ใจคนเรามันยากเย็นเกินไป...อ่านธรรมะเท่าไรก็ไม่ได้ดี
"ดูกรอานนท์ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก
หรืออุบาสิกาก็ตาม เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตาม
ธรรมอยู่ ผู้นั้นย่อมชื่อว่าสักการะ เคารพ นับถือ บูชาตถาคตด้วยการบูชาอย่างยอด
เพราะเหตุนั้นแหละอานนท์ พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้ปฏิบัติ
ธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรมอยู่ ดังนี้ ฯ"                                      -พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค
  มนุษย์นั้นเป็นสัตว์ที่มีเหตุผล มีการใช้เหตุผลในระดับสูงสุดและซับซ้อนที่สุดเมื่อเทียบกับสัตว์ชนิดอื่นๆที่เหลือทั้งหมดในโลก แต่อย่างไรก็ดีเหตุผลนั้นไม่อาจอยู่เหนือเจตจำนงค์ หรือว่าง่ายๆว่ากิเลส ตัณหา ความอยากทั้งหลายของมนุษย์นั่นแหละคือหัวหน้าตัวจริงของชีวิตมนุษย์แต่ละคน ส่วนเหตุผลนั้นแม้จะผ่านวิวัฒนาการมานานแค่ไหนจนสุดแสนจะซับซ้อนก็เป็นได้แค่เบี้ยล่าง หรือคนรับใช้ของเจตจำนงค์อีกทีเท่านั้นเอง เราจึงเห็นอะไรๆที่มันขัดแย้งกันหลายอย่างในโลกใบนี้ เช่นว่า ทำไมพระที่เป็นถึงเปรียญชั้นสูงๆ รู้บาลีแตกฉาน รู้ข้อธรรมะอันลึกซึ้งมากมายจนอาจเทศนาได้เป็นชั่วโมงอย่างลื่นไหล ก็ไม่จำเป็นว่าจะมีพฤติกรรมที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในที่ลับหลังผู้คน บางรูปอาจมีสีกามาพัวพันและมีความสัมพันธ์อันเกินเลย บางรูปอาจทำผิดสาหัสสากรรณ์ถึงในระดับเสพเมถุนก็ได้ คนอ่านหนังสือธรรมะมากๆเป็น กองพะเนินจนรู้ศัพท์เทคนิคและสาระในธรรมะทั้งหลายก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดี บางทีแม้แต่รักษาแค่ศีล 5 ยังไม่รอด ผิดกับตาสีตาสาที่ไม่รู้หนังสือ แต่กลับมีพฤติกรรมที่ใสซื่อบริสุทธิ์กว่าผู้คงแก่เรียนเหล่านั้น ซึ่งแปลว่าเขาปฏิบัติธรรมมากกว่าผู้มีการศึกษาเหล่านั้นนั่นเอง ทั้งนี้แทบจะไม่ต้องพูดถึงการศึกษาในระบบมาตรฐาน การศึกษาในระบบอาจให้ความรู้ในทางกว้างและลึกทางเทคนิคได้มากมาย แต่การอบรมศึกษาก็ไม่ได้แปรผันตรงกับการกระทำที่ดีเลย เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นคนละเรื่องเลยก็ได้ ซ้ำร้ายยังอาจทำให้มนุษย์รู้จักทำชั่วได้สลับซับซ้อนแนบเนียนมากขึ้นด้วย 
.
    ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่าหัวหน้าที่แท้จริงหรือแก่นแท้ของชีวิตมนุษย์แต่ละคนคือ "เจตจำนงค์" (ความอยาก ความต้องการ กิเลส ตัณหา) มิใช่ "เหตุผล" เจตจำนงค์จะคอยบงการเราอย่างลับๆในจิตใต้สำนึกที่เรามิอาจเข้าถึงได้ ส่วนในระดับจิตสำนึกที่เรารู้และสัมผัสได้โดยตรงจะมีเหตุผลนั้นคอยทำงานอยู่ อันนี้เรารับรู้ได้โดยตรงในขณะนั้นเลย ดังนั้นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นให้เห็นในโลกนี้มันก็ไม่แปลกเลยที่คนศึกษาธรรมะมามากมายท่วมหัวจนลึกซึ้ง แต่กลับมีพฤติกรรมนอกลู่นอกทางราวกับว่าเขาไม่ได้เคยศึกษาธรรมะมาเลย ทั้งนี้เพราะความรู้ของเขากับการกระทำของเขาไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกัน เราอาจจะบอกได้ว่าคนผู้นั้นขาด "integrity" ก็ว่าได้ คำว่า "integrity" นั้นแปลเป็นไทยออกจะลำบากเสียหน่อย ถ้าจะแปลว่าหมายถึงความซื่อสัตย์แบบคำว่า "honesty" ก็คงจะตื้นเกินไป สำหรับผม "integrity" หมายถึงความซื่อสัตย์ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น ทั้งต่อหน้าและลับหลัง รวมถึงความหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันของความรู้และการกระทำ ยกตัวอย่างเช่น มีคนผู้หนึ่งรู้ว่าการฆ่าสัตว์จะผิดศีลข้อที่ 1 เป็นอกุศลกรรม