A start point of our story
..."ผมลงทุนกับความรักครั้งนี้ไปมาก...มากเกินกว่าจะหยุดหรือถอย ผมคิดเพียงว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ผมทำให้เธอ จะเอาชนะใจเธอได้ เธออาจจะเปลี่ยนใจ... แต่ผมคิดผิด

ผมเดาได้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าเธอชอบเขาเมื่อเขามีเรื่อง เธอจะรีบไปหาเขาทันที หลายครั้งผมเองที่เป็นคนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และเธอก็ย้ำบ่อย ๆ ว่าผมเป็นเพื่อนที่ดี แต่ใจผมมันไม่ฟัง ทุกครั้งที่ผมรุกเข้าไปโดยการดูแลใส่ใจเธอออกหน้าออกตา เธอก็ถอยหลังออกไปหลายก้าวเสมอ แต่ผมก็ยังดันทุรัง ก็สมควรแล้วที่วันนี้จะต้องเสียใจ...

..."เธอจะช่วยซื่อสัตย์กับตัวเองสักครั้งได้ไหม" ผมได้ยินเสียงเขาถาม ขณะกำลังจะเดินขึ้นห้องหลังจากยืนตากฝนรอเธอสามชั่วโมง เธอไม่ได้มาหาผมตามที่นัดกัน แต่เธอกลับมาอยู่ที่นี่ ที่บ้าน...อยู่กับพี่ชายที่ผมรักและเคารพมาก ๆ และเป็นคนสำคัญสำหรับผมอีกคน
"พี่ไม้ควรจะไปเคลียร์กับแฟนเก่าพี่ก่อนไหม แล้วค่อยมาถามคำถามนี้กับเพลิน" เธอตอบอย่างโมโห "กี่ทีแล้วที่ต้องเดือดร้อนกันไปหมด เพราะพี่ยังช่วยยัยนั่นอยู่เรื่อย ๆ เพลินซื่อสัตย์กับตัวเองตลอดแหละ แต่พี่ให้ความมั่นใจกับเพลินไม่ได้ด้วยซ้ำ" 
ผมเดินขึ้นมาเห็นว่าพี่ไม้โท (พี่ชายที่ผมเคารพ) กำลังกอดเพลิน (ผู้หญิงที่ผมรัก) จากด้านหลัง เธอดูเหมือนจะกำลังพยายามดิ้นให้หลุดจากอ้อมกอดของเขา แต่ไม่สำเร็จด้วยขนาดตัวสู้ไม่ได้ และผมเดาว่าลึก ๆ เธออาจจะอยากให้เขากอดอยู่อย่างนั้น
"พี่ไม่ได้ยุ่งกับยัยนั่นแล้วจริง ๆ เคลียร์กันจบแล้ว วันนี้พี่แค่เอาของไปคืน" ...บทสนทนาดำเนินไปอีกพักนึง และผมรู้ว่าตอนจบก็คง happy ending สำหรับทั้ง 2 คน ตามมาด้วยเลิฟซีนที่กรีดใจผมเป็นแผลเหวอะหวะ...เป็น suffer ending สำหรับผม 

