดว่าเป็นมนุษย์โบราณก็ไม่ได้โบราณมากเท่าไหร่ เพราะสมัยนั้นเป็นยุคหินใหม่ที่มีการทำเครื่องมือและเกษตรกรรมแล้ว แล้วยังเป็นโฮโม เซเปียนส์ (Homo Sapiens) อย่างเราๆอีกด้วย ถามว่ามันดูไม่โบราณยังไง ในสมัยนั้นในพื้นที่ชมพูทวีปที่เราเข้าใจทุกวันนี้ว่าเป็นประเทศอินเดีย และกลุ่มประเทศรอบข้าง จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทำให้เรารู้ว่าพวกเขามีชุมชน การปกครองที่ซับซ้อนแล้วก่อนที่ชาวอารยันจะเข้ามายึดครองทางตอนเหนือของประเทศอินเดียปัจจุบัน

ผมค่อนข้างผิดหวังกับกรมศิลปากรในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผาแต้ม เพราะให้ข้อมูลไม่ละเอียดเอามากๆ เช่น ไม่มีการบอกปีว่านับจากอะไร ก่อนคริสตกาลหรือก่อนพุทธกาล ใช้อะไรในการแต้มสีบนหน้าผา หรือมนุษย์ที่มาอาศัยอยู่เป็นมนุษย์อะไร เซเปียนส์ อีเรคตัส หรือนีอันเดอทัล เอาง่ายๆว่าข้อมูลเชิงมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ไม่มีเลย จนผมต้องหาข้อมูลเอาเองจากงานวิจัยในอินเทอร์เน็ต

ที่ผมพอจะเข้าใจได้ คือ ใกล้ๆกับผาแต้มลงไปประมาณไม่กี่กิโลเมตรเป็นแม่น้ำโขง เลยเป็นสาเหตุที่มนุษย์เข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่แถวนี้ พื้นที่ระหว่างผาแต้มกับแม่น้ำโขง คงเป็นสถานที่ไว้ทำเกษตรกรรมและหมู่บ้าน ผมไม่สามารถคาดเดาว่าทำไมพวกเขาถึงเลือกใช้ผาที่อยู่ที่เนินสูงในการจารึกเรื่องราว แต่ที่แน่ๆไม่มีอะไรที่น่าพิศวงงงใจไปกับภาพที่พวกเขาวาด ไม่มีมนุษย์ต่างดาว หรือผีสางอะไรใดๆ การจารึกของพวกเขาเป็นเพียงแค่ภาษาเชิงสัญลักษณ์ (ภาพปลา ช้าง คน สัตว์ต่างๆ) กับลายเซ็นว่าคนที่วาดคือใคร (ภาพมือคน) ในงานวิจัยที่ผมอ่านเจอมากล่าวว่า รูปปลาที่ใหญ่ที่สุดบนหน้าผานั้นเป็นปลาบึก เป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่พวกเขาว่าศักดิ์สิทธิ์ และมักจะมีพิธีโดยการจับปลาบึกขึ้นมาทำพิธีแล้วปล่อยไป แล้วจับมาอีกครั้งเพื่อเก็บหรือกิน เป็นภาพชุมชนที่น่าสนใจ เพียงไม่กี่ร้อยปีผ่านมาก็กลายเป็นชุมชนอย่างที่พวกเราอยู่อย่างทุกวันนี้ 

ยังมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์อีกด้วยว่าก่อนที่เซเปียนส์จะมาอยู่บริเวณผาแต้ม โฮโม นีอันเดอทัล ได้เคยมาอยู่ก่อนแล้วด้วย (Homo Neanderthal) แต่มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เพราะร่างกายของนีอันเดอทัลถูกปรับตัวให้เข้ากับอากาศที่หนาวเย็น พวกเขาเลยมีขนบนลำตัวที่เยอะ และร่างกายสูงใหญ่เหมือนพวกชาวตะวันตกในปัจจุบัน ตามที่ผมเข้าใจ พวกที่มาอยู่ก่อนพวกผาแต้ม น่าจะเป็นโฮโม อีเรคตัส (Homo Erectus) เสียมากกว่า โดยย้อนหลังกลับไปประมาณ 200,000-300,000 ปีก่อนจากภาพแผนที่การย้ายถิ่นของพวกเขา นี่เป็นเพียงการคาดเดาของผม

อากาศไม่ร้อนมาก แต่ยังคงซึ่งไอชื้นหลังจากฝนตกบวกกับแสงแดดทำให้รู้สึกร้อนแบบอบอ้าว ผมรู้สึกโชคดีที่มาที่นี่ตอนช่วงกลางสัปดาห์ เพราะคนแทบไม่มีเลย เวลาเดินสำรวจพื้นที่จึงไม่ค่อยมีผู้คนให้รบกวน จากตำแหน่งที่ผมจอดรถไว้คืออยู่ตรงข้างบนสุดของผาหินขนาดยักษ์ มีทางเดินแคบๆลงไปข้างล่างเพื่อชมงานศิลปะอยู่ข้างใต้ผา ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็ถึงจุดชมจุดแรกแล้ว 

