งานก็ต้องทำ ลูกก็ต้องดู กับ จูลี่ มอร์เกนสเติร์น
ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยียนพี่น้องพ้องเพื่อนที่เคยทำงานด้วยกัน การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด นอกเหนือจากอายุชีวิตและอายุงานที่ก้าวหน้ามากขึ้นแล้ว คงหนีไม่พ้นเรื่องของการมีทายาทตัวน้อยๆ ออกมาให้ผมได้เชยชม

ทว่าอีกแง่มุมหนึ่งผมเองก็ชื่นชมคนที่เป็นพ่อแม่ที่สามารถทำงานไปได้ด้วยดี แถมยังเลี้ยงลูกได้เยี่ยมอีกด้วย นับว่าเป็นอีกทักษะที่เต็มไปด้วยความพยายามอย่างน่าชื่นชม

โดยเฉพาะลูกๆ ที่อยู่ในช่วงแบเบาะไปจนถึงช่วงประถมวัย ซึ่งถือเป็นวัยที่พ่อแม่ต่อให้งานเยอะแค่ไหนก็ควรคอนเนกใกล้ชิดกับพวกเขา นี่เขียนมาเสมือนผมมีลูกเลย จะบอกว่าไม่ใช่เลย บังเอิญว่าเหตุการณ์มันพาไปเท่านั้นเองครับ ฮาๆ

บังเอิญไปเจอบทความหนึ่งของคุณ จูลี่ มอร์เกนสเติร์น เธอเป็นนักเขียนชาวอเมริกันและยังเป็นคอลัมนิสต์อยู่ที่ Fastcompany หนึ่งในเว็บไซต์ที่ผมชอบเปิดไปอ่านอยู่บ่อยครั้ง

ซึ่งผลงานของเธอก็เขียนเนื้อหาจำพวก Self , Phycology , Management , Organizing , Parenting มาก่อน

โดยเธอมีผลงานที่ขึ้นชื่อเรื่อง Best Seller อย่าง Never Check E-Mail in The Morning ซึ่งเป็นแนวกลยุทธ์ควบคู่ไปกับการทำงาน ต่อมาเป็นเล่มที่ชื่อว่า SHED Your Stuff Change Your Life อันนี้น่าจะออกเป็นแนวฮาวทูไม่ให้ชีวิตการงานติดกรอบ ส่วนผลงานติดดาวระดับ New York Best Seller ของเธอมีอยู่ 2 เล่ม ซึ่งเป็นแนว Management นั่นคือ

1. Time Management from The Inside Out (The Foolproof System for Taking Control of Your Schedule and Life)

2. Organizing from Inside Out (The Foolproof System for Organizing Your Home, Your Office and Your Life)

และผลงานล่าสุดที่มาแหวกแนวเลยคือ Time to Parent พูดถึงประเด็นแนว Organizing Your Life to Bring Out the Best in Your Child and You. เขียนแนะนำมาซะยืดยาว ถามว่าเคยอ่านเล่มไหนของเธอไหมก็สารภาพเลยว่า…ยังเลยคร้าบ

ทีนี้ในบทความของเธอชื่อ 5 Way that busy parents can connect with their kids พออ่านไปแล้วก็มีประเด็นน่าสนใจดี ใครที่ยังไม่มีลูกก็อ่านได้นะเว้ย อย่าไปหวั่นเกรง หรือถ้าอ่านแล้วอยากท้าทายชีวิตชนิดอยากมีลูกเองก็ได้ แฮ่ม!