...และราวกับว่าวิญญาณออกจากร่าง ผมมารู้สึกตัวอีกทีตอนเช้า ตื่นขึ้นด้วยอาการมึน ปวดหัวอย่างแรง พะอืดพะอม รู้สึกเหมือนจะเป็นไข้ และภาพแรกที่ผมเห็นทำให้ผมตกใจจนแทบกรี๊ด ...ที่นี่ไม่ใช่ห้องนอนผม และผู้หญิงผมยาวที่กำลังเอาผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าให้ผมเป็นคนแปลกหน้า
"ใจเย็น ฉันชื่อไพน์ เป็นเพื่อนเพลิน" เธอรีบแนะนำตัว เดาว่าผมคงตกใจแรงมาก 
...เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ภาพสุดท้ายที่ผมจำได้คือ ขับรถออกจากบ้านไปหาที่นั่งย้อมใจ...ทำไมถึงมาจบที่นี่
"เมื่อคืนเธอเมา... เรื่องมันยาว เอาเป็นว่า เพลินโทรหาเราให้ช่วยไปรับเธอ เพราะเธอไม่ยอมรับโทรศัพท์เพลิน" เธออธิบาย "และเธออาจจะตกใจมากไปอีก เราเลยขอเล่าก่อนว่าเราเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เธอเอง ชุดที่ใส่อยู่เป็นชุดพี่ชายเรา ตอนนี้พี่เราไปเมืองนอก เธอยืมไปก่อนได้ และ...ไม่ต้องเขินนะ เราเห็นแค่หน้าอกกับต้นขาเธอ ไม่มากกว่านั้น" เธอเล่าพลางขยับไปเช็ดแขนให้ผม
...หน้าอก กับต้นขา...นั่นหมายความว่าผมเหลือ ก.ก.น. ตัวเดียว...โอ้! ไม่นะ! ผมขยับตัวจะลุกขึ้นหนีเธอ แต่ร่างกายผมมันไม่ให้ความร่วมมือ หัวผมหนักเกินกว่าจะยกขึ้นเองไหว ขยับนิดเดียวห้องก็หมุนคว้าง
"รู้ว่าตกใจ รับไม่ได้ แต่เชื่อเราเหอะ เราไม่ได้ทำมิดีมิร้ายเธอแน่นอน เราเปลี่ยนเสื้อให้เพื่อนผู้ชายออกบ่อย ถึงเธอจะหล่อกว่าเพื่อน ๆ เราทั้งหมดก็เถอะ"
...หา?!
"หมายถึงว่าเพื่อนเราชอบเมามานอนค้างกันหลายคน หลายครั้ง มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เพราะคอนโดเราอยู่ใกล้ ม. และสะดวกสบายที่สุดแล้ว เธออย่าเพิ่งเข้าใจผิด" พูดไปก็เช็ดตัวผมไปด้วย หันไปเอาผ้าชุบน้ำบิดหมาด ๆ แล้วกลับมาเช็ดต่อ "เอาเป็นว่าเธอก็เพื่อนเราเหมือนกัน เพราะงั้นไม่ต้องคิดมาก"
"บ้าไปแล้ว"...ผมนี่แหละ...ทำบ้าอะไรลงไปบ้างก็ไม่รู้ จำอะไรไม่ได้เลย
"เราเข้าใจ มีคนบอกเราเหมือนกันว่าเราเพี้ยน" เธอหัวเราะร่า "แต่ไว้ใจได้ ไม่ทำให้เธอเดือดร้อนหรอก" 
"ไม่ใช่ หมายถึงผม ผมทำอะไรแย่ ๆ ใส่คุณหรือเปล่า"
"ถ้าไม่นับอ้วกใส่ก็ไม่มีอะไรนะ" เธอยิ้ม...ยิ้มสวยมาก...
"ขอโทษ"
"เฮ้ย...ไม่ต้องคิดมาก เราชินแล้ว"
พูดจบเธอก็ออกจากห้องไปพร้อมกับกะละมังใส่น้ำ ส่วนผ้าขนหนูยังวางแบะอยู่บนหน้าผากผม

ผมถูกส่งเข้าโรงพยาบาลในเย็นวันนั้น เพราะไข้ไม่ยอมลด และไพน์กลัวว่าผมจะช็อค นอนโรงพยาบาลได้ 3 วัน พ่อกับแม่ก็แห่กันมาถึงห้องพักผู้ป่วย แม่กลัวว่าผมจะตายเพราะหมอดูทักกว่าปีนี้ดวงชงแรงมาก เลยต้องอยู่โรงพยาบาลไปทั้งอาทิตย์ เพื่อตรวจเชคใหเแน่ใจว่าหายสนิทแล้วถึงจะออกจากโรงพยาบาล