ทางเดินที่อยู่ข้างล่างเป็นทางเดินรอบผาหินใหญ่นี้ เป็นทางเดินเล็กพอเดินได้ และมีเพิงไม้ที่สร้างขึ้นมาไว้นั่งดูงานศิลปะโบราณ หลายคนคงคาดว่าข้างใต้ผานั่น จะมีงานศิลปะเรียงรายเป็นแนวยาว แต่เปล่าเลยครับ เขามีจุดที่มีงานศิลปะอยู่แค่ 4 จุด จุดที่ 1 ถึง 3 ห่างกันไม่มากนัก แต่จุดที่ 4 ที่เดินห่างจากจุดที่ 3 ประมาณเกือบกิโลเมตรนึงเลยทีเดียว และเส้นทางคดเคี้ยวขึ้นลงไปตลอดทางแต่ไม่ถึงกับทำให้เหนื่อยมาก 

แต่ละจุดทำให้ผมนั่งดูอยู่นาน พยายามจินตนาการถึงภาพมนุษย์ยุคหินกำลังวาดภาพอยู่บนนั้น พยายามนึกภาพสังคมในสมัยนั้น ภาษาที่พูดคุย ความสัมพันธ์ที่มีระหว่างกันของชุมชน ชีวิตที่ไม่ต้องคิดอะไรมากเรื่องความคาดหวังทางสังคม หรือการปกครองที่แสนวุ่นวาย หรือการจราจรที่ติดขัดอย่างทุกวันนี้ แม้แต่อาหารการกินก็ไม่มากเรื่อง 

น่าเสียดายที่คนไม่ได้ให้ความสำคัญกับผาแต้มนี้มากเท่าไหร่นัก เคยมีข่าวออกมาว่าการที่ปล่อยให้นักท่องเที่ยวเข้ามาบ่อยๆ ไอเหงื่อจากคนทำให้งานศิลปะบนผานั้นเจือจางและหลุดลอกออกมาได้ ผมค่อนข้างทึ่งที่งานศิลปะพวกนี้อยู่รอดมาถึง 3000-4000 ปีต่อมาโดยที่ตัวงานไม่ได้หลุดลอกอะไรออกมามาก แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีพวกมือบอนที่ยังไปขีดเขียนตัวอักษรตามโขดหินตามแนวทางเดิน ทั้งๆที่มีลวดหนามกั้นกันไว้ แต่นั่นไม่ทำให้ผมรู้สึกแย่เท่ากับการได้ไปเห็นงานศิลปะตรงจุดที่ 4 ตรงนี้ไกลกว่าจุดอื่น และอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างทางเดินข้างล่างและข้างบน ทำให้อยู่ตรงริมๆผา อันตรายมาก จนทำผมสงสัยว่าทำไมพวกเขาถึงเลือกที่สุ่มเสี่ยงแบบนี้ในการจารึก ตรงจุดที่ 4 นั้นเป็นจุดที่อยู่ใกล้กับงานถึงขั้นเอามือไปจับได้อย่างสบาย เพราะไม่มีอะไรกั้นไว้ แน่นอน ผมเลือกที่จะเดินเข้าไปดูชัดๆ แต่ไม่จับตัวงานแน่นอน แต่ลองนึกภาพคนหลายๆคนที่ไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญอะไรนักหนา งานศิลปะคงถูกลูบมาไม่รู้กี่มือคน สังเกตได้ว่ามันหลุดลอกไปเยอะมากกว่าจุดอื่น 

ผมนั่งยองๆโดยให้พ่อผมถามรูปให้คู่กับภาพผู้หญิงสูงโปร่งที่สวมกระโปรงเป็นที่ระลึก ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาจะหลุดลอกหายไปเมื่อไหร่ ผมจึงพยายามจารึกประวัติศาสตร์เอาไว้ซ้ำเผื่อมันสูญหายไป เด็กหนุ่มหัวกระเซิงอย่างผมที่พยายามทำความเข้าใจมนุษย์ยุคหินใหม่ กับภาพวาดของหญิงสาว (หรือกลางคน) ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรว่าภายใน 3000-4000 ปีข้างหน้าจะยังมีคนอย่างผมมานั่งชื่นชมเธอ 
SHARE

Comments

Nui_Napat
4 months ago
ชอบครับ ไปที่แบบแนวๆนี้มาเล่าอีกน้า
Reply
Mister_P
4 months ago
ขอบคุณมากครับผมม 😙