ควรละเว้น แต่นั่นไม่ได้แปลว่าความรู้ที่ว่านี้จะทำให้เขาไม่ฆ่าสัตว์อีกเลย นั่นคือ ความรู้กับการกระทำอยู่อย่างแยกกันเหมือนน้ำเปล่ากับน้ำมันอยู่แยกชั้นกันในแก้วโดยสิ้นเชิง ความรู้ก็อย่างหนึ่ง การกระทำก็อย่างหนึ่ง คนที่รู้ว่าคำสอนอันสำคัญที่สุดของพุทธศาสนาคือ "อนัตตา" คือสิ่งทั้งปวงไม่มีตัวตนแท้จริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงยืนโรงอยู่คงที่ ชีวิตเราประกอบด้วยขันธ์ 5 เท่านั้น และขันธ์แต่ละขันธ์ก็มิได้เป็นตัวตน ดังนั้นชีวิตจึงไม่มีอะไรคงเดิมเลยเมื่อเวลาผ่านไป ไม่มีอะไรคงที่ตายตัวอยู่ตามกาลเวลา ทั้งกายและใจ มีแต่การสืบต่อ (สันตติ) เท่านั้น เราจึงไม่อาจอ้างได้ว่าเราคืออะไรสักอย่างเดียว ชีวิตของเราคือกระแสที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามกาลเวลาเรา "มีแต่ความเป็นไป" แต่ "ไม่ได้เป็นอะไรสักอย่างเดียว" (Becoming without Being) ความรู้เรื่อง "อนัตตา" สามารถหาอ่านได้โดยตรงจากตำราธรรมะ ไม่ว่าผู้เขียนจะเขียนแจกแจงให้ลึกซึ้งแค่ไหนหรืออ่านแล้วรู้สึกว่าเข้าใจแค่ไหน แม้กระทั่งสรรหามาอ่านให้มากมายแค่ไหน ผู้อ่านโดยแก่นแท้ลึกๆแล้วก็ยังมิอาจละความเข้าใจว่าเขาเป็นเขา เขามีตัวตนได้ ปากอาจจะพูดเป็นนกแก้วนกขุนทองว่า "สัพเพ ธัมมา อนัตตา" (สิ่งทั้งปวงไม่มีตัวตนเที่ยงแท้) แต่เขาไม่เคยได้สัมผัสถึงความเป็นอนัตตาในชีวิตจริงเลย เขายังคงโกรธเมื่อมีสิ่งอันไม่น่าพอใจมากระทบกระทั่ง เขายังคิดว่านั้นเป็นของเขา สมบัตินี้คือของเขา เขายังอยากครอบครองสิ่งนั้น สิ่งนี้ คิดจะเอาอย่างนั้น ฝันจะเอาอย่างนี้ เท่ากับว่าเขายังมีการกระทำและความเชื่อราวกับว่าเขามีตัวตนอยู่นั่นเอง ทั้งๆที่เขามีความรู้และไม่ได้ต่อต้านคำสอนของศาสนาพุทธว่าด้วย "อนัตตา" ตรงไหนเลย
.
   "Integrity" นั้นมีความหมายมากเหลือเกินหากเราต้องการหลอมรวมความรู้และการกระทำให้เป็นเนื้อเดียวกัน Integrity จะเกิดได้ผ่านการค่อยๆฝึกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่แท้จริง ธรรมะใดๆที่เรารู้และศึกษามิอาจนำมาซึ่งประโยชน์ได้เลย หรืออาจมีประโยชน์เพียงผิวเผินเท่านั้นหากขาดการปฏิบัติ พระพุทธเจ้าจึงสรรเสริญเอาไว้ว่า "การบูชาท่านอย่างสูงสุด คือการปฏิบัติธรรม" การอ่านตำราธรรมะนั้นพาเราไปได้ไกลที่สุดแค่ "จินตามยปัญญา" คือปัญญาหรือความรู้ที่เกิดจากการอ่าน, วิเคราะห์และการใช้เหตุผล ในโลกของพุทธธรรมนั้นเหตุผลเป็นสิ่งจำเป็นแต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะพาเราไปถึงที่สุดแห่งทุกข์ (นิพพาน) ไม่มีใครบรรลุธรรมได้ด้วยการใช้เหตุผลหรือความคิดล้วนๆ การหลอมรวมความรู้กับการกระทำให้เป็นเนื้อเดียวกันนั้นต้องอาศัย "ภาวนามยปัญญา" ซึ่งก็คือปัญญาและความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม (สมถะ-วิปัสสนากรรมฐาน) การน้อมนำธรรมะมาปฏิบัติด้วยความแน่วแน่ซื่อตรงทั้งต่อหน้าแลลับหลังผู้คนเท่านั้นที่จะเป็นการสร้างสะพานเชื่อมระหว่าง "ความรู้ธรรมะ" กับ "การมีธรรมะ" ซึ่งกระบวนการนี้เกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดเมื่อความรู้และการกระทำหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว สันติภาพและความสงบอันแท้จริงหาใดเหมือนจะเกิดขึ้นแก่เรา และแล้วเจตจำนงค์ กิเลส-ตัณหาอันมืดบอดที่คอยลากคอยเชิด ชัก จูง เรา ไปทางนั้นทีทางนี้ทีก็จะเบาบางลงจนหมดไปได้ เราจะหันหลังให้เจตจำนงค์และกิเลสตัณหาได้อย่างแท้จริงและกลายเป็นผู้รู้ที่บริสุทธิ์ที่อยู่เหนือเจตจำนงค์ทั้งปวง
 





SHARE
Writer
Elan_Vital
Wannabe Philosopher
I write in order to console my soul.

Comments