ควานหา
อย่างไรจึงจะเรียกว่าหาจุดสมดุลที่เหมาะสมให้แก่ตัวเองเจอ?

ชอบที่จะเฮฮา พูดจาสัพเพเหระกับคนอื่น... แต่ก็ต้องไม่ล้ำเส้นกัน
ยินดีที่จะถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ และรับฟังความเป็นไปในเรื่องราวของผู้อื่น ...แต่ไม่ชอบฟังอะไรที่เป็นการทับถมซ้ำเติมเรื่องของใคร หรือแม้แต่การอวดภูมิโชว์อีโก้
สบายใจกับสิ่งที่เบาสมอง ... แต่ก็ไม่เสมอไปที่เราจะเลือกมันได้ ในภาวะที่ต้องเจอความกดดัน

ทุกสิ่งมีมากกว่าหนึ่งด้าน และในแต่ละด้านทับซ้อนด้วยหลายมิติ และในความหลากมิติยังมีความโยงใยที่สัมพันธ์เชื่อมโยงต่อกันอย่างแน่นแฟ้น จนยากจะแกะออกมาเป็นชิ้นส่วนที่จัดวางได้
ในความรู้สึกที่ว่าชีวิตเหมือนจะออกแบบและควบคุมได้นั้น เอาเข้าจริงๆมันเป็นแค่ความเหมือนเท่านั้น มันก็แค่เหมือนและเนียนจนเรารู้สึกว่าสามารถทำให้เป็นอย่างที่ใจต้องการได้ก็เท่านั้น แต่มันไม่ใช่ ความสามารถที่จะชักใย หรือวางแนวทางให้เป็นไปดั่งใจหวังได้ทั้งหมดนั้นไม่มีอยู่จริง ทุกอย่างล้วนต้องแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ผ่านกระบวนการทางความรู้สึก และความผิดพลาดมาก่อนเสมอ 

บ่อยครั้งที่ทำให้รู้สึกอยู่เนืองๆว่า ความมีอยู่จริงมันไม่ได้มีอยู่จริง และความจริงไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว หากสังเกตให้ใกล้กว่านั้น จะสัมผัสได้ว่า ทุกการกระทำของมนุษย์บนโลกใบนี้ ล้วนมาจากบ่อเกิดทางความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวัง หรือแม้แต่การไม่ยอมศิโรราบก็ดี ทุกห้วงอารมณ์ ขับเคลื่อนความมุ่งหวังได้หลากหลายรูปแบบ และยิ่งสะท้อนถึงตัวตนมากขึ้น

เมื่อไรที่บอกว่าไม่คาดหวัง นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นที่คาดหวัง 
ความรู้สึกที่เติมไม่เต็ม ความคิดที่ยังคงโหยหา ความต้องการที่อยากจะลิ้มลอง ไม่ต่างอะไรกับถังน้ำที่มีรอยรั่วแต่ไม่เคยสำรวจดูเพื่อจะซ่อมแซม เหมือนคนที่สวมเสื้อตัวเดิมทุกวันและไม่ซักจนเคยชิน ก็จะไม่รู้สึกถึงกลิ่นเหม็นที่ติดตัวเป็นเนื้อเดียว 

แม้แต่สิ่งที่นิยามว่าความสำเร็จของคนยุคนี้ ก็ยังสามารถสะท้อนถึงนัยของความต้องการที่จะเอาชนะชีวิต หรืออัตลักษณ์แห่งตัวตนอยู่ดี การก้าวข้ามอุปสรรคที่รู้สึกว่ายากเย็นได้ ก็เพื่อตอบสนองและแสดงออกถึงความสามารถที่ตัวเองมี ความทรงภูมิและเกียรติยศต่างๆก็ไม่ต่างอะไรกับการประกอบสร้างตัวตนให้หนาแน่นขึ้นไปกว่าเดิม...

SHARE

Comments