พ่อค้าผจญภัย: มิตรแท้หรือศัตรูที่ถาวร
ตอนนี้ผมพ่อค้าผจญภัย อยู่บนเรือขนส่งสินค้า
ทุกอย่างเป็นไปตามแผน 

ผมขอติดเรือของพ่อค้าจากเมืองตลาดสองสี พวกเราสนทนากันอย่างถูกคอ 
พ่อค้าคนนี้มีชื่อว่าเฉยเมย 

คุณเฉยเมยเป็นชายที่อายุประมาณ 40 ปี

ชื่อเฉยเมยชั่งไม่เหมาะกับเขา เพราะเขาเป็นคนที่คุยอย่างเป็นธรรมชาติ ยิ้มอย่างเป็นมิตร รูปร่างของเขาอ้วนท้วม ผิวขาวดูสะอาดสะอ้าน จุดเด่นของเขาก็คงเป็นแก้มที่ดูนุมนิ่ม และตาตี่ที่เหมือนปิดอยู่ตลอดเวลา มองอย่างไรก็ไม่เห็นตาของเขา

การสนทนาส่วนใหญ่
พวกเราพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และกล่าวโจมตีรัฐบาลด้วยความสนุกปาก 

เราร่วมกันรับประทานอาหารเที่ยงฉันมิตรบนเรือของเขา แน่นอนว่าไม่ฟรี 

เป็นพ่อค้าเหมือนกันย่อมเข้าใจว่าทุกอย่างต้องหมุนด้วยเงิน ทุกอย่างมีค่าใช้จ่าย แม้จะเป็นมิตร ก็ยกสินค้าให้แบบฟรีๆไม่ได้

คุณเฉยเมยทำธุรกิจขายเนื้อสุกร ผมเล่าประสบการณ์การเดินทางหลายอย่างให้เขาฟัง ผมเล่าถึงมุมมองต่อตลาดเนื้อสุกรในหลายๆเมืองที่ผมได้เดินทางผ่านมา มันน่าจะเป็นประโยชน์ให้เขาไม่มากก็น้อย

ค่ำของวันสีเขียว
ค่ำคืนของวันสีเขียว เป็นคืนที่หลับสบาย วันนี้ไม่ต้องเป็นกังวลอะไร และไม่ต้องก่อไฟเอง 

ผมนอนพิงกายกับเจ้า A-mo เหมือนเดิม แต่ว่าผมไม่ได้นอนในห้องรับรองหรือห้องพักคนงาน ผมนอนที่ชั้นลอย นอนบนทางเดินเรือที่รับลมได้เต็มที่ 

ผมชอบที่อากาศถ่ายเทหรอ ?

เปล่าครับ... 
ผมแค่ไม่ไว้ใจ 
เหมือนอยู่ในบ้านของใครก็ไม่รู้ 
การค้าไม่มีมิิตรแท้หรือศัตรูที่ถาวร การวางใจใครมากไปไม่ต่างจากความประมาทอย่างจงใจ 

ฉะนั้นผมจึงนอนที่ทางเดิน ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินยังไงก็สามารถกระโดดลงน้ำไปได้

สินทรัพย์ ของผมตอนนี้มีแค่เต็นท์ เชือกรากจูง มีด เงินจำนวนหนึ่ง และเจ้าอูฐ A-mo 1 ตัว

สินค้าก็มีแค่ข้าวสาร 2 กระสอบ 

ผมนำข้าวสาร 1 กระสอบมาแบ่งครึ่ง ครึ่งหนึ่งไว้ติดตัวเจ้า A-mo ยัดไว้ในถุงหนังที่ผูกไว้กับผ้าบนตัวเจ้า A-mo และแบ่งเงินจำนวนเล็กน้อยไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน

ผมนอนหลับไปโดยที่ทรัพย์สินทุกอย่างอยู่ใกล้ตัว อาจจะดูว่าผมเป็นคนวิตกจริต

 แต่ทั้งชีวิตของผมมีแค่นี้ ผมจึงรักและห่วงแหนพวกมันมากพอๆกับชีวิต 
เมื่อมันเป็นของ ของเรา เราไม่ยอมให้ใครได้ไปง่ายๆอยู่แล้ว