ไพน์มาเยี่ยมพร้อมกับเพลินทุกวัน ผมเดาว่าเพลินพาเธอมาด้วยเพราะเธอสามารถทำให้บรรยากาศที่ชวนกระอักกระอ่วนระหว่างเรามันจางลงไปได้เยอะ เธอชวนคุยเรื่องดนตรี กีฬา ข่าวดารา การเมืองไปเรื่อยเปื่อย ระหว่างที่มือก็ปอกผลไม้บ้าง จัดขนมเรียงใส่จานบ้าง ส่วนมากเธอจัดไปกินไป

วันนี้ไพน์มาคนเดียว ผมคิดว่าเธอน่าจะรู้เรื่องของผมกับเพลินแล้ว...ไม่ใช่สิ เรื่องของผม...คนเดียว 
"พรุ่งนี้ผมจะกลับบ้านแล้ว"
"เรารู้แล้ว"
"คุณรู้เรื่องผม...จากเพลินแล้วใช่ไหม"
"รู้" เธอบอกพลางเปิดถุงพลาสติก หยิบแอปเปิ้ลออกมาก
"งั้น..."
"เธอช่วยเลิกพูดสุภาพกับเราทีสิ เรารู้สึกแปลก" เธอบอกก่อนจะกัดแอปเปิ้ลเคี้ยวตุ้ย ๆ "เป็นเธอกับเรา หรือกูกับมึงแบบวิศวะสไตล์ก็ได้ เราไม่ถือ"
"กูมึงกับผู้หญิงได้ไงล่ะ"
"ใคร ๆ เขาก็พูด"
"แต่ผมไม่อยากพูด"
"ผมอีกและ"
"เราก็เรา... เรากับเธอก็ได้"
"ดีมาก"
"เธอไม่เหนื่อยเหรอ มาเยี่ยมเราทุกวัน"
"มีรถ มีเวลา แอร์เย็นดี โซฟาก็นั่งสบาย ไม่เห็นเหนื่อยตรงไหน"
ผมอดยิ้มกับท่าทางของเธอไม่ได้ สบาย ๆ เป็นกันเอง และอบอุ่น 
"วันนี้ไปตัดผมบริจาคมาแหละ" เธอเล่า ก่อนจะหันหลังให้ดูผมที่ถูกมัดไว้ สั้นจนส่วนที่มัดไว้เป็นจุกอันเล็กนิดเดียว
"ไม่เสียดายเหรอ"
"ก็ไว้เพราะจะบริจาคนี่แหละ แต่ไม่เอาแล้วนะ ดูแลยาก ผมสั้นสบายใจกว่า" เธอยิ้ม ยิ้มแบบเช้าวันนั้น ผมรู้สึกจั๊กจี้ที่อกอย่างบอกไม่ถูก จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วขึ้น ...เดาว่าคงเป็นเพราะว่าเธอยิ้มสวยมาก ๆ และผมก็เป็นผู้ชายคนนึงที่ยังชอบผู้หญิงอยู่

"เธอรู้สึกยังไงบ้างตอนนี้" จู่ ๆ เธอก็ถาม "ไม่ได้จะเผือก หรือจะจี้ใจดำนะ แต่เป็นห่วงเธอ เพราะเธออยู่บ้านเดียวกันอ่ะ"
...ผมสลดลงทันทีที่ความคิดแว๊บขึ้นมาว่าผมจะต้องกลับบ้านไปอยู่กับพี่ไม้โท และก็คงเห็นเขาอยู่ด้วยกันบ่อย

