ผมรักคุณ เพราะคุณไม่น่ารัก
วันก่อนไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง อ่านจบก็น้ำตาไหล แทบไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน
#เพราะผมอยากอยู่กับคุณเสมอ
---
มันคือหนังสือปรัชญา แต่เป็นหนังสือปรัชญาที่เฟรมประเด็นให้แคบลงเหลือแค่เรื่องของการ "ตกหลุมรัก" 
.
ในแค่ชั่วเวลาไม่ถึง 10 นาทีนั้น กับเนื้อหาที่อ่านไปไม่ถึง 5 หน้า มันทำให้เราย้อนสำรวจกลับไปคิดถึงความสัมพันธ์แบบความรักโรแมนติกหนุ่มสาวประเภทที่ไม่มีหนังหรือเพลงเรื่องไหนทำได้มาก่อน
..
เราคิดอะไรได้หลายอย่างมาก มากจนไม่กล้าพูดทั้งหมดในที่นี้เพราะคิดว่ายังไม่ตกผลึกมันมากพอ แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่พอจะพูดได้ และคิดว่ามันน่าจะเป็นประสบการณ์ร่วมของคนที่มีแฟนหลายๆคน
.
นั่นคือเรื่องของ "สีของความรัก" 
มาถึงอายุ 20 กว่ากันแล้ว คนในวัยนี้ไม่อาจจะเรียกว่าวัยรุ่นอีกแล้ว จะว่าผู้ใหญ่ก็ไม่เชิง มันเป็นช่วงวัยที่ไม่ถึงกับไร้เดียงสาและก็ไม่ถึงกับเจนจัดในเรื่องของความรักไปเสียทุกอย่าง
.
ส่วนใหญ่อยู่ในวัยกำลังเรียนรู้
และสิ่งที่พวกเรารู้แล้วก็คือ
ความรักไม่ใช่สีชมพู ไม่ได้ใกล้เคียงเลยสักนิด
.
เราเริ่มเข้าใจแล้วว่าคนรักและความรักที่เกิดขึ้นระหว่างเราไม่ได้เหมือนในโลกเจ้าหญิงเจ้าชายในดิสนีย์ ไม่ได้สวยงามไปเสียทั้งหมด และไม่มีจุดไหนที่เรียกว่า "happily ever after" ไม่แม้แต่คนที่กำลังจะแต่งงานเสียด้วยซ้ำ...ความรักไม่ใช่การวิ่ง sprint แต่เป็น marathon ผมเคยได้ยินประโยคนี้จะหนังสือซักเล่ม และผมคิดว่าเป็นเรื่องจริง
.
ในเมื่อสีของความรักไม่ใช่สีชมพู
ในตัวของคนรักจึงไม่ได้มีแต่ด้านที่เรารู้สึกว่า "น่ารัก" 
.
ในหนังสือมีอยู่ส่วนหนึ่งชวนคิดไว้ว่า
"หลายๆ ครั้ง เหตุผลที่เรารักใครอาจเป็นเหตุผลเดียวกันที่เราเลิกรักคนๆ นั้นได้เช่นกัน" 
หนังสือเล่าต่อว่าคนเราเมื่อตกหลุมรักใคร ไม่เลยซักครั้งที่เราจะหลีกเลี่ยงการ "idealize" ภาพตัวตนของคนที่เรารัก เข้ากับความจริงสูงสุดที่สวยงามที่สุดของนิยามความรักของเราเอง
.
สิ่งที่เราไม่อาจบอกได้คือ "คนรักที่ดีที่สุด" ของคนแต่ละคนเป็นอย่างไร เพราะเราทุกคนล้วนมีภาพเหล่านั้นที่จำเพาะเป็นของตัวเอง เป็นภาพที่เกิดขึ้นจากการหล่อหลอมมาเนิ่นนานชั่วชีวิต แต่สิ่งที่เราบอกได้แน่ๆคือ เราย่อม "ชู" เอาคนรักของเราไปซ้อนทับกับภาพในหัวไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
.
ต้นเหตุของความผิดหวังในตัวคนรักทั้งปวงอยู่ที่ตรงนี้เอง
เราตกหลุมรักในวันที่เรารู้จักคนรักน้อยที่สุด
แล้ววันหนึ่งวันใดเราก็จะค่อยๆ ค้นพบว่าภาพที่เรามองคนรักเหล่านั้นอาจเป็นเพียงสวยงามวิมาณอากาศที่เราสร้างขึ้นมาเอง
.