ราตรีสวัสดิ์เจ้า A-mo และสินค้าของผม

วันที่สี่ของการเดินทาง สัญลักษณ์สีส้ม
วันสีส้มคือวันที่ผ่านพ้นปัญหา ขอนิยามว่ามันคือวันสบายใจ
เนื่องจากผมแก้ปัญหาเรียบร้อยแล้วและพรุ่งนี้คือวันสีฟ้า วันสีฟ้าที่ถึงจุดหมายเปรียบเสมือนวันพักผ่อนอีกวันหนึ่ง

ทำให้วันสีส้มนี้เราแค่อดใจรอ เพราะอีกไม่นานจุดหมายของเราก็จะมาถึง

วันที่สี่ของการเดินทางนี้จึงไม่มีอะไรที่พิเศษเป็นอีกหนึ่งวันที่มีไว้ให้เราตื่นเต้นและได้รอคอยในจุดหมายที่กำลังมาถึง

วันนี้ผ่านพ้นไปด้วยการกินและการนอน

วันที่ห้าของการเดินทาง สัญลักษณ์สีฟ้า

เมืองที่ผมเห็นอยู่ข้างหน้านี้คือเมือง ภาษีแพงกว่าสินค้า สิ่งที่เด่นสะดุดตาที่สุดของเมืองนี้คือ
พีระมิด
นอกจากตึกสูงเสียดฟ้าแล้วที่นี่ยังมีพีระมิดขนาดใหญ่อีกด้วย มันสวยงามและดูยิ่งใหญ่ แต่มันมีไว้เพื่ออะไร ? 

คำตอบนั้นผมคงต้องลงไปหามันเองอีกเช่นเคย

แต่ก่อนที่จะถึงเมืองพวกเขาก็จอดเรือเทียบท่าน้ำใกล้ๆ


...... เกิดอะไรขึ้น
กะลาสีหลายคนจ้องมาที่ผม 
เห็นท่าว่าจะไม่ดีเสียแล้ว ...

ผมถูกล้อม จากนั้นก็ได้ยินเสียงจากชายที่คุณเคย เสียงจากเจ้าของเรือลำนี้ เพื่อนร่วมอาชีพพ่อค้ากำลังสั่งให้ผมลงจากเรือไป

คุณเฉยเมย: ผมพาคุณมาถึงแล้ว คุณเดินไปอีกไม่นานก็จะเข้าเมืองได้แล้ว ฉะนั้นลงไปสะ แล้วก็ทิ้งของไว้ที่นี่นั้นแหละ

......
ไม่ใช่แค่โจรเท่านั้นที่ปล้นได้ คนทั่วไป พระ หรือพ่อค้าเองก็สามารถปล้นได้เช่นกันถ้าคิดจะปล้น 

โจรเป็นแค่ชื่อของอาชีพที่ทำการปล้นทรัพย์เป็นรายได้
แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่ต้องการจะปล้นทรัพย์อยู่ในอาชีพโจร เพราะตอนนี้ผมถูกพ่อค้าปล้นอยู่

ผมกำลังตกที่นั่งลำบาก 
ผมกำลังจะเสียทรัพย์สินทุกอย่างไป 
การเจรจาครั้งนี้จะเป็นตัวตัดสิน 
การเจรจาที่ผมแทบจะไม่มีสิทธิ์ต่อรองอะไรเลย

พ่อค้าผจญภัย: เกิดอะไรขึ้นหรอครับคุณเฉยเมย

คุณเฉยเมย: ผมพาคุณมาส่งที่หมายแล้วไงครับ ผมรับรองแล้วว่าคุณจะมาถึง แต่ผมไม่ได้รับรองสินค้าคุณด้วยนะครับ ตอนนี้พวกมันทั้งหมดอยู่ในเรือของผม ฉะนั้นมันกลายเป็นของ ๆ ผมเรียบร้อยแล้วครับ

เขาพูดด้วยท่าทางที่สมกับชื่อของเขา
พูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาไร้ซึ่งความสงสารใดๆ และไม่มีรอยยิ้มแบบที่เราได้คุยกันอย่างวันก่อนอยู่เลย 