ผมขอเล่าสักหน่อยแล้วกัน ว่าใครเป็นใครบ้าง พี่ไม้โท ผม กับเพื่อนพี่ไม้โทอีกสองคนมีวงดนตรี เล่นด้วยกันมาหลายปี และเราประกวดชนะก็เลยได้เป็นศิลปิน ออกอัลบั้มกับค่ายเพลงชื่อดัง ตอนนี้ก็มีงานเข้ามาเรื่อยๆ ผมชื่อ ชิว เรียนวิศวะ ตอนนี้อยู่ปี 2 กลางวันผมเรียนหนังสือ ตอนเย็นกับเสาร์อาทิตย์ผมเป็นนักดนตรี บางทีก็โดดเรียนไปทำงานบ้าง โชคดีเขาไม่เชคชื่อ ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด พ่อผมมีบริษัทซอฟท์แวร์เล็ก ๆ ก็เลยต้องมาเรียนวิศวะคอม เพราะพ่อขอ ตอนนี้ผมเช่าบ้านอยู่กับพี่ ๆ ในวง เขาเรียนจบกันหมดแล้ว ส่วนเพลิน...เธอเป็นเด็กนิเทศที่มาฝึกงานในกองถ่าย MV ของพวกผม จับพลัดจับผลูมาเป็นผู้จัดการวงชั่วคราวช่วงนั้นเพราะพี่ต๋อมผู้จัดการวงคนเก่าจากไปอย่างกระทันหันด้วยอุบัติเหตุ เราก็เลยได้รู้จักกัน และสนิทกัน...เอาเท่านี้ก่อน

"เธออย่าโกรธเพลินมันเลยนะ คือ เราก็ไม่ได้รู้ทั้งหมดหรอก แต่เรารู้มาตั้งแต่ต้น..." เธอนิ่งไป เม้มปาก
"เราจะโกรธเพลินได้ยังไง เราดันทุรังเอง เพลินชัดเจนมาตลอด เราแค่คิดว่าเรามีหวัง" พูดไปนิ่งๆ แต่ในใจมันทั้งโหวงทั้งร้าวไปหมด ผมอกหักบ่อยนะ ตั้งแต่เริ่มจีบสาวมา หนนี้ก็เหมือนกัน และรู้ดีว่าเวลาจะค่อย ๆ ช่วยให้ความรู้สึกมันจางลง ระหว่างนี้ผมก็แค่รอ กับหนีจากมันไปบ้างเวลาที่มันเหลืออดจริง ๆ 
เธอตบบ่าผมสองที "เอาน่ะ ๆ ระหว่างนี้เราจะอยู่เป็นเพื่อนเธอเอง เธอมีอะไรก็โทรหาเราได้ และถ้ามันบาดตามาก ก็ย้ายออกมาอยู่คอนโดห้องตรงข้ามเราก็ได้นะ คือ ญาติเราเขาซื้อไว้ แล้วไม่ได้มาอยู่ เราถามให้แล้ว เธอมาอยู่ได้เลย แค่ดูแลห้องให้เขา จ่ายค่าน้ำค่าไฟเองก็พอ"
...ผมค่อนข้างอึ้งกับสิ่งที่เธอทำ ผมรับรู้ได้ว่าเธออบอุ่นและใจดี แต่ทำอย่างนี้กับคนที่เพิ่งเจอกันมันออกจะแปลกเกินไปมาก
"เธอคงคิดว่าเราเพี้ยน แต่เรารู้สึกถูกชะตากับเธอ แล้วก็รู้จักเธอผ่านเรื่องที่เพลินมาเล่าให้ฟังเยอะมาก เคยเห็นเธอแสดงดนตรี เคยไปช่วยงานกองถ่าย MV เพลงของวงเธอ แล้วก็เห็นว่าเธอน่ารักกับทุกคน เราก็รู้จักเธอประมาณนึง เธอเป็นคนดี เราเลยอยากช่วย" 
...ผมยิ่งทึ่งในตัวเธอเข้าไปอีก นึกสงสัยว่าผู้หญิงคนนี้โตมาในครอบครัวแบบไหน เลี้ยงดูกันมายังไงถึงได้ใจดีได้ขนาดนี้ "ขอบคุณมาก ไม่รู้จะขอบคุณยังไงหมด" ผมซึ้งกับสิ่งที่เธอทำนะ และรู้สึกประทับใจมาก ๆ กับความคิดคำนึง ความเป็นห่วงที่เธอมีให้ผม
"ยินดีมาก ๆ เพื่อน" เธอยิ้ม..."


SHARE
Written in this book
Midnight story

Comments