ไม่ได้บอกว่าทุกคนจะเป็นแบบนี้
มันอาจมากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละคน
อาจจะกล้าพูดได้บ้างว่ามันมักจะเกิดขึ้นมากหน่อยกับคนที่ไร้เดียงสาทางความรัก ประสบการณ์ยังน้อย อาจเกิดขึ้นกับความสัมพันธ์จริงจังครั้งแรกในชีวิต

จุดที่น่าสนใจอยู่ตรงที่การ "idealize" ที่เราเกริ่นไว้ด้านบนมันไม่ได้เกิดขึ้นเองได้ราวเสกมนต์...สมองของเราไม่อาจประดิษฐ์ภาพที่เรา "คิดเองเออเอง" ขึ้นมาจากความว่างเปล่าได้
.
มันต้องมี hint บางอย่างที่เราเอามามโนต่อ
ว่าเขาน่าจะเป็นแบบนั้นแบบนี้นะ
ความรักอาจทำให้เราตาบอด
แต่ก็ไม่ได้บอดถึงขั้นที่ไม่รู้ว่าอะไรจริงอะไรลวง
.
ความสนุกมันอยู่ตรงที่...
ข้อคว่าม 4-5 หน้าในหนังสือเล่มนี้มันกำลังบอกผมว่าจริงๆ แล้วไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "จริงหรือลวงเกี่ยวกับคนรัก" 
.
ในดีมีร้าย
ในร้ายมีดี
ในความน่ารักมีความไม่น่ารัก
ในความไม่น่ารักมีความน่ารัก
.
ความหมายที่แท้จริงของมันคือ
เมื่อเราลองเพ่งมองเข้าไปในข้อดี (สิ่งที่ตรงกับภาพที่เรา "idealize")
กับข้อเสียในตัวคนรัก (สิ่งที่ไม่ตรงกับ ภาพที่เรา "idealize")
เราจะพบว่าหลายๆครั้งมันมีรากของนิสัยหรือพฤติกรรมเหล่านั้นมาจากสิ่งเดียวกัน
.
สมมุติเป็นซักนิสัยนึงแล้วกัน... 
คุณพบว่าไม่ว่ากี่ครั้งแฟนของคุณก็มักเป็นคนที่ take care ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของคุณอย่างเสมอ เธอถามด้วยความรู้สึกเป็นห่วงด้วยใจจริง บนโลกแสนกว้างใหญ่นี้จะมีซักกี่คนที่อยากจะรับฟังทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตของคุณไม่ว่าร้ายหรือดี เธออยู่ที่นั่นเสมอ คอยทำความเข้าใจ สงสัย และร่วมหาคำตอบ หรืออย่างน้อยๆ ก็เหมือนเขาเข้ามาสวมรองเท้าเดียวกับคุณเสมอ ไม่ว่ารองเท้านั้นจะใส่ได้สบายหรือเปียกชุ่มไปด้วยน้ำหลังลุยฝนมาก็ตาม
.
.
แต่ในขณะเดียวกันทุกครั้งที่คุณมีเรื่องไม่เข้าใจ ผิดใจกัน คุณจะพบว่าเธอคนนั้นไม่เคยปล่อยผ่านไปแม้เรื่องเริ่มต้นจะเล็กน้อยเพียงใด เธอจะพยายามทุกวิถีทางที่จะสะสางความไม่เข้าใจด้วยความเข้าใจผ่านการพูด ทั้งที่คุณรู้สึกว่าเรื่องแค่นี้น่าจะลืมๆ และปล่อยมันผ่านไปก็ได้ แต่ไม่!!! เธอเหมือนจะใส่ใจกับมัน จนทำให้บางทีเรื่องราวลามใหญ่โต เพราะทัศนคติที่มีต่อการแก้ไขความขัดแย้งของคุณกับเธอไม่ตรงกัน
.
คนหนึ่งอยากปล่อยมันผ่านไปแต่อีกคนใส่ใจถึงรายละเอียด
.
ทั้งๆที่ทั้งคู่ต้องการคือสิ่งเดียวกัน
นั่นคือเลิกทะเลาะกันและกลับมารักกันให้ไวที่สุด
ความตั้งใจของเขาและเธอไม่ใช่ปัญหา
แต่ทัศนคติต่อการแก้ปัญหาที่แตกต่างกันนั่นแหละคือปัญหา
.
.
ความใส่ใจรับฟัง นั้นเป็น "ความน่ารัก" 
ความจุกจิกและไม่ปล่อยผ่านยามทะเลาะ กลับกลายเป็น "ความน่าเกลียด" 
.
.
โดยคุณไม่เคยเห็นเลยว่าทั้งความน่ารักและความน่าเกลียดในตัวคนรักของคุณนั้นกลับเป็น "สองด้านของเหรียญเดียวกัน" 
.