นี่คงเป็นใบหน้าของเขาเวลาที่เขาได้ซึ่งสิ่งที่ต้องการแล้ว เขาคงจะทำหน้าเฉยเมยกับลูกค้าทุกครั้งที่หมดประโยชน์ สัญญาการค้าของเราจบลงแล้ว ตอนนี้ขึ้นอยู่ว่าจะต่อสัญญาใหม่ได้ไหม

ผมอ้อนวอน

พ่อผจญภัย: 
คุณอย่าทำแบบนี้เลยครับ ถ้าคุณเอาของพวกนี้ไปผมจะทำอาชีพพ่อค้าเร่ต่อไปได้อย่างไร

.....
ไม่มีคำตอบจากคุณเฉยเมย
มีเพียงรอยยิ้มของเหล่ากะลาสีที่ยิ้มหัวเราะเยาะต่อการกระทำที่น่าเวทนา 

การต่อรองที่ไม่มีจุดยืนใดๆให้ผม ผมขออะไรไม่ได้เพราะอยู่บนเรือเขา 

ตอนนี้ผมต้องคิดหาทางออก

สิ่งที่ผมคิดได้
1.เขาไม่คิดจะฆ่าผม ถ้าจะทำเขาฆ่าผมทิ้งไปตั้งแต่ผมขึ้นเรือแล้ว เขาคงกลัวความผิด

ความผิดในการฆ่าของโลกนี้หากถูกจับได้นั้นร้ายแรงนัก (แต่ใช่ว่าเขาจะฆ่าไม่ได้)

2.เขาต้องการทรัพย์สินที่ผมมี เขาต้องการให้ผมลงไปและนำสินค้าของผมไปขายเอง แม้มันจะไม่เยอะ แม้มันจะมีมูลค้าเพียงน้อยนิดหากเทียบกับสิ่งที่เขามี แต่นิดหน่อยใช้ว่าจะไม่มีค่า เขาโลภตามหลักของพ่อค้าที่ควรจะเป็น

ผมมีอะไรต่อรองกับสินค้าของตัวเอง ?

ไม่มี... ผมไม่มีอะไรสักอย่าง

ฉันนั้นผมต้องหาวิธีให้ผมสูญเสียน้อยที่สุด

พ่อค้าผจญภัย: ผมมีถุงเงินอยู่นะผมยินดีจ่ายถ้าคุณปล่อยผมกับสินค้าไป

5555555 
เงินนั้นต้องตกเป็นของพวกเราอยู่แล้ว ตอนนี้นายแค่เป็นผู้ที่ถือเงินอยู่ แต่อีกไม่นานมันก็เป็นของพวกเรา พวกเราควรจะถามนายมากว่า 
นายอยากจะให้ตอนนี้หรือให้ตอนเป็นศพเขาเริ่มขู่ฆ่า

ผมเปิดถุงเงินและยื่นมันออกจากตัวเรือ
 
คุณเฉยเมย: !!! ทำอะไรน่ะ

พ่อค้าผจญภัย: เหรียญเงินพวกนี้มีหลายเหรียญและมันมีค่ามากพอที่จะซื้ออูฐได้อีกหลายตัวเลย แน่นอนถ้าผมเอาพวกมันออกจากถุงและโยนเงินพวกนี้กระจายลงน้ำไป คุณสามารถรวบรวมมันขึ้นมาใหม่ได้ทั้งหมด แต่คุณต้องไปไม่ทันเวลาปิดท่าเรือของเมืองภาษีแพงกว่าสินค้าแน่นอน มันจะทำให้คุณเสียเวลาขายเนื้อสุกรไปอีกหนึ่งวัน

คุณเฉยเมย: ลูกน้องของผมตั้งเยอะไม่นานผมก็หามันได้ทั้งหมดแล้ว อย่าทำอะไรที่เปล่าประโยชน์เลยพ่อค้าเร่ตกอับ

พ่อค้าผจญภัย: คุณรู้หรอว่าในนี้มีมูลค่าเท่าไร ?

สีหน้าของคุณเฉยเมยเปลี่ยนไป

คุณเฉยเมย: ....
พ่อค้าผจญภัย: ถ้าผมโยนเงินให้มันกระจายกัน แล้วลูกน้องคุณเป็นคนเจอ เขาอาจจะเก็บมันไปเอง คุณอาจจะได้ไม่ครบก็ได้ คุณจะเสียเงินจำนวนที่คุณควรได้รับนะครับ

คุณเฉยเมย: เจ้าเล่ห์นัก !!!