บทความนี้ จูลี่ มอร์เกนสเติร์น ผู้เขียนเนี่ย เธอมาแชร์ความรู้และประสบการณ์จากการเก็บข้อมูลด้านครอบครัว ที่งานก็ต้องทำ…ลูกก็ต้องเลี้ยง มาอย่างยาวนานกว่าสามทศวรรษทั่วโลก

มีคำหนึ่งที่ผมสนใจคือคำว่า ‘Responsible Doer’ ซึ่งความหมายของมันทำนองว่า เป็นกระบวนการที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองใช้ประคับประคองในการดำเนินชีวิตของตัวเองไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือการเลี้ยงลูก ด้วยการกำหนดทำ Check List หรือ To Do List ขึ้นมาวันต่อวันว่าวันนี้ต้องจัดการอะไรบ้าง

ซึ่ง จูลี่ มอร์เกนสเติร์น ก็มียกตัวอย่างมาเหมือนกันว่า การทำแบบนี้มันช่วยได้ แต่มันอาจมีปัญหาในเชิงอารมณ์และความสัมพันธ์ที่มีต่อลูกได้เหมือนกัน

อันนี้ตอนอ่านก็คิดตามว่าลักษณะการเป็น Responsible Doer มันเป็นเรื่องของระบบ ซึ่งการเลี้ยงลูกมันอาจไม่สามารถใช้วิธีจัดการแบบระบบได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันอาจต้องมีความเป็นธรรมชาติเข้าไปผสมด้วย เช่น การเล่นกับลูกเพื่อพัฒนาการด้านอารมณ์ต่างๆ บลาๆ ไม่ใช่แบบเช็กเวลา 3 ทุ่มจับลูกอาบน้ำ 3 ทุ่มครึ่งลูกเข้านอน สรุปง่ายๆ คือมึงอย่าลืมเล่นกับลูกบ้าง

ทีนี้ จูลี่ เลยมีแง่คิด 4 ข้อที่คุณพ่อคุณแม่ในวัยทำงาน ที่ปกติงานก็โคตรยุ่งอยู่แล้ว แต่ก็ยังอยากคอนเนกกับลูกด้วย ลองไปดูข้อแนะนำของ จูลี่ มอร์เกนสเติร์น กันคร้าบ

1.จูลี่ตั้งคำถามก่อนเลยว่า คุณเป็นพ่อแม่ประเภทอยากคอนเนกกับลูกหรือพวกประเภทชอบสอนลูกตลอดเวลา?

ถ้าเป็นในมุมที่อยากคอนเนกด้วย ซึ่งหมายถึงใช้เวลาอยู่ด้วยกัน เล่นด้วยกัน จูลี่แนะว่าก็พยายามเชื้อเชิญให้เราและลูกมีส่วนร่วมด้วยกันผ่านคำพูดทำนองว่า

“มาเล่นด้วยกันเถอะ” 
“เดี๋ยวดูแม่นะ”

อะไรทำนองนั้นคือลูกอยากให้พ่อแม่เป็นโดราเอมอนหรือโพนี่ พ่อแม่ก็ต้องยอมเล่นด้วยอ่ะ

ส่วนถ้าเป็นพ่อแม่จำพวกชอบสอนตลอดเวลาอันนี้มันก็ได้ แต่ต้องระมัดระวังว่าการนำเสนอ โดยเฉพาะหากลูกอยู่ในช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่พวกเขาเริ่มมีโลกส่วนตัวแล้ว หากไม่ระมัดระวังความสัมพันธ์อาจยิ่งห่างเหินก็ได้

ซึ่ง จูลี่ แนะนำการแก้ไขของคนประเภทหลังได้น่าสนใจ คือ พ่อกับแม่ต้องหัดเป็นนักเรียนในโลกของลูกบ้าง คือ รับฟังสิ่งที่ลูกๆ เขาสนใจ และสังเกต เรียนรู้ว่าทำไมลูกถึงชอบสิ่งนั้น นี่คือสิ่งที่จะช่วยไม่ให้เกิดกำแพงด้านความสัมพันธ์ที่สูงขึ้นกว่าเดิม

2. เวลาไม่ต้องเยอะ แต่ขอน้อยๆ อย่างต่อเนื่อง

เอาจริงๆ ข้อนี้ จูลี่ เขียนถึงเรื่อง undivided attention ซึ่งกำลังจะบอกพ่อแม่วัยทำงานทุกคนว่า แท้จริงแล้ว ลูกๆ อาจไม่ได้ต้องการเวลาทั้งหมดที่คุณมีอยู่มาเพื่อเล่นหรืออยู่ร่วมกับพวกเขาตลอดเวลา