หากสองด้านของเหรียญที่มีลายประทับที่แตกต่างหาได้หลอมมาจากโลหะคนละชนิดกันไม่
ความน่ารักและน่าเกลียดของคนรักของคุณก็ไม่ได้มี "รากพฤติกรรม" ที่แตกต่างกัน
.
.
หนึ่ง ความสนใจในระดับดีเทล

สอง ความเชื่อของการใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสาร

สาม ความตั้งใจรับฟังและไม่ปล่อยผ่านเมื่อเจอปัญหา
.
กลับกลายเป็นว่า ความน่ารัก และ ความน่าเกลียด เหล่านั้นมันมีที่มาจากสามข้อดังกล่าว...ถ้าคุณจะชอบความน่ารักเหล่านั้น คุณก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงกับความน่าเกลียดเหล่านี้ได้
.
หากคุณจะรักใครคุณต้องรักแบบ Full package 
ความหมายก็คือรักทั้งด้านร้ายและด้านดี
หากรักด้านร้ายไม่ได้ก็ต้องเข้าใจ
หากพยายามเข้าใจแล้วไม่เข้าใจก็ต้องยอมรับมันให้ได้
.
เพราะนั่นคือความหมายของการเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์ถูกถักทอขึ้นมาจากประวัติศาสตร์ที่เรียกว่าประสบการณ์ชีวิต ทุกเหตุการณ์ในอดีตทั้งร้ายและดี รวมทั้งพันธุกรรม ล้วนหล่อหลอมมาให้คนรักของคุณเป็นอย่างที่เขาเป็น
.
คุณจะมาบอกว่าจะเอาเฉพาะด้านดี โดยไม่เอาด้านร้ายของเขามันเป็นไปไม่ได้ มันมาแบบเป็นคู่กัน เหมือนกับลูกโป่งที่เป่าจนพอง คุณบีบด้านนึงมันก็ปลิ้นออกอีกด้าน คุณจะมาชอบส่วนนูนด้านนี้โดยไม่ยอมรับด้านที่ต้องเว้าเข้าไปมันเป็นไปไม้ได้
.
.
ไม่ได้กำลังจะบอกว่าให้คุณต้องทนด้านที่ไม่น่ารัก ยอมโดนทำร้าย ทนทุกข์ ไม่มีีความสุข ด้วยการปลอบตัวเองว่าใครๆก็มีด้านที่ร้ายๆ กันทั้งนั้น แล้วบอกตัวเองว่าเขาคนนั้นก็ยังมีข้อดี เป็นด้านที่เรามองว่าน่ารักอยู่บ้าง
.
.
จุดสำคัญจริงๆ คือการมองคนรักอย่างที่เขาเป็นจริงๆ เป็นคนธรรมดาที่มีทั้งส่วนที่เราถูกใจและส่วนที่เราเบื่อหน่าย (objective viewpoint) ประเด็นมันอยู่ที่ว่า "การตกหลุมรัก" อาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ แต่การ "ตัดสินใจจะรัก" หรือการสร้าง commitment ว่าจะคบกันรักกัน มันเป็นการตัดสินใจแค่ของคนสองคน

ไม่ว่าเขาจะร้ายหรือดี...มันก็เป็นตัวเราเองนี่แหละที่เป็นคนเลือกเขาตั้งแต่แรกแล้วมิใช่หรือ...ไม่มีใครมาบังคับให้เรามาคบกับคนคนนี้ เป็นเราเองนี่แหละที่มารักเขา อยากอยู่กับเขาเอง
.
.
หลายครั้งยามที่คนรักทะเลาะกัน มันมีอะไรมากกว่า "ความไม่เข้ากัน" หลายครั้งปัญหามันเล็กนิดเดียว ไอ้ความไม่เข้ากันมันอาจไม่ได้ใหญ่โตมากขนาดนั้น แต่เป็นไอความรู้สึกเอาชนะ หรืออีโก้นี่แหละ ที่เอาแต่มองหา "ตัวคนผิด" 
.
- เธอทำแบบนี้ได้ยังไง มันผิดชัดๆ
- ฉันก็เป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว เธอนั่นแหละที่มารักฉันเอง
- ไหนบอกว่าจะเปลี่ยนไง ทำตัวเหมือนเดิมอีกแล้ว
- คราวนี้เธอผิดนะไม่ใช่ฉัน
- ครั้งที่แล้วเธอยังทำได้เลย แล้วทำไมฉันจะทำบ้างไม่ได้
.
.
เห็นไหมครับ ในประโยคเหล่านี้มันแทบไม่ได้พูดถึงตัวปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง แทบจะไม่ได้มีความ "เป็นทีม" ที่คนสองคนจะมาช่วยกันแก้ปัญหา มีแต่ก็คำว่า ตัวฉัน ตัวเธอ ความผิดเธอ ความผิดฉัน ....
.