พ่อค้าผจญภัย: ......ไม่ใช่แค่ผมหรอก

คุณเฉยเมย: ผมตกลงปล่อยคุณกับอูฐไป ส่งเงินมาสิ

พ่อค้าผจญภัย: แล้วข้าวสารผมละ
........
คุณเฉยเมย: ...ข้าวสารคือสินค้าราคาแพงที่เมืองภาษีแพงกว่าสินค้า ผมยกให้คุณไม่ได้ ผมรับปากจจะปล่อยแล้ว รีบส่งเงินมาได้แล้ว ก่อนที่ผมจะหมดความอดทน เราเสียเวลากันมามากแล้ว

พ่อค้าผจญภัย: ปล่อยอูฐผมลงไปก่อน
................
บรรยากาศในเรือตึงเครียด 
จริงๆผมไม่มีสิ่งใดต่อรองกับเขาได้หรอก ทั้งหมดนี้มันจะตกเป็นของเขาถ้าเขาฆ่าผม
แต่เขาไม่ทำ คงไม่ต้องการฆ่าใครบนเรือ และไม่อยากจัดการกับศพ

อูฐเป็นสัตว์ราคาถูกและมันใช้งานไม่ค่อยได้ในเขตพื้นที่นี้ เขาจึงไม่สนใจ

ผมใช้ความโลภของเขา+กับคำพูด บีบให้เขาต้องตัดสินใจ เป็นตัวช่วยในการต่อรอง

คุณเฉยเมยสั่งกับลูกน้อง
คุณเฉยเมย: ปล่อยอูฐลงไป...

...................
ตอนนี้เจ้า A-mo เดินลงจากเรือจนถึงพื้นดินแล้ว
แต่ผมยังไม่ไว้ใจเพราะถ้าผมให้ถุงเงินเขาไปแล้ว ผมจะไม่เหลืออะไรอีก


พ่อค้าผจญภัย: เอาเงินเป็นของนายไป...หวังว่าคงไม่เจอกันอีก 

A-mo วิ่ง!!

สิ้นเสียงสัญญาณให้หนีของผมที่ส่งให้กับเจ้า A-mo 

ผมโยนถุวเงินขึ้นสูง
โยนให้กับคุณเฉยเมย เพื่อให้ทุกสายตาจับจ้องไปที่ถุงเงินที่ลอยอยู่

เจ้า A-mo ฉลาดกว่าที่คิด เมื่อมันได้ยินเสียงคำสั่งของผม มันก็วิ่งออกให้ห่างจากเรือ

ทางลงเรือและจุดเทียบท่า มีลูกน้องกะลาสีขวางทางอยู่หลายคน
ผมจึงกระโดดลงน้ำไป เพราะกลัวถูกจับไว้อีก พอกันที

... ผมว่ายน้ำ อยู่รอบนอกเพื่อดูท่าทีก่อนที่จะเข้าฝั่ง พวกเขาคงไม่เสียเวลาตามผม และก็คงไม่เสียเวลาตามเจ้าอูฐยอดฝีเท้าที่วิ่งออกห่างจากเรือ 

ไม่นานพวกเขาถอนสมอเรือ กางใบเรือและเดินทางต่อเพื่อให้ทันเวลาปิดท่าเรือ

พวกเขาได้ข้าวกระสอบครึ่งกับเงินทั้งหมดในถุงนั้นไป

ส่วนผมแม้ไม่ได้ทรัพย์สินเพิ่ม แต่ได้ข้อคิดว่า พวกพ่อค้าไว้ใจไม่ได้เลยจริงๆ (ผมด้วย)
แต่ไม่ว่าอย่างไรตอนนี้ พวกเราก็กำลังจะถึงเมืองภาษีแพงกว่าสินค้าแล้ว



SHARE
Written in this book
พ่อค้าผจญภัย
เรื่องราวการผจญภัยของพ่อค้าเร่ ที่ออกแสวงหาสินค้าที่สมบูรณ์แบบ
Writer
Suyseiy
13/40
love only you

Comments