บางทีคุณอาจสละเวลาสัก 5 – 20 นาที ในทุกๆ วัน เพื่อมาเล่นกับพวกเขาก็พอ

เพราะเอาเข้าจริง หนทางนี้มันยังมีความเป็นไปได้มากกว่าการที่คุณจะรอให้มีเวลาว่างทั้งวัน เพื่อมาเล่นกับพวกเขา ซึ่งเชื่อว่านั่นก็ไม่ได้เป็นหนทางที่ลูกๆ ต้องการนักหรอก

3. ลองเป็นนักเรียนในโลกของลูก

ข้อนี้เหมือนเป็นการขยายความจากข้อที่แล้ว คือจูลี่ เล่าว่าโดยปกติแล้วพ่อแม่วัยทำงานเนี่ยจะเจอลูกตามรอยต่อของช่วงเวลาดังนี้ คือ ตื่นนอน ไปส่งลูก กินข้าวเย็น และเวลาเข้านอน

ถามว่าโดยส่วนตัวมันโอเคไหม เราว่ามันก็โอเค แต่จูลี่มีกลยุทธ์ที่โอเคกว่า

จูลี่ แนะนำว่า ช่วงเวลาเล็กๆ น้อยๆ ที่เราสละมาเล่นกับลูกสัก 15 นาที ให้เราลองเป็นในสิ่งที่ลูกอยากให้เป็นบ้างก็ดี อารมณ์ทำนองแบบแกล้งโง่บ้าง ซึ่งจะทำให้เกิดบรรยากาศที่สนุกในการคอนเนกความสัมพันธ์กันมากขึ้น

4. ปรับอารมณ์เพื่อการสื่อสารที่ดีต่อลูก

ข้อนี้ผมเห็นด้วยมากที่สุด จูลี่แนะนำว่าก่อนที่พ่อแม่วัยทำงานทุกคนจะเข้าไปคุยกับลูก บางวันคุณอาจจะเจอเรื่องเครียดๆ จากการทำงานมาตลอดทั้งวัน ซึ่งจูลี่แนะนำว่าพ่อแม่ควรปรับอารมณ์ให้นิ่งและมีสติเสียก่อน เพราะจะได้ไม่เอาอารมณ์ที่ค้างคาไปใช้กับลูก เอาเข้าจริงไม่ใช่แค่ลูก แต่ควรปรับโหมดอารมณ์กลับสู่สภาวะปกติ ไม่ว่าจะริเริ่มเข้าไปคุยกับใครก็ตามเนอะ

ทั้งหมดก็เป็น 4 ข้อที่ จูลี่ มอร์เกนสเติร์น แนะนำมาครับ ซึ่งก็แอบงงๆ อยู่ว่าในหัวบทความมันเขียนว่ามี 5 Way ไม่ใช่เหรอ 55555

ภาพรวมโดยส่วนตัวคิดว่าเป็นบทความที่อ่านแล้วเพลินดี ถึงแม้ว่าตอนนี้เราจะยังไม่มีลูกก็ตาม ยังไงใครที่สนใจและชื่นชอบเนื้อหาของ จูลี่ มอร์เกนสเติร์น ก็ไปติดตามผลงานของเธอได้ ซึ่งเธอมีเว็บไซต์ของตัวเองด้วยนะชื่อ www.juliemorgenstern.com

ส่วนผลงานอย่างหนังสือของเธอนั้น ถ้าใครเคยอ่านแล้วก็มาแนะนำหรือรีวิวกันได้นะฮาฟ
SHARE
Writer
Ohmsiri
Writer
Page CreativeSalary / Books: สิ่งที่เจ้านายไม่เคยบอก / เปิดเทอมใหญ่วัยทำงาน / Podcaster ออฟฟิศ 0.4 / คอลัมนิสต์ aday Bulletin

Comments