มันคือการต้องการเอาชนะ
ที่ก็รู้อยู่ว่าถ้าชนะไปก็ไม่ได้อะไร เพราะถ้าความสัมพันธ์พังลงคนทั้งสองย่อมเป็นผู้แพ้
.
.
ลองเปลี่ยนมุมมองใหม่
ไม่มีใครหรอกครับที่อยากทำให้คนรักผิดหวัง
แต่มันก็ไม่ง่ายที่จะเปลี่ยนตัวตนของตัวเอง
อย่างน้อยๆ เราต้องมีความรับผิดชอบมากพอว่าเป็นเราเองที่มารักเขาและอยากจะดูแลคนรักไปด้วยกัน เราต้องยอมรับข้อเสียของอีกฝ่ายอย่างมีเมตตา ว่ามันก็เป็นความท้าทายของคนรักเราเช่นกัน
.
ที่สำคัญคือเราต้องมองเห็นความน่ารักที่แฝงอยู่ในความไม่น่ารักเหล่านั้น อย่ามองพฤติกรรมเหมือนขาวกับดำ
.
เมื่อเรามีความเมตตาให้ด้านที่ไม่น่ารักในตัวคนรัก
เมื่อเรารู้ว่าบางทีความไม่น่ารักนั้นอาจเป็นอีกด้านของเหรียญของนิสัยน่ารักๆ อีกเป็นสิบๆ อย่าง
เมื่อเราเลิกพยายามหาตัวคนผิด
เมื่อนั้นเราอาจพบว่าบางทีลำพังปัญหาตั้งต้นนั้นเองไม่ได้ใหญ่โตอะไรเลย เราสามารถที่จะถอยออกมาคนละหนึ่งก้าว แล้วเปิดพื้นที่ตรงกลางเอาไว้ให้สติของคนสองคนได้ทำงาน
.
เมื่อเรามองว่าความเข้าใจผิดและการทะเลาะกันไม่อาจแก้ได้ด้วยตัวคนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เราก็จะเป็นทีมเดียวกันที่จะหาทุกวิถีทางที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้นไปด้วยกันได้

ที่ผมน้ำตาซึมก็ไม่ใช่เพราะอะไรหรอกครับ
เพราะผมเพิ่งเข้าใจนั่นแหละว่าไอความไม่น่ารักบางอย่างของแฟนผมเองมันไม่ใช่ความไม่น่ารักเลยซักนิด เขาทำไปเพราะนั่นคือตัวตนของเขา และไอตัวตนนี้เองที่กลับกลายเป็นส่วนที่ผมเองรักมากที่สุดด้วยซ้ำในอีกเวลา 95% ที่เหลือ...แล้วทำไมผมเองจะลองปรับความเข้าใจแล้วมองมันในมุมของคนรักในอีก 5% บ้างไม่ได้
.
บางคนอาจจะบอกว่านี่มันอาจเป็นการหลอกตัวเองเพื่อยอมแฟนชัดๆ
แต่ผมมองว่าบางทีการที่เราลดอีโก้ตัวเองเพื่อมองบางอย่างในมุมใหม่บ้าง แล้วทำให้คนรักมีความสุขมากขึ้น มันก็ไม่เสียหายอะไร...จะเรียกว่าอะไรก็เรียกไปเถิด...เพราะผมคิดว่าคนที่เค้าคบกับแฟนไปได้นานๆ เค้าก็ต้องรู้จักยอมๆ กันบ้าง ถ้าใครที่ต้องได้ดั่งใจทุกอย่าง แบบนั้นอาจจะเหมาะกับอยู่เป็นโสดมากกว่า ผมว่านะ
.
จากทั้งหมดนี่เลยคิดว่าต้องไปสอยเล่มเต็มมาอ่านให้ได้แน่นอน เป็นคนที่ถูกโฉลกกับหนังสือแนวปรัชญามาแต่ไหนแต่ไร เพราะไอที่พูดมาทั้งหมดในสเตตัสนี้มันผุดขึ้นมาจากไม่กี่ประโยคในหนังสือ เป็นเสน่ห์ของหนังสือแนวปรัชญาจริงๆ ที่มีพลังในการสร้างคำถามที่กระตุ้นให้เราขุดลึกลงไปในเรื่องราวของตัวเอง คนสิบคนอ่าน็เชื่อว่าจะได้อะไรกลับไปไม่เหมือนกันเลย
SHARE
Writer
Nui_Napat
so many role to play
ใกล้เรียนจบแล้ว กำลังแสวงหาโอกาสและคุณค่าของสิ่งที่ทำอยู่และกำลังจะทำต่อไป (ปัจจุบันเรียนจบ รับปริญญามา 2 ปี 8 เดือนแล้ว)